“เรือนจำกลางระยอง” และ “เรือนจำชั่วคราวเขาไม้แก้ว” เป็นหนึ่งในเรือนจำต้นแบบที่ปฏิบัติต่อผู้ต้องขังตาม “ข้อกำหนดกรุงเทพ” (Bangkok Rules) หรือ “ข้อกำหนดสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงและมาตรการที่มิใช่การคุมขังสำหรับผู้กระทำผิดหญิง” ที่ได้รับการรับรองจากองค์การสหประชาชาติเมื่อปี 2553 ซึ่งเกิดจากพระดำริของพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ที่ทรงเล็งเห็นความจำเป็นในการบริหารจัดการเรือนจำและผู้ต้องขังหญิงโดยให้ความสำคัญต่อความแตกต่างทางเพศสภาวะ และสร้างวัฒนธรรมที่คำนึงถึงความต้องการเฉพาะด้านของเพศหญิงให้เกิดขึ้นในราชทัณฑ์อาเซียน
ข้อกำหนดดังกล่าวแม้ไม่มีฐานะเป็นกฎหมายที่มีสภาพบังคับปฏิบัติ แต่เป็นมาตรฐานในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงที่ราชทัณฑ์ของประเทศต่างๆ ยอมรับและเริ่มใช้เพื่อยกระดับมาตรฐานของการราชทัณฑ์ของประเทศนั้นๆ ซึ่งประเทศไทย ในฐานะที่เป็นประเทศที่ผลักดันให้เกิดข้อกำหนดกรุงเทพดังกล่าวนี้ ก็ได้มีการแสดงบทบาทในการขับเคลื่อนข้อกำหนดกรุงเทพ โดยสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ร่วมกับ กรมราชทัณฑ์ ขยายผลกับเรือนจำและทัณฑสถานภาคต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันมี “เรือนจำต้นแบบ” ที่ผ่านการประเมินการปฏิบัติของเรือนจำตามข้อกำหนดกรุงเทพจาก TIJ จำนวน 12 แห่ง และล่าสุด เรือนจำกลางระยอง กับ เรือนจำชั่วคราวเขาไม้แก้ว จ.ระยอง เป็นเรือนจำต้นแบบอีก 2 แห่ง ที่กรมราชทัณฑ์ได้เดินหน้านำข้อกำหนดกรุงเทพไปสู่การปฏิบัติ สู่เป้าหมาย “เรือนจำเปลี่ยนชีวิต”

เรือนจำกลางระยอง ถือเป็นตัวอย่างเรือนจำความมั่นคงสูงที่นำข้อกำหนดกรุงเทพไปปรับใช้ และเป็นเรือนจำที่สามารถรักษาสมดุลระหว่างการเป็นเรือนจำความมั่นคงสูงกับการออกแบบโปรแกรม เพื่อดูแลผู้ต้องขังหญิงที่มีบุตร และเด็กติดผู้ต้องขังได้อย่างสมดุล เรือนจำแห่งนี้ได้เน้นความเป็นอยู่ที่ดีตั้งแต่แรกเข้าจนพ้นโทษ อย่างกรณีผู้ต้องขังหญิงที่ตั้งครรภ์ จะแยกห้องพร้อมกับมีห้องเลี้ยงเด็กสำหรับหญิงตั้งครรภ์ และเด็กสามารถอยู่กับแม่ได้จนถึงอายุ 3 ขวบ สนับสนุนการฝึกวิชาชีพหลากหลายเน้นที่ผู้ต้องขังสนใจและสร้างรายได้ เช่น ซัก-รีด, เสริมสวย, นวดเพื่อสุขภาพ, เย็บผ้า, เย็บเครื่องหนัง, บาริสต้า, ทำอาหาร, ทำขนมปังเบเกอรี, งานบริการ โดยปันผลให้กับผู้ต้องขังที่ฝึกวิชาชีพเหล่านี้ทุกเดือนตามเงินได้หลังจากหักค่าใช้จ่าย

นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญด้านการอนามัยและสุขาภิบาลโดยแพทย์จากโรงพยาบาลภายนอก เพื่อการเข้าถึงด้านสุขอนามัยของผู้ต้องขังอย่างทั่วถึง รวมถึงให้ความสำคัญกับปัญหาสุขภาพจิตผู้ต้องขังโดยมีห้อง “Happy Center หรือ ห้องเปลี่ยนชีวิต” และให้นักสังคมสงเคราะห์ประจำเรือนจำคอยช่วยปรับสภาพจิตใจของผู้ต้องขังให้ดีขึ้นด้วยการใช้ดนตรีบำบัด ศิลปะบำบัด สมาธิบำบัด เป็นต้น ตลอดจนมีการจ้างงานผู้พ้นโทษตามโครงการคืนคนดีสู่สังคม อีกด้วย

ขณะที่ เรือนจำชั่วคราวเขาไม้แก้ว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเรือนจำกลางระยอง ถือเป็นตัวอย่างเรือนจำที่ออกแบบมาเพื่อเป็นจุดปรับตัวในการเตรียมความพร้อมผู้ต้องขังชายก่อนปล่อยตัวคืนสู่สังคม มีลักษณะเป็นเรือนจำเปิดที่อนุญาตและเปิดโอกาสให้ผู้ต้องขังสร้างรายได้ เช่น ปลูกผักปลอดสารพิษ เลี้ยงหมูหลุม วัว ไก่ไข่ เป็ดไข่ เป็ดเนื้อ ทำประมงน้ำจืด ทำแปลงนาสาธิตเกษตรอินทรีย์แบบผสมผสานตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง โดยอาจกล่าวได้ว่าเรือนจำแห่งนี้มีศักยภาพที่จะเป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงได้ในอนาคต อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้ผู้ต้องขังที่ใกล้พ้นโทษที่เข้าหลักเกณฑ์และมีคุณสมบัติ ออกทำงานนอกเรือนจำที่สวนสุภัทราแลนด์ “ไปเช้า-เย็นกลับ” เพื่อให้ผู้ต้องขังได้เรียนรู้และฝึกทำงานในสถานที่จริงก่อนพ้นโทษ

ด้าน ดร.นัทธี จิตสว่าง ที่ปรึกษาพิเศษ TIJ อดีตอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ได้เผยถึงการดำเนินงานในโครงการเรือนจำต้นแบบและการส่งเสริมข้อกำหนดกรุงเทพ ว่า 4 ปีที่ผ่านมาเห็นชัดว่าการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงมีความแตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติ การเคารพสิทธิ การพัฒนาผู้ต้องขัง การดูแลเจ้าหน้าที่ การจัดสถานที่ ตลอดจนสวัสดิการต่างๆ ทำให้ผู้ต้องขังได้รับการพัฒนา พร้อมที่จะกลับสู่สังคมโดยไม่กระทำผิดซ้ำอีก

เช่นเดียวกับ กิติพงษ์ ละชั่ว ผู้อำนวยการส่วนควบคุมเรือนจำกลางระยอง เผยว่า การยึดการบริหารจัดการตามข้อกำหนดกรุงเทพ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิทธิมนุยษชนตั้งแต่ความเป็นอยู่ การให้ผู้ต้องขังได้ฝึกวิชาชีพด้านต่างๆ เรียนรู้ทุกระดับ เข้าถึงการรักษาพยาบาล เหล่านี้สนองต่อความท้าทายของสถานการณ์ทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ประชาชนยอมรับและเชื่อมั่นในการพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขัง ที่สำคัญทำให้การปฏิบัติงานเรือนจำกลางระยองมีเป้าหมาย เป็นไปตามระเบียบสากล และนำไปสู่การสร้างสังคมที่มั่นคงปลอดภัย
ขณะที่ด้าน Mrs.Elizabeth Sivi ผู้บัญชาการเรือนจำเคนยา หนึ่งในคณะร่วมอบรมและศึกษาแนวทางการขับเคลื่อนข้อกำหนดกรุงเทพ ณ เรือนจำกลางระยอง และ เรือนจำชั่วคราวเขาไม้แก้ว กล่าวว่า สิ่งที่โดดเด่นคือเรื่องของระเบียบวินัยตั้งแต่เขาไปในตัวเรือนจำ สิ่งแวดล้อมภายในเรือนจำสะอาด สิ่งสำคัญคือเจ้าหน้าที่มีความพยายามและตื่นตัวที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงแม้จะมีจำนวนน้อยมากๆ เมื่อเทียบสัดส่วนจำนวนผู้ต้องขัง ที่สำคัญผู้ต้องขังมีโอกาสร่วมกิจกรรมส่งเสริมความเชื่อมั่นในตัวเอง ทำให้ผู้ต้องขังสามารถรับมือกับสถานการณ์การถูกจองจำได้โดยที่ตัวเองยังคงมีความหวังที่จะออกไปใช้ชีวิตข้างนอกได้อยู่ นอกจากนี้ยังมองว่าการจัดหางานให้ผู้ต้องขังและจ่ายค่าตอบแทน เป็นสิ่งที่ดีเพราะเป็นการสร้างเงินออมที่สามารถใช้ได้ในเรือนจำหรือหลังพ้นโทษ ขณะเดียวกันก็เป็นการสร้างทักษะที่เท่าทันต่อโลกปัจจุบันที่ใช้ประกอบอาชีพได้จริงๆ
ถือเป็นเรือนจำเปลี่ยนชีวิต เสมือนบ้าน โรงเรียน ที่เมื่อเข้าไปแล้วจะต้องมีชีวิตและพฤติกรรมที่ดีขึ้น พร้อมเป็นคนดีกลับคืนสู่สังคม

