“เศรษฐกิจพอเพียง” ไม่ใช่แค่ ‘วาทกรรม’ แต่เป็นหลักคิดเชิงระบบที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในกระบวนการตัดสินใจ ได้ทุกระดับทั้งการตัดสินใจระดับบุคคล ระดับองค์กร ระดับชุมชน สังคม หรือแม้แต่การบริหารนโยบายของรัฐ เพื่อนำไปสูผลลัพธ์ความสมดุลและยั่งยืนในเรื่องที่ตัดสินใจ
เมื่อกล่าวถึงสิ่งที่เป็น “ระบบ” หมายถึง กลุ่มขององค์ประกอบต่าง ๆ ที่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน เพื่อการบรรลุจุดประสงค์ตามที่กำหนดไว้ หากพิจารณาโดยละเอียดจะพบว่า เศรษฐกิจพอเพียงเป็นหลักคิดเชิงระบบ ที่มีการกำหนดปัจจัยนำเข้า (Input) กระบวนการ (Process) ผลผลิต (Output) และ ผลลัพธ์ (Outcome) เชื่อมโยงกัน เพื่อการบรรลุเป้าหมายความสมดุลและยั่งยืน ดังนั้น การยึดเศรษฐกิจพอเพียงเป็นหลักคิดในกระบวนการตัดสินใจจะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนตามเป้าหมายที่กำหนดได้
เมื่อพิจารณาองค์ประกอบของหลักคิดเชิงระบบ และเชื่อมโยงกับแบบจำลองปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง จะเห็นความสัมพันธ์ของแต่ละองค์ประกอบ ดังนี้
ปัจจัยนำเข้า (Input) จะเป็นตัวแปรระบุถึงสถานะเพื่อให้เข้าใจว่า เราคือใคร หรือ “Who We are” ซึ่งจะหมายถึงการกำหนดเงื่อนไข “คุณธรรม” ที่เป็นพื้นฐานของกระบวนการตัดสินใจ และ เราต้องรู้อะไร หรือ “What we Know” ซึ่งจะหมายถึง เงื่อนไข “ความรู้” ที่จำเป็นสำหรับการตัดสินใจบนฐานของความรู้ที่มากเพียงพอ ทั้งสองส่วนนี้เป็นเงื่อนไขหรือปัจจัยนำเข้าที่สำคัญในการประยุกต์ใช้เศรษฐกิจพอเพียงในกระบวนการตัดสิน และเข้าสู่ กระบวนการ (Process) เชื่อมโยงกับกับหลักคิด 3 ห่วงในการตัดสินใจ หรือ “How we decide”ประกอบด้วย การใช้หลักความมีเหตุมีผล ความพอประมาณ และมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี และสะท้อนออกมายังพฤติกรรม หรือ “How we behave” ที่แสดงออกมาจากกระบวนการตัดสินใจที่เป็นระบบนั้น ซึ่งจะทำให้เกิด ผลผลิต (Measurable Outputs) คือ ความสมดุลและยั่งยืน ในมิติของเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม และจะนำไปสู่ ผลลัพธ์ (Envisaged outcomes) คือ ความสามารถในการพึ่งพาตนเอง (Self-reliance) การมีภูมิคุ้มกันที่ดีพร้อมรับมือต่อการเปลี่ยนแปลง (Immunity) และการฟื้นตัวได้เร็วเมื่อเกิดภาวะวิกฤติ (Resilience)
ยกตัวอย่างให้เห็นถึงการประยุกต์ใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในระดับองค์กร ไม่ว่าจะเป็นองค์กรภาครัฐ องค์กรเอกชน หรือองค์กรไม่แสวงหากำไร การดำเนินการตามขั้นตอนหลักคิดเชิงระบบของเศรษฐกิจพอเพียง พิจารณาแต่ละองค์ประกอบ ดังนี้
ปัจจัยนำเข้า (Input)
การสร้างเงื่อนไข “คุณธรรม” แบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่
1) ให้ความสำคัญกับคุณภาพของ “คน” โดยเฉพาะในมิติของคุณธรรม องค์กรจะต้องมุ่งเน้นกระบวนการในการคัดเลือกบุคลากรเพื่อเข้าร่วมทำงานกับองค์กร ต้องให้ความสำคัญกับคุณลักษณะทางด้านคุณธรรมเป็นตัวนำ คุณธรรมพื้นฐานในระดับบุคคลที่สำคัญ ประกอบด้วย ความซื่อสัตย์ ขยัน อดทน มัธยัสถ์ และแบ่งปัน ซึ่งถือเป็นคุณธรรมพื้นฐานในระดับบุคคลที่ควรมีกระบวนการในการพิจารณาเพื่อให้ได้บุคลากรที่มีคุณภาพเข้าร่วมงาน การพิจารณาผลการปฏิบัติงาน การพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือน และการเข้าสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้น
2) สร้างวัฒนธรรมองค์กรหรือค่านิยมร่วมกันขององค์กรที่เน้นคุณธรรม การมีคุณธรรมหรือค่านิยมร่วมที่บุคลากรทุกคนยึดถือร่วมกัน เน้นค่านิยมของการสร้างองค์กรแห่ง “ความดี” ที่วัฒนธรรมองค์กรยึดตามหลักธรรมาภิบาล การบริหารจัดการที่ดีกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เน้นความซื่อสัตย์สุจริต ยึดมั่นจริยธรรมในการปฏิบัติงาน ความขยัน ความโอบอ้อมอารี และความสามัคคี มากกว่ามุ่งเน้นการแข่งขัน ชิงดีชิงเด่น เอารัดเอาเปรียบกัน
3) การกำหนดค่านิยมร่วมอื่นที่องค์กรให้มีเพื่อการบรรลุเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่ต้องมีค่านิยมร่วมกันในการขับเคลื่อน เช่น ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม การมุ่งเน้นคุณภาพ/ความเป็นเลิศ การสร้างนวัตกรรม เป็นต้น
หากองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการกำหนดเงื่อนไขคุณธรรมในทุกกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาบุคลกรภายในองค์กรให้มีการยอมรับ และยึดถือในค่านิยมร่วมเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการคัดเลือกบุคลากร กระบวนการพิจารณาผลการปฏิบัติงาน กระบวนการในการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น เลื่อนเงินเดือน ฯลฯ จะเกิดการปลูกฝังและหล่อหลอมคุณธรรมและค่านิยมร่วมขององค์กรให้แก่บุคลากรทุกระดับได้
การสร้างเงื่อนไข “ความรู้” แบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่
1) การพัฒนาและการจัดการความรู้ระดับบุคคล หมายถึง ความรู้ภายในบุคคลที่สะท้อนคุณภาพของบุคลากรนั้น และความรู้ที่ใช้เพื่อการปฏิบัติหน้าที่ตามความรับผิดชอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2) การพัฒนาและจัดการความรู้ที่มีร่วมกันในองค์กร หมายถึง ความรู้ที่บุคลากรภายในองค์กรต้องมีความเข้าใจร่วมกัน ได้แก่ ความรู้เพื่อการบรรลุเป้าหมายตามวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ขององค์กร ความรู้เพื่อการตัดสินใจในการบริหาร ซึ่งการขับเคลื่อนองค์กรเพื่อให้บรรลุเป้าหมายได้จำเป็นทุกภาคส่วนจะต้องมองเห็นและเข้าใจเป้าหมายร่วมกัน เพื่อให้การปฏิบัติตามหน้าที่ความรับผิดชอบของแต่ละส่วนเป็นองค์ประกอบเพื่อการบรรลุเป้าหมายร่วมกันได้ทันตามกรอบเวลา และลดความเสี่ยงของการใช้ทรัพยากรอย่างไม่มีประสิทธิภาพ
3) การพัฒนาและจัดการความรู้ในบริบทของสภาพแวดล้อม หมายถึง ความรู้ที่องค์กรต้องพยายามสร้างความตื่นตัวกับการเปลี่ยนแปลง เปิดรับข่าวสารและเทคโนโลยี เพื่อรับรู้และสร้างความเข้าใจถึงสภาพการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น และเตรียมการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอเพื่อให้ทันต่อการปรับเปลี่ยน
กล่าวโดยสรุป องค์กรต้องให้ความสำคัญกับการจัดการความรู้อย่างเป็นระบบ (Knowledge Management) เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาองค์กร โดยกระบวนการในการจัดการความรู้ที่ดีต้องมีการรวบรวมที่สามารถสืบค้นและเข้าถึงได้ง่าย เปิดช่องทางให้ผู้ใช้องค์ความรู้สามารถส่งคำแนะนำติชมสะท้อนกลับไปสู่ผู้พัฒนาเพื่อการปรับปรุงให้มีความถูกต้องและทันสมัยอยู่เสมอ เพื่อการใช้ประโยชน์ให้เกิดประสิทธิผล
กระบวนการ (Process)
การประยุกต์ใช้เศรษฐกิจพอเพียงในกระบวนการตัดสินใจจะเกี่ยวข้องกับ 2 ขั้นตอนที่สำคัญ ได้แก่ กระบวนการตัดสินใจด้วยกรอบแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง (How we decide) และการแสดงพฤติกรรมหรือการดำเนินการตามการตัดสินใจนั้น (How we behave)
การตัดสินใจด้วยกรอบแนวคิด “เศรษฐกิจพอเพียง” ประกอบด้วย 3 ห่วงหลัก ได้แก่
1) ความมีเหตุมีผล หมายถึง การตัดสินใจด้วยหลักเหตุและผล การใช้หลักคิดที่คำนึงถึงต้นทุนและผลตอบแทน และผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากกระบวนการตัดสินใจ และการเปรียบเทียบทางเลือกเพื่อการพิจารณา การตัดสินใจด้วยความมีเหตุมีผล จะทำให้การตัดสินใจอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้องและได้พิจารณาถึงผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นด้วยแล้วเพื่อการเตรียมพร้อมสำหรับการจัดการกับผลกระทบเหล่านั้น
2) ความพอประมาณ หมายถึง การคำนึงถึงศักยภาพขององค์กรในการบริหารจัดการ ไม่สุดโต่ง มากเกินไป หรือน้อยเกินไป เช่น การขยายกิจการ การลงทุน ฯลฯ ประเด็นเหล่านี้ล้วนต้องพิจารณาถึงความพอประมาณในการบริหารองค์กร ไม่ให้เป็นภาระ และไม่ให้เสียโอกาส
3) การมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี หมายถึง กระบวนการตัดสินใจที่ตระหนักถึงความเสี่ยง มีความรอบคอบ ระมัดระวัง มีการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ และพิจารณาถึงความเสี่ยงในกระบวนการตัดสินใจทั้งความเสี่ยงในระดับองค์กร ความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ และความเสี่ยงจากการดำเนินงาน รวมถึงความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงบริบทของสภาพแวดล้อม
เมื่อองค์กรดำเนินกระบวนการตัดสินใจด้วยกรอบแนวคิด “เศรษฐกิจพอเพียง” แล้ว ในลำดับถัดไปจะเป็นกระบวนการแสดงพฤติกรรมหรือการดำเนินการตามการตัดสินใจนั้น ซึ่งจะสะท้อนถึง 2 ส่วนที่สำคัญในการบริหารองค์กร คือ การนำองค์กรและภาวะผู้นำ (Leadership) และ แนวปฏิบัติทางการจัดการ (Management Practices) ซึ่งการนำองค์กรและภาวะผู้นำที่สะท้อนหลักคิดเศรษฐกิจพอเพียง จะเน้นมิติที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาองค์กรในทุกภาคส่วน และมุ่งเป้าหมายสู่การเป็นองค์กรยั่งยืน ได้แก่ การนำองค์กรอย่างมีกลยุทธ์และมุ่งเน้นความสมดุลและยั่งยืนเป็นเป้าหมายหลัก การให้ความสำคัญกับลูกค้า (Focus on Customer) การดูแลและสร้างความผูกพันของบุคลากร (Employee Engagement) การให้ความสำคัญกับกระบวนการ (Process Centered) การมีระบบที่บูรณาการไม่แยกส่วน (Integrated system) การใช้ข้อมูลและข้อเท็จจริงในกระบวนตัดสินใจ (Decision-making based on facts) การสื่อสารเชิงกลยุทธ์ทั้งภายในและภายนอกองค์กร (Strategic Communication) และการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง (Continuous improvement) มิติเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผู้นำองค์กรจะให้ความสำคัญ และจะใช้แนวปฏิบัติทางการจัดการเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิในการบริหารองค์กร โดยพิจารณาทางเลือกและความเหมาะสมกับบริบทขององค์กร
ผลผลิต (Outputs)
ผลผลิตหลักที่คาดหวังจะได้รับจากกระบวนการตามหลักคิด “เศรษฐกิจ” ต้องเป็นการวัดผลผลิตได้อย่างเป็นรูปธรรม ในมิติทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม ซึ่งในการบริหารองค์กรต้องมีการกำหนดตัวชี้วัดที่สะท้อนการบรรลุผลผลิตในมิติเหล่านั้น และต้องเป็นความสมดุลของผลผลิตในแต่ละมิติ กล่าวคือไม่สุดโต่งในมิติใดมิติหนึ่งมากจนเกินไปหรือน้อยจนเกินไป ไม่ว่าจะเป็นการวัดทางเศรษฐกิจ ที่สะท้อนถึงความอยู่รอดขององค์กร เพราะหากองค์กรไม่สามารถที่จะมีผลการดำเนินงานที่จะรักษาความอยู่รอดได้แล้ว มิติอื่นก็จะไม่สามารถบรรลุได้ การมุ่งเน้นผลกำไรหรือผลการดำเนินงาน ต้องสร้างสมดุลกับการมีส่วนร่วมกับการพัฒนาสังคม ไม่เบียดเบียนและมีส่วนช่วยในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการรักษาวัฒนธรรมเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้เป็นทุนทางสังคมสำหรับอนาคตต่อไปด้วย
ผลลัพธ์ (Outcomes)
ผลลัพธ์ที่คาดหวังในการประยุกต์ใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในระดับองค์กร คือ ความเป็นองค์กรยั่งยืน (Sustainable Organization) ซึ่งมีคุณลักษณะสำคัญ 3 ประการ คือ 1) สามารถพึ่งพาตนเองและเป็นที่พึ่งของผู้อื่นได้ (Self-reliance) 2) มีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลง พร้อมรับมือเมือมีการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและภายนอก และ 3) สามารถฟื้นตัวได้เร็วเมื่อเกิดภาวะวิกฤติ ทั้งสามผลลัพธ์นี้เป็นผลลัพธ์ที่คาดหวังจะได้รับจากการมีปัจจัยนำเข้า กระบวนการ และผลผลิตตามที่กล่าวไว้ข้างต้น
จากที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่า เศรษฐกิจพอเพียงเป็นหลักคิดในกระบวนการตัดสินใจที่จะสะท้อนการให้เห็นว่าการดำเนินการหรือพฤติกรรม ซึ่งได้มีการพิจารณาอย่างรอบคอบ ระมัดระวัง คำนึงความเสี่ยงและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ เพื่อการบรรลุเป้าหมายความสมดุลและยั่งยืน ดังนั้น หากมีการนำหลักคิดเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในทุกระดับย่อมจะทำให้เกิดผลที่เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจนในการพัฒนาประเทศสู่ความยั่งยืน โดยเฉพาะในการระดับการบริหารนโยบายของประเทศ ซึ่งจะส่งผลต่อการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาประเทศได้ในวงกว้าง
ในช่วงที่มีจะการเลือกตั้ง ถือเป็นโอกาสที่จะได้นำเสนอแนวทางในการนำเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการบริหารนโยบายของประเทศ เพื่อให้ผู้ที่ได้รับโอกาสในเข้ามาบริหารบ้านเมืองจะใช้เป็นหลักในการตัดสินใจที่จะนำไปสู่ในการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศได้
- กำหนดนโยบายที่เป็นรูปธรรมในการปลูกฝังและหล่อหลอมคุณธรรมหลัก ซื่อสัตย์ ขยัน อดทน มัธยัสถ์ แบ่งปัน เพื่อเป็นเงื่อนไขหลักของการปัจจัยนำเข้า คือ การพัฒนาคน การปฏิรูปการศึกษาที่มุ่งเน้นการพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศ เน้นการปลูกฝังคุณธรรมให้แก่เยาวชน รวมถึงการสร้างบรรทัดฐานของสังคมที่จะช่วยหล่อหลอมคุณธรรมเหล่านี้ในสังคมร่วมกัน นอกจากนั้น บทบาทของผู้นำและผู้มีอำนาจของประเทศ ต้องแสดงพฤติกรรมที่เป็นต้นแบบในการยึดมั่นในหลักคุณธรรมของผู้นำ ที่จะเป็นองค์ประกอบสำคัญของการหล่อหลอมคุณธรรมในสังคม
2) สร้างฐานความรู้ในการตัดสินใจ เป็นเงื่อนไขสำคัญในกระบวนการตัดสินใจเรื่องต่างๆ เปิดโอกาสให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน มีการศึกษาวิจัยเพื่อให้ได้ข้อมูลและแสวงหาความรู้รองรับการตัดสินใจในเชิงนโยบาย
3) การใช้หลักคิดเศรษฐกิจพอเพียงในกระบวนการตัดสินใจของผู้อำนาจ เพื่อให้มั่นใจว่านโยบายและมาตรการที่นำเสนอมีความสมเหตุสมผลในการดำเนินการ มีความพอประมาณ และมีการวิเคราะห์ ประเมินความเสี่ยง และเตรียมการรับมืออย่างรัดกุมรอบด้าน
4) พัฒนาและกำหนดใช้เครื่องชี้วัดผลผลิตของการพัฒนาที่สะท้อนผลผลิตของการพัฒนาครอบคลุมทุกมิติทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม
โดยหากผู้มีอำนาจเข้าใจหลักคิดเศรษฐกิจพอเพียง และยึดมั่นในกระบวนการตัดสินใจอย่างเป็นระบบ ย่อมจะทำให้เกิดการบริหารกิจการบ้านเมืองอยู่บนฐานของเหตุผล มีความพอประมาณ ไม่สุดโต่งเกินความพอดี มีความรอบคอบระมัดระวัง เกิดใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ มีการเลือกดำเนินนโยบายอย่างเหมาะสม การพัฒนาประเทศเป็นไปอย่างสมดุลครอบคลุมทุกมิติของการพัฒนา ไม่มุ่งเน้นด้านหนึ่งด้านใดมากเกินไป และนำไปสู่ความยั่งยืนของการพัฒนาได้ในที่สุด
ผศ.ดร.ณดา จันทร์สม
รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

