“ความรอบรู้ด้านสุขภาพ” กับ…การปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข

9.04.19 | 15:16 น.

“ประชาชนไทย” ในสังคมยุคปัจจุบัน กำลังถูกคุกคามด้วยข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพที่หลากหลาย ทั้งที่ถูกต้องและไม่ถูกต้อง และยังต้องเผชิญกับระบบสุขภาพที่มีความซับซ้อน การส่งเสริมให้มี “ความรอบรู้ด้านสุขภาพ” (Health Literacy) จึงเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชาชน และเป็นตัวแปรสำคัญในการสร้างสังคมรอบรู้ด้านสุขภาพ เพื่อส่งต่อข้อมูลข่าวสาร ไปยังภาคส่วนต่างๆ ที่มีผลต่อปัจจัยกำหนดสุขภาพ เช่น ภาคสังคม เศรษฐกิจ การศึกษา เพื่อร่วมกันสร้างความตระหนักและมีส่วนร่วมในการทำให้สิ่งแวดล้อมง่ายต่อการเข้าถึง เข้าใจข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพที่จะไปสนับสนุนให้ประชาชนมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีอย่างยั่งยืน

แพทย์หญิงพรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัยในฐานะหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติประเด็นความรอบรู้ด้านสุขภาพของไทยกล่าวว่า “ความรอบรู้ด้านสุขภาพ” (Health Literacy) คือความสามารถของตัวเราเองที่จะเข้าถึงข้อมูลสุขภาพที่เหมาะสมกับตัวเรา จนเกิดความเข้าใจในสุขภาพของตัวเอง สามารถประเมินว่าข้อมูลที่ได้รับมามีประโยชน์ต่อตัวเราเองอย่างไร ซึ่งสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพเป็นผลจากการที่เราไม่มีความรู้ไม่ดูแลตัวเอง รอแต่เมื่อไหร่ที่ป่วยแล้วจึงไปหาหมอในที่สุดก็มีค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเกิดขึ้นและจะมีผลต่อระบบสุขภาพ หากเรามีความรอบรู้ด้านสุขภาพจะช่วยให้เราสามารถจัดการสุขภาพของตนเองได้ดีและสามารถดูแลผู้อื่นในด้านสุขภาพที่คล้ายๆกันได้ด้วย โดยเป้าหมายของความรอบรู้ด้านสุขภาพคือการส่งเสริมให้ประชาชนคนไทยมีสุขภาพดี ระบบสุขภาพของประเทศไทยมีความมั่นคงและยั่งยืน ช่วยให้ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลที่ไม่จำเป็นลดลง ลดความเหลื่อมล้ำ เกิดความเป็นธรรม/เท่าเทียมด้านสุขภาพ

 “ความรอบรู้ด้านสุขภาพ” จำเป็นแค่ไหนในงานด้านสาธารณสุขของประเทศ?

Advertisement

แพทย์หญิงพรรณพิมลอธิบายเพิ่มเติมว่าเนื่องจากประชาชนเป็นเจ้าของสุขภาพ จึงต้องมีความรอบรู้เรื่องสุขภาพของตนเอง เพื่อจะทำให้การบริการสุขภาพเป็นไปตามความต้องการของตัวเอง ด้วยเหตุนี้การปฏิรูปด้านสาธารณสุขจึงเกิดขึ้นเพราะไม่ใช่จะพัฒนาแค่ระบบสุขภาพอย่างเดียว แต่เราต้องพัฒนาความรอบรู้ข้อมูลด้านสุขภาพให้กับประชาชนด้วย “ความรอบรู้ด้านสุขภาพ” จึงเป็น1ใน10 ประเด็นของการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขโดยมีการวางเป้าหมายความรอบรู้ด้านสุขภาพของประเทศไทยในปี 2579 ไว้ คือ “ประเทศไทยมีระบบสาธารณสุข การศึกษา สวัสดิการสังคมและสิ่งแสดล้อมที่เอื้อให้ประชาชนสามารถเข้าถึง เข้าใจ ประเมิน และปรับใช้ข้อมูลและบริการต่างๆ ในสังคม เพื่อตัดสินใจดูแลสุขภาพของตนเองและครอบครัวได้อย่างเหมาะสม”

“ความรอบรู้ด้านสุขภาพ” จะต้องมีการพัฒนายกระดับเพื่อเอื้อให้ทุกคนสามารถเข้าถึง เข้าใจ ประเมิน ตัดสินใจเลือกใช้ และปรับใช้ข้อมูลความรู้และบริการสุขภาพได้อย่างเหมาะสมกับตนเอง เนื่องจากปัจจุบันมีข้อมูลสุขภาพเยอะมาก ปัญหาคือประชาชนจะเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องหรือไม่ เชื่อถือได้หรือไม่ ในขณะเดียวกันการรักษาสุขภาพก็มีระบบที่ซับซ้อนมากขึ้น มีทั้งรูปแบบบริการใหม่ๆ เรื่องใหม่ๆ ที่ไม่เคยได้ยินกันมาก่อน การที่ประชาชนมีความรอบรู้ด้านสุขภาพที่เพียงพอ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจของประชาชนเพื่อการดูแลสุขภาพตนเองได้อย่างเหมาะสม ถือเป็นการวางรากฐานที่สำคัญให้กับคนไทยทุกคนเพื่อการมีสุขภาวะในการดำรงชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีของทุกคนในทุกช่วงอายุ

“การดูแลตัวเองเมื่อตั้งครรภ์” หนึ่งในตัวอย่างการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพ

แพทย์หญิงพรรณพิมลกล่าวว่าสิ่งหนึ่งที่ประชาชนควรรู้ในประเด็นความรอบรู้ด้านสุขภาพคือต้องรู้เรื่องพื้นฐานด้านสุขภาพของตัวเอง เช่น กินอย่างไร พักผ่อนแบบไหน ถ้าอายุ 40 ปีหรือ 50 ปีขึ้นไปเราต้องดูแลตัวเองอย่างไร พร้อมทั้งยกตัวอย่างว่า เช่น ถ้าตั้งครรภ์ต้องดูแลตัวเองอย่างไร ซึ่งตรงนี้เป็นข้อมูลพื้นฐานด้านสุขภาพที่เราควรจะเข้าถึงเบื้องต้น แต่จริงๆ ถ้าพูดเรื่องความรอบรู้ด้านสุขภาพอาจจะไปไกลกว่านั้น เช่น หญิงตั้งครรภ์บางคนน้ำหนักขึ้นเร็วกว่าคนอื่น หรือตัวเองมีประวัติหรือคนในครอบครัวเป็นโรคเบาหวาน เมื่อตั้งครรภ์จะดูแลตัวเองอย่างไร พื้นฐานการตั้งครรภ์เหมือนกันแต่ด้วยเหตุและปัจจัยบางอย่างไม่เหมือนกัน หากเรามีความรอบรู้เรื่องสุขภาพเราจะเข้าใจและสามารถดูแลตัวเองได้ดีและเหมาะสมมากยิ่งขึ้น โดยแต่ละบุคคลต้องได้ข้อมูลความรู้สุขภาพที่เหมาะสมกับตัวเองด้วย ซึ่งก็ไปสอดคล้องกับปัจจุบันที่เรามีเทคโนโลยีใหม่ๆสามารถช่วยค้นหาข้อมูลสุขภาพได้ อย่างเช่น กรมอนามัยก็จะมีเว็บไซต์หรือเฟสบุ๊ค หรือกรุ๊ปไลน์ที่สามารถเข้าไปหาข้อมูลเกี่ยวกับหญิงตั้งครรภ์ได้เช่น “ก้าวย่างเพื่อสร้างลูก” จะมีข้อมูลที่ถูกต้องให้เข้าไปดูและปรึกษาได้ ซึ่งจะช่วยให้หญิงตั้งครรภ์สามารถดูแลสุขภาพตนเองได้ง่ายๆ

ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อน “ความรอบรู้ด้านสุขภาพ” ของนานาชาติและของไทย

นางวิมล โรมาผู้อำนวยการสำนักขับเคลื่อนกรมอนามัย 4.0 เพื่อความรอบรู้ด้านสุขภาพประชาชนและอนุกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข เปิดเผยว่ามีผลงานการศึกษาที่ได้รับการเผยแพร่ในวารสาร International Journal of Environmental Research and Public Health ในปี 2018 รายงานความคืบหน้าการขับเคลื่อนนโยบายของนานาชาติ เรื่องความรอบรู้ด้านสุขภาพใน 6 ประเทศ (ออสเตรเลีย ออสเตรีย จีน นิวซีแลนด์ สก็อตแลนด์ และสหรัฐอเมริกา) พบว่ายุทธศาสตร์ที่สำคัญของประเทศกลุ่มนี้มีความแตกต่างกันเชิงบริบทและกิจกรรมที่ทำ แต่มี 5 ยุทธศาสตร์ที่คล้ายคลึงกัน ได้แก่ 1.การพัฒนาระบบและรูปแบบการสื่อสารที่เข้าใจง่าย ถูกต้อง ตรวจสอบได้ 2. การสอดแทรกทักษะความรอบรู้ด้านสุขภาพในระบบการศึกษาและการศึกษาในผู้ใหญ่ 3. การพัฒนารูปแบบบริการและความช่วยเหลือสำหรับประชากรกลุ่มเสี่ยง (ด้อยโอกาส) 4. การพัฒนาศักยภาพบุคลากร 5. การยกระดับองค์กรให้เป็นมิตรต่อความรอบรู้ด้านสุขภาพ

ในขณะที่การขับเคลื่อนตามยุทธศาสตร์ความรอบรู้ด้านสุขภาพภายใต้การปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขของไทยเราก็มีหน่วยงานสำคัญทำหน้าที่เป็นกลไกการขับเคลื่อนนั่นคือ “สมาคมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพไทย” ซึ่งมีนายแพทย์วชิระ เพ็งจันทร์อดีตอธิบดีกรมอนามัยเป็นนายกสมาคมฯ และยังมีความคล้ายคลึงกับนานาชาติ ประกอบด้วย 5 ยุทธศาสตร์หลักได้แก่ 1.การพัฒนาระบบสื่อสารสุขภาพที่เอื้อให้ประชาชนสามารถเข้าถึง เข้าใจ ประเมิน และใช้ข้อมูล และ บริการต่างๆ ในสังคม เพื่อตัดสินใจดูแลสุขภาพตนเองและครอบครัวได้อย่างเหมาะสม 2.การพัฒนา 3 ระบบใหญ่ ได้แก่ ระบบสาธารณสุข (โรงพยาบาล) ระบบการศึกษา (โรงเรียน) และระบบสังคม วัฒนธรรม (ชุมชน สถานประกอบการ สถานที่ทำงาน)โดยประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ให้เป็นองค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพ 3.การส่งเสริมการวิจัยเชิงประเมินผล เพื่อการตัดสินใจเชิงนโยบายและการบริการที่มีประสิทธิภาพ 4.การพัฒนากำลังคนด้านการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ 5.การพัฒนากลไกการขับเคลื่อนความรอบรู้ด้านสุขภาพ ในลักษณะเสริมพลังกัน

ทั้งนี้การนำยุทธศาสตร์ลงสู่การปฏิบัติของแต่ละประเทศ จะมีความแตกต่างกันไปซึ่งขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยที่สำคัญ คือ 1. ผู้นำ (leadership) และเจตนารมณ์ทางการเมือง (political will) 2. กลไกการสนับสนุนทางการเงิน(Funding mechanism ) 3. ระบบการติดตามและประเมินผล

 “ความรอบรู้ด้านสุขภาพ” ในแนวคิดของบุคลากรสาธารณสุขและผู้กำหนดนโยบาย

นางวิมล ให้ข้อมูลว่าในรอบ 10 ปีที่ผ่านมามีการศึกษาวิจัยที่ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพส่งผลให้การมีส่วนร่วมในการรักษาและการจัดการตนเองสำหรับโรคเรื้อรังดีขึ้น สำหรับบุคลากรสาธารณสุขที่ทำเรื่องส่งเสริมสุขภาพให้ความสนใจความรอบรู้ด้านสุขภาพว่าเป็นผลลัพธ์ของการให้สุขศึกษาและการสื่อสารสุขภาพ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของการส่งเสริมสุขภาพแบบร่วมสมัย (Contemporary Health Promotion )โดยมองว่าความรอบรู้ด้านสุขภาพคือทรัพย์สินหรือทุนที่อยู่ในแต่ละบุคคล (Health literacy as asset) ซึ่งสามารถที่จะเพิ่มทุนนี้ได้ โดยให้การศึกษาอย่างต่อเนื่องร่วมกับ intervention อื่นๆเพื่อสนับสนุนบุคคลและชุมชนให้สามารถควบคุมปัจจัยกำหนดสุขภาพ ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพบุคคลและชุมชนได้

สำหรับผู้กำหนดนโยบาย “ความรอบรู้ด้านสุขภาพ” เป็นแนวคิดที่มีความยืดหยุ่นที่สามารถนำไปใช้ในการวางตำแหน่งทางนโยบาย ความตั้งใจที่จะทำเรื่องความรอบรู้ด้านสุขภาพทั้งในกลุ่มของผู้ให้บริการสาธารณสุข (การป้องกันโรค การส่งเสริมสุขภาพ) ผู้กำหนดนโยบายและนักการศึกษาวิจัย ทำให้ความรู้และแนวคิดของความรอบรู้ด้านสุขภาพ ถูกขยายไปอย่างกว้างขวาง ความรอบรู้ด้านสุขภาพมีความสำคัญในฐานะที่เป็นได้ทั้งปัจจัยเสี่ยง (Disease prevention approach) หรือต้นทุน (Health Promotion Approach) และมีศักยภาพที่จะใช้เป็นตัวชี้นำสำหรับการให้บริการทางคลินิก (การป้องกันโรค) หรือการสาธารณสุข (การส่งเสริมสุขภาพ) และการกำหนดนโยบายสาธารณะ สำหรับนักวิชาการหรือนักวิจัยนั้นประเด็นที่น่าสนใจที่ยังต้องศึกษาค้นคว้าต่อคือ การพัฒนาแนวทางยกระดับและเครื่องมือวัดความรอบรู้ด้านสุขภาพในบริบทของกลุ่มประชากร (population based)

ความสำเร็จในการขับเคลื่อน “ความรอบรู้ด้านสุขภาพ”จะเกิดขึ้นได้อย่างไร?

ความสำเร็จของการขับเคลื่อน“ความรอบรู้ด้านสุขภาพ”จะเกิดขึ้นได้ ต้องเสริมพลัง (empowerment) ให้ประชาชนและชุมชนสามารถจัดการตนเองได้ โดยเฉพาะจัดการปัจจัยทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อมที่เป็นตัวกำหนดสุขภาพ รวมถึงการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างหรือเชิงระบบ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยภาคการเมือง ในการกำหนดนโยบายสาธารณะ เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง อันเกินกว่ามาตรการทางสังคมที่ภาคประชาชนเป็นผู้กำหนด แต่ตัวประชาชนเองต้องตระหนักว่าความรอบรู้ด้านสุขภาพเป็นสิทธิของประชาชน เพื่อส่งเสริมให้เกิดการสร้างพลังและการมีส่วนร่วมของประชาชนในชุมชน โดยเฉพาะบุคลากรในระบบสุขภาพ ควรเร่งรัดให้เกิดความรอบรู้ด้านสุขภาพ จึงจําเป็นต้องมีกรอบการดําเนินงานที่เป็นรูปธรรมสําหรับองค์กรและบุคลากรในภาคส่วนด้านสุขภาพเพื่อแสดงภาวะการนำ ที่จะทำให้เกิดความรอบรู้ด้านสุขภาพทั้งระดับบุคคลตลอดจนชุมชน โดยบรูณาการการดำเนินงานภาคส่วนด้านสุขภาพและภาคส่วนนอกสุขภาพ ที่มีผลต่อปัจจัยกําหนดสุขภาพ ทั้งภาคสังคม เศรษฐกิจ การศึกษาเพื่อยกระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพ ด้วยการร่วมกันทำให้สิ่งแวดล้อมให้ง่ายต่อการเข้าถึง เข้าใจ ข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพและมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้มีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี นางวิมลกล่าวย้ำ