ททท.ตะวันออกโหมยุคทองเปิดฤดู “เที่ยวสวนผลไม้” กินทุเรียนก่อนใครในระยอง จันทบุรี ตราด จัด “Luxprerience @ ชลบุรี ระยอง” ชวนครอบครัว องค์กรรัฐ เอกชน ตลุย More Fun เที่ยวสนุกครบทุกรส สัมผัสวิถีชุมชน ลงมือทำของกิน ของใช้ ชิมอาหารถิ่นและซีฟู้ดสดแซ่บ ดื่มด่ำบรรยากาศล่องเรือยอร์ชชมทะเลพัทยา

นายวิบูลย์ นิมิตรวานิช ผู้อำนวยการ ภูมิภาคภาคตะวันออก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า การท่องเที่ยวในภาคตะวันออก ระหว่างเมษายน-กรกฎาคม 2562 เป็นยุคทองของการสร้างรายได้กระจายถึงมือชุมชนในพื้นที่ 9 จังหวัด ทั้ง ระยอง จันทบุรี ตราด ชลบุรี ปราจีนบุรี นครนายก สระแก้ว สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา มีโปรดักซ์ขายดึงดูดกำลังซื้อช่วยสร้างเศรษฐกิจให้คึกคักอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นช่วงฤดูท่องเที่ยวเทศกาลสวนผลไม้ ซึ่ง ททท.ได้
สร้างสรรค์เส้นทางการท่องเที่ยวแบบหรูหราผนวกแหล่งท่องเที่ยวเชื่อมโยงเข้าไปด้วย โดยแต่ละพื้นที่มีสีสันความสนุกสไตล์ More Fun ตะวันออก ครบทุกเรื่องทั้ง แหล่งท่องเที่ยวมุมใหม่ระดับตั้งแต่ชุมชนไปจนถึงหรูหราล่องเรือยอร์ช กิจกรรมวิถีชีวิต ภูมิปัญญาพื้นบ้าน อาหารถิ่น อาหารทะเล ผลิตภัณฑ์ชุมชนทั้งของใช้ของฝากของที่ระลึก
ตามที่ ททท.ภูมิภาคตะวันออก ได้จัดโปรแกรมนำร่อง “Luxprerience @ ชลบุรี ระยอง” นำกลุ่มผู้บริหารองค์กรทั้งจากกลุ่มธนาคาร สถาบันศศินทร์ โรงพยาบาล ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี สื่อโซเชียล ท่องเที่ยวตามเส้นทางใหม่ๆ ตลุยสวนผลไม้ “กินทุเรียนนก่อนใครในระยอง ฮิ !” แต่ละสวนโดดเด่นต่างกัน เป็นต้นแบบทางเลือกชวนกันไปกินผลไม้อย่างสนุกสนานตลอด 4 เดือนนี้ สวนส่วนใหญ่ผลไม้โดยเฉพาะทุเรียนจะเริ่มสุกกินได้โดยเริ่มเปิดสวนเตั้งแต่ 12 เมษายน – สัปดาห์แรกเดือนกรกฎาคม 2562

ผอ.วิบูลย์เล่าว่า ปี 2562 ข้อมูลจากเกษตรจังหวัดระยอง ยืนยันว่าทั้งจังหวัดมีผลไม้ออกสู่ตลาด 111,007 ตัน เพิ่มขึ้น 29.26 % ชาวสวนจะส่งออกต่างประเทศกว่า 7 หมื่นตัน และให้ในประเทศกับนักท่องเที่ยวได้บริโภคอีกกว่า 3 หมื่นตัน ดังนั้น ททท.ภูมิภาคภาคตะวันออก กับ ททท.ระยอง จึงได้จัดทำเส้นทางขับรถเที่ยวกินทุเรียนไว้ให้เลือกอย่างจุใจ โดยมีสวนต่างๆ เข้าร่วม 42 สวน แบ่งเป็น 3 เส้นทาง ได้แก่
เส้นทางที่ 1 ตะพง-บ้านแลง-นาตาขวัญ มีให้เลือกประมาณ 20 สวน เส้นทางที่ 2 วังจันทร์-แกลง-เมืองระยอง มีประมาณ 14 สวน เส้นทางที่ 3 บ้านค่าย
สำหรับสวนที่มีความโดดเด่นที่น่าสนใจในตำบลตะพง อำเภอเมือง 4 แห่ง ได้แก่

สวนแรก “สวนผู้ใหญ่สมควร” ของนางสมควร ศิริภักดี มีความเด่นเรื่องมังคุด 100 ปี เน้นการทำเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่เกือบ 8 ไร่ ปลูกผลไม้ผสมผสาน มีทั้งมังคุด ตอนนี้ราคาขายกิโลกรัมละ 40 บาท ทุเรียน ราคาขึ้นอยู่กับพันธุ์ อย่างชะนีกิโลกรัม 80-100 บาท หมอนทอง 120-150 บาท เงาะ ลองกอง ต้องรอช่วงเปิดตลาด สวนนี้มีเครือข่ายเกษตรกร 50 ราย พื้นที่ปลูกรวมกันราว 300 ไร่ เมื่อถึงฤดูผลไม้ก็จะนำมาแลกเปลี่ยนซื้อขายต้อนรับนักท่องเที่ยวอย่างเพียงพอ
สวนที่ 2 “สวนคุณมะปราง” เป็นสวนที่เปิดบริการตลอดทั้งปี ในช่วงผลไม้ยังไม่ออกผลก็จะมีบริการอาหาร เครื่องดื่ม มุมเก๋ๆ เพื่อเช็คอินกับต้นผลไม้ ปีนี้จะเริ่มเปิดเทศกาลท่องเที่ยวสวนผลไม้วันแรก 12 เมษายน 2562 เป็นต้นไป บริเวณสวนแบ่งเป็น 2 ฝั่งถนน ฝั่งแรกเป็นสวนมังคุดคุณภาพสีม่วงเข้ม และผลไม้อื่นๆ รวม 20 ไร่ อีกฝั่งปลูกทุเรียนอย่างเดียว 5 ไร่ มีหลายสายพันธุ์หลักๆ จะเป็น ชะนีกับหมอนทอง เพราะนักท่องเที่ยวนิยมรับประทาน

สวนที่ 3 “สวนลุงทองใบ” เป็นสวนที่รับนักท่องเที่ยวจำนวนมากได้วันละกว่า 1,000 คน เป็นสวนเดียวที่มีบริการรถรางประยุกต์นั่งได้รอบละ 40-50 คน พาชมสวนขนาดใหญ่สองฝั่งถนนพื้นที่ปลูกกว่า 40 ไร่ เน้นปลูกทุเรียนเป็นหลัก 80 % มีหลายสายพันธุ์เช่นกัน ทั้งหมอนทอง ชะนี ก้านยาว กระจิบน้ำ หลงลับแล และพันธุ์ทดลองนำมาจากมาเลเซีย อินโดนีเซีย ระหว่างทางจะมีจุดให้แวะกินไอศรีมทุเรียน ปิดท้ายด้วยการแจกข้าวเหนียวทุเรียนถ้วยเล็กๆ ให้ชิมก่อนกลับบ้าน
“ป้าสมบัติ กลิ่นขจร” ลูกสาวคนที่ 4 ของลุงใบทายาทเจ้าของสวน เล่าว่าสวนนี้ปลูกมานานเกินกว่า 50 ปี ก่อนหน้านี้พอถึงฤดูผลไม้ออกต้องตะลอนขนไปขายในกรุงเทพฯ หรือจังหวัดอื่น ได้กำไรครั้งละแค่หลักพันบาท ช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมาเข้าโครงการท่องเที่ยวสวนผลไม้ชีวิตชาวสวนเปลี่ยนไปทันที เริ่มมีรายได้เป็นกอบกำแต่ละปีตลอดฤดูผลไม้ทำยอดขายได้หลัก 100 ตัน มีเงินเหลือเป็นหลักแสนบาท ด้วยความเป็นสวนขนาดใหญ่มีที่ดินมาก จึงสามารถรับนักท่องเที่ยวหมู่คณะได้พร้อมกันครั้งละถึง 200 คน วันละประมาณ 1,000 คน โดยได้จัดระบบบริการนักท่องเที่ยวต้องซื้อตั๋วด้านหน้าก่อน เพื่อนำคูปองไปแสดงทุกครั้งว่าจะกินผลไม้ชนิดใดได้บ้าง
แถมยังเปิดหน้าบ้านซึ่งเป็นอาคารเปิดโล่งหน้ากว้างขนานถนนยาว 200 เมตร เป็นล้งรับส่งผลไม้ให้เครือข่ายเกษตรกรพื้นที่ใกล้เคียงได้พึ่งพาอาศัยเกื้อกูลซึ่งกันและกัน รายได้ในครอบครัวและเพื่อนบ้านก็ดีขึ้นมาตลอด มีความสุขเพิ่มขึ้นด้วย
สวนที่ 4 “สวนยายดาเจ๊บุญชื่น” โดดเด่นเรื่องการทำกิจกรรมชวนนักท่องเที่ยวไปเขี่ยเกสรตัวผู้-ตัวเมียดอกสละ ผลไม้ขึ้นชื่ออีกชนิด เมื่อเขี่ยเสร็จแล้วจะต้องรอราว 8 เดือน เพื่อกลับไปเก็บผลผลิตที่สุกส่งกลิ่นหอมรสหวานนุ่มมาก แต่ละปีเจ๊บุญชื่นขายสละได้หลายตันเป็นพืชที่ออกหมุนเวียนต่อเนื่องกันต่างจากผลไม้อื่น แต่ต้องอาศัยความขยันคอยเขี่ยเกสรเพื่อให้เกิดการผสมพันธุ์ให้ผลดกดี สวนนี้จัดทำทางเดินชมสวนสวยงาม โดยมีทั้งเงาะ ทุเรียน พืชผักสวนครัว ปลูกผสมผสานกัน บรรยากาศร่มรื่น สวยสะอาดตา
ระหว่างเมษายน-กรกฎาคม 2562 โรงแรมในระยอง ร่วมสนับสนุนเที่ยวสวนผลไม้ของ ททท.ทำแพกเกจราคาพิเศษ ที่พักพร้อมบัตรเข้าสวนผลไม้ ราคาเพียงเริ่มต้นคนละ 900 บาท อาทิ เซ็นทรัลเพลส โฮเต็ล มีแคมเปญ “เที่ยวทะเล..ชิมสวนผลไม้” 900 บาท/คน/คืน หรือ 1,350 บาท/2 คน/คืน หรือ 2,000 บาท/3คน/คืน โดยรวมห้องพัก อาหารเช้า บัตรชมสวน

ก่อนอำลาสวนผลไม้ระยอง แนะนำให้แวะ “พิพิธภัณฑ์ครูกัง” อำเภอแกลง เป็นเรือนไม้โบราณขนาด 2 ชั้น ออกแบบตามวิถีชีวิตดั้งเดิม หลังจากครูเกษียณก็รวบรวมของสะสมหลายพันชิ้นมาจัดแสดงให้นักท่องเที่ยวชม แบ่งเป็นโซนต่างๆ ละลานตา มีทั้งของใช้ ของเล่น ห้องเสื้อ ห้องตัดผม โรงหนัง ร้านของชำ และจิปาถะ จัดอย่างเป็นระเบียบให้เดินชมเพลินๆ พอเหนื่อยก็ไปนั่งอุดหนุนกาแฟของพิพิธภัณฑ์ได้
@Luxprerienceตะเคียนเตี้ย-อลาคอมปาณย์-ล่องเรือยอร์ช
ส่วนการท่องเที่ยวแบบหรูดูดีในชลบุรี เริ่มจากการเดินทางสร้างประสบการณ์สัมผัสวิถี “ชุมชนตะเคียนเตี้ย” อำเภอบางละมุง ลานวัฒนธรรมบ้านร้อยเสาได้ใช้พื้นที่บ้านราว 6 ไร่เป็นศูนย์กลางในหมู่บ้านชาวสวนมะพร้าวกว่า 8,000 ไร่ มีกิจกรรมวิถีชีวิตหลากหลายให้ร่วมสนุกกับภูมิปัญญาพื้นบ้านซึ่งเต็มไปด้วยเสน่ห์ความน่ารัก ทั้งการลงมือทำอาหารอัตลักษณ์ถิ่น เมนู ไก่กะลา น้ำพริกกุ้งสดไข่เค็ม ชงชิมกาแฟสดกะทิมะพร้าว และกิจกรรมใหม่การทำถุงผ้าปังๆ นำดอกไม้ใบไม้รอบๆ บ้านมาสร้างลวดลายเก๋ๆ การจักสานจากทางมะพร้าว การพับดอกไม้กุหลาบจากใบเตย การตัดกระดาษทำพวงมะโหดหลายรูปแบบเพื่อใช้ในงานมงคล เดินชมสวนครัวอินทรีย์ปลูกหลังบ้าน สามารถเก็บมาทำอาหารในชีวิตประจำวันได้ทุกมื้อ

“วันดี ประกอบธรรม” ประธานชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนตำบลตะเคียนเตี้ย เล่าว่าจะมีนักท่องเที่ยวแวะเวียนเข้ามาเยี่ยมชมเฉลี่ยเดือนละกว่า 2,000 คน ปกติเปิดให้ชมฟรีแต่จะมีกลุ่มคณะโทรศัพท์จองล่วงหน้าเพื่อนำนักท่องเที่ยวมาร่วมทำกิจกรรมครึ่งวัน คิดราคาคนละ 150 บาท เลือกได้ 5 ฐาน ไม่รวมกาแฟกะทิมะพร้าว กับกระเป๋าปังๆ จะคิดเพิ่มอีกคนละ 50-100 บาท เพื่อแบ่งปันรายได้ให้เครือข่ายชาวบ้านที่เข้ามาสอนทำแต่ละฐาน การท่องเที่ยวถือเป็นอาชีพเสริมของชุมชนมีความเป็นอยู่ที่ดีและทำให้คนรุ่นใหม่อยู่กับครอบครัวในท้องถิ่นเพื่อสร้างสรรค์การท่องเที่ยวร่วมกันมากขึ้น
จากชุมชนตะเคียนเตี้ย สู่เส้นทางท่องเที่ยว “อลาคอมปาณย์” เป็นสถานที่ท่องเที่ยวดีไซน์ตามแบบชนบทยุโรปตั้งอยู่แถบชานรอยต่อพัทยากับสัตหีบ เป็นเมืองขนาดย่อมๆ ในพื้นที่ขนาด 45 ไร่ ออกแบบใช้สอยอยู่ราว 11 ไร่ ด้วยการนำเสนอได้ครบเครื่องทั้งบรรยากาศสวนสไตล์ยุโรป ร้านอาหารคาวและหวาน ไฮไลต์เป็นร้านส้มตำวิลล่า ห้อง Le Rouge เลาจน์ไวน์กับคอกเทล ร้านชา-กาแฟ Tea Workshop & Tea Factory อาคารอีเวนต์ 2 ชั้นไว้ให้เรียนคอร์สชงชาอย่างมืออาชีพ ลานน้ำพุและสะพานราวเชือก รองรับกลุ่มจัดแต่งงาน สวนครัวเกษตรอินทรีย์ ฟาร์มเปิดโล่งกลางแจ้ง เลี้ยงม้า ไก่ไข่ เหมาะกับครอบครัวพาลูกๆ ไปให้อาหารม้าเก็บไข่จากฟาร์ม
ตอนนี้กลุ่มครอบครัวแห่แหนกันมาอลาคอมปาณย์เฉลี่ยเดือนละกว่า 8,000-10,000 คน ช่วงเทศกาลวันหยุดจะเกินวันละ 1,000 คน จึงเป็นแม่เหล็กใหม่ในพัทยาที่จะส่งต่อกระจายคนไปท่องเที่ยวยังรอบพื้นที่ใกล้ๆ ในภาคตะวันออกได้ด้วย

ส่วนไฮไลต์ใหม่มาแรงอีกเส้นทาง “ท่องเที่ยวเรือยอร์ช” ใช้ท่าเรือโอเชียน ยอร์ช มารีน่า พัทยา เป็นจุดขึ้นลงโดยมีเรือขนาดต่างๆ ให้เช่าทั้งแบบครึ่งวันและเต็มวัน ขนาดบรรทุกลำละ 45 คน เช่าครึ่งวัน ค่าใช้จ่าย แบ่งเป็นเช่าเหมา 30,000 บาท ค่าอาหารกลางวันเฉลี่ยประมาณคนละ 400 บาท มีเมนูทะเลนึ่งพร้อมน้ำจิ้มรส
แซ่บทั้ง กุ้ง ปู ปลาหมึกสดย่าง ข้าวผัด ผลไม้
กัปตันเรือจะใช้เวลาประมาณ 50 นาที พานักท่องเที่ยวฝ่าฟองคลื่นล่องไปตามเกาะในทะเลพัทยา หลักๆ เกาะเกร็ดแก้วหรือเกาะลิง เพื่อจอดให้ลงไปดำน้ำดูปะการัง แล่นเจ็ตสกีหรือว่ายน้ำเย็นๆ
ติดตาม More Fun ตะวันออก ในจังหวัดอื่นได้ในเร็วๆ นี้
เรื่อง/ภาพโดย…เพ็ญรุ่ง ใยสามเสน : บล็อกเกอร์-gurutourza, www.facebook.com/penroongyaisamsaen

