นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงการลงพื้นที่สำรวจข้อมูลทุเรียน ภายใต้โครงการศึกษาบทบาทของผู้ประกอบการธุรกิจผลไม้ที่มีต่อผลไม้ไทย ในจังหวัดจันทบุรี ระยอง และตราด พบว่า ผลผลิตทุเรียนที่มีคุณภาพส่วนใหญ่เกษตรกรจะจำหน่ายแบบเหมาสวนให้กับผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุทุเรียน (ล้ง) ที่ให้ราคาดีกว่า เพื่อส่งออกไปยังตลาดจีน ซึ่งขณะนี้ยังมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง โดยผลผลิตที่มีคุณภาพเกรด A และเกรด B ส่วนใหญ่บรรจุกล่องส่งออกตลาดจีน และเกรดพรีเมี่ยมส่งห้างสรรพสินค้าภายในประเทศ เช่น Tops , Makro และ The Mall โดยผลผลิต เกรด A และ เกรด B ราคารับซื้อเหมาสวน อยู่ที่ประมาณ กก.ละ 115 – 130 บาท เกรด C กก.ละ 90 บาท และ เกรดรวม (คละไซส์ทุกลูก) กก.ละ 120 บาท ในขณะที่ เกรดพรีเมี่ยม กก.ละ 135 – 140 บาท ส่วนผลผลิตตกเกรด ซึ่งส่วนใหญ่กระจายตลาดภายในประเทศ อยู่ที่กก.ละ 85 บาท

ทั้งนี้ เกษตรกรมีแนวโน้มการขายทุเรียนแบบออนไลน์ผ่าน Facebook และ Line มากขึ้น โดยมีการรับประกันคุณภาพและมีบริการจัดส่งผ่านบริษัทไปรษณีย์ไทย และบริษัท เคอรี่ จำกัด ทำให้เกษตรกรได้รับราคาจำหน่ายสูงกว่าตลาดทั่วไป และหากขายยกกล่องตามน้ำหนักสามารถคละเกรดในการจำหน่ายได้ด้วย รวมถึงการขายแบบเหมาต้นทุเรียนในสวนราคา กก.ละ 150 บาททุกลูก เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม นอกจากล้งจะเป็นผู้รวบรวมผลผลิตรายใหญ่จากเกษตรกรในพื้นที่แล้ว สหกรณ์การเกษตรในภาคตะวันออกก็มีบทบาทสำคัญในการรวบรวมผลผลิตทุเรียนจากเกษตรกรสมาชิก เป็นตัวกลางในการซื้อขายผลผลิต และการคัดคุณภาพระหว่างเกษตรกร และบริษัทคู่ค้าด้วย โดยมีการรับรองคุณภาพมาตรฐานและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ทำให้ราคาที่เกษตรกรได้รับสูงกว่าตลาดทั่วไป และหากเกษตรกรรายใดที่มี GAP จะได้รับราคาจำหน่ายเพิ่มอีก กก.ละ 2 บาท

ที่สำคัญบางสหกรณ์ยังมีห้องเย็นในการแปรรูปเป็นทุเรียนแช่แข็ง และแกะเปลือกส่งออกตลาดต่างประเทศ เช่น จีน และสหรัฐอเมริกา อีกทั้งสามารถรองรับผลผลิตที่ตกเกรดจากการส่งออกได้ โดยราคารับซื้ออยู่ที่ประมาณ กก.ละ 50 – 60 บาท รวมไปถึงการรับจ้างบรรจุภัณฑ์ (Packing) และให้เช่าสถานที่ในการคัดบรรจุกับบริษัทส่งออก ซึ่งในอนาคต คาดว่าการส่งออกทุเรียนแช่แข็งจะสามารถขยายตลาดต่อไปได้อีก

จากข้อมูลของสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 จ.จันทบุรี พบว่าขณะนี้มีเกษตรกรภาคตะวันออกที่จดทะเบียนรับรองแหล่งผลิต (GAP) ทุเรียนแล้ว 4,121 ราย รวมพื้นที่ 55,953.12 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ถึง 77% ซึ่งเป็นผลมาจากการที่กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมวิชาการเกษตร ได้เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ไปยังผู้ประกอบการ และเกษตรกรถึงระบบการตรวจสอบคุณภาพผลไม้ของจีน ซึ่งจะมีความเข้มงวดมากขึ้น ทำให้เกษตรกรมีความตื่นตัวในการขึ้นทะเบียนและรับรองมาตรฐาน GAP เพื่อยื่นยืนยันที่โรงคัดบรรจุมากขึ้น ส่วนโรงคัดบรรจุก็ต้องผ่านมาตรฐาน GMP เพื่อยืนยันสำหรับการส่งออก โดยระบุรหัสโรงคัดบรรจุลงบนใบรับรองสุขอนามัยพืช (PC) ด้วยเช่นกัน

