สนามแข่งขันชิงงานประมูลที่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) “ทอท.” เปิดให้ภาคธุรกิจเอกชนที่สนใจมาซื้อซองเอกสารข้อกำหนดขอบเขตและรายละเอียดการประกวดราคา (Term Of Reference :TOR) “เข้าร่วมบริหารพื้นที่ในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ” ซึ่งกำหนดการคัดเลือกหาผู้ชนะหรือทำคะแนนสูงสุดให้ได้ภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2562 เพื่อเข้าทำสัญญา 2 โครงการที่ กำลังอยู่ในกระแสความสนใจของหลายฝ่าย
ประกอบด้วย โครงการแรก การบริหารพื้นที่จำหน่ายสินค้าปลอดอากร (Airport duty free) ขนาด 12,021 ตารางเมตร และโครงการที่ 2 การบริหารจัดการพื้นที่เชิงพาณิชย์ (commercial Area) ขนาดประมาณ 20,000 ตารางเมตร
เป้าหมายการประมูลบริหารพื้นที่ร้านค้าดิวตี้ฟรีสุวรรณภูมิรอบนี้ ทอท.ได้กำหนดเกณฑ์การตัดสินโดยขีดเส้นใต้ชัดเจนว่าจะใช้กติกาอย่างเป็นรูปธรรมคือเลือก “ผู้ชนะเพียงรายเดียว” (Master Concessions) ซึ่งจะต้องเป็นผู้เสนอ “ผลประโยชน์ตอบแทนรัฐสูงสุด” ต่อเนื่องตลอดสัญญา 10 ปี ระหว่าง 28 กันยายน 2563-31 มีนาคม 2574 และต้องโชว์ศักยภาพความพร้อมจะพัฒนาธุรกิจอย่างมืออาชีพ ด้วยกลยุทธ์ “การนำเสนอแผนบริหารจัดการขายสินค้ากับแผนการตลาด” ซึ่งสามารถลงมือทำได้จริงโดยไม่สะดุดกลางคัน
ประการสำคัญอีกอย่างคือ “จะต้องเป็นผู้ที่มีพลังความแข็งแกร่ง” สูงพอจะขับเคลื่อนนำพาภาพลักษณ์ในอนาคตของประเทศไทยให้ก้าวไปยืนเทียบชั้นดิวตี้ฟรีในเวทีโลกได้อย่าง “สง่างาม”
ระหว่างรอการเปิดขายซองประกวดราคาตั้งแต่เดือนกันยายน 2561 เรื่อยมาจนถึงขณะนี้ถึงแม้จะปิดขายซองราคาไปแล้ว ก็ยังมี “ความเห็นต่าง” สู่สาธารณะโดยการนำประเทศไทยไปเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ อย่างกว้างขวาง

ทว่าในทางกลับกันกว่า 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ก็ยังไม่เคยมีปรากฏการณ์ที่ประเทศอื่นๆ จะเปิดทางให้นักลงทุนไทยเข้าไปยึดพื้นที่สัมปทานดิวตี้ฟรีสนามบินนานาชาติของประเทศนั้นๆ ได้
วันนี้คงมีแต่ประเทศไทยที่เปิดกว้างให้ดึงกลุ่มทุนประเทศอื่นเข้ามาแบ่งเค้กจากสนามบินไทยกันอย่างคึกคัก ในช่วง ”ยุคทองอุตสาหกรรมท่องเที่ยว” ของประเทศกำลังเบ่งบานมีปริมาณผู้โดยสารผ่านเข้าออกสนามบินสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของเอเชีย ทั้งต่างชาติมาท่องเที่ยวไทย (inbound) และคนไทยเดินทางไปต่างประเทศ (outbound) ซึ่งเป็นกลุ่มตลาดลูกค้าหลักของร้านค้าดิวตี้ฟรีสุวรรณภูมิ
คำถามแรก คือ ชัยชนะจากการประมูลครั้งนี้จะเป็นตัวชี้อนาคตประเทศไทยอีกมุมเกี่ยวกับเรื่อง “รายได้หมุนเวียน” วันข้างหน้าควรจะอยู่ในมือ “คนไทยด้วยกัน” หรือ “ควรแบ่งปันความมั่งคั่ง” ให้กับนานาประเทศ?
คำถามที่สอง คือ ทุกวันนี้คนไทยมีขีดความสามารถด้านการพัฒนาธุรกิจร้านค้าปลอดอากร วิกฤตถึงขั้นสู้นานาประเทศไม่ได้จริงหรือ? จึงต้องจูงมือกลุ่มทุนต่างชาติเข้ามามีส่วนได้ส่วนเสีย และ/หรือ ดิวตี้ฟรีเป็นขุมทองทางการค้าที่เรากำลังไล่ล่ากันเองเพื่อชัยชนะเพียงอย่างเดียวเท่านั้น จนมองข้ามผลประโยชน์แท้จริงที่ประเทศไทยควรจะได้รับหรือไม่?
คำถามที่สาม คือ โลกยุคนี้ต้องเปิดการค้าเสรี ที่ประเทศไทยมีให้อย่างเต็มที่ แต่นักลงทุนไร้พรมแดนสามารถเลือกช้อปเฉพาะกิจการที่ได้ผลตอบแทนง่ายๆ ซึ่งผ่านพ้นความยากลำบากพัฒนามาถึงยุคมั่งคั่งได้ทุกวันนี้ โดยมีปัจจัยพื้นฐานแข็งแรงมากพอ กลายเป็นขุมทรัพย์ใส่พานรอไว้ให้เช่นนั้นหรือ?

“นิตินัย ศิริสมรรถการ” กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) “ทอท.” เปิดเผยว่าหน้าที่เปิดประมูลต้องเป็นไปตามกระบวนการของ ทอท.ในฐานะเจ้าของพื้นที่ ส่วนเอกชนทุกกลุ่มเมื่อสนใจเข้าสู่เส้นทางการแข่งขันก็มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขและกติกาตามทีโออาร์ที่กำหนดไว้อย่างชัดเจนทั้ง 2 โครงการด้วยเช่นกัน
ระหว่างนี้ไปจนถึงก่อนวันที่ 31 พฤษภาคม 2562 ตามทีโออาร์ได้ระบุวันและขั้นตอนการปฏิบัติตามระเบียบ ทอท. ให้ต้องทำตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน เชิญเอกชนผู้ซื้อซองประกวดราคาเข้ารับฟังรายละเอียดทั้งหมด
วันที่ 23 เมษายน พาลงพื้นที่ชมสถานที่ประกอบการ วันที่ 8 พฤษภาคม ผู้ซื้อซองประกวดราคาจะต้องแจ้งข้อมูลผู้ร่วมทุนแต่ละกลุ่มที่ยื่นประมูลอย่างเป็นทางการ วันที่ 22 พฤษภาคม เอกชนต้องยื่นข้อเสนอดำเนินการ วันที่ 27 พฤษภาคม นำเสนอผลงานและข้อเสนอทางเทคนิค วันที่ 28 พฤษภาคม เปิดซองเสนอค่าตอบแทน และวันที่ 31 พฤษภาคม ประกาศผู้ที่ได้รับคะแนนสูงสุดในแต่ละโครงการ

“อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ กล่าวย้ำซ้ำๆ ตลอดมาว่า พร้อมทุ่มเทอย่างเต็มที่เพื่อเข้าร่วมแข่งขันการประมูลบริหารพื้นที่ร้านค้าดิวตี้ฟรีสุวรรณภูมิ โดยจะแข่งขันกับทุกฝ่ายด้วยการยึดประโยชน์สูงสุดของประเทศเป็นหลัก เนื่องจากแต่ละกลุ่มธุรกิจคนไทยล้วนมีจุดแข็งการพัฒนาการค้าแตกต่างกัน
ด้านศักยภาพความสามารถของกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ในฐานะผู้บุกเบิกร้านค้าดิวตี้ฟรีเมืองไทยมา 3 ทศวรรษ ก็ยืนยันได้ว่าตลอดการดำเนินธุรกิจนั้น ได้ปฏิบัติตามกติกาและข้อกำหนดของหน่วยงานภาครัฐทุกภาคส่วน รวมทั้งจ่ายคืนรัฐทั้งในรูปแบบของผลตอบแทนตามข้อตกลงสัญญา ภาษีธุรกิจ เรื่อยไปจนถึงได้สร้างชื่อเสียงนำดิวตี้ฟรีไทยมียอดขายติดอันดับ 1 ของเอเชีย และ 1 ใน 5 ของโลก รวมทั้งได้ร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์อย่างสม่ำเสมอ เดินหน้าเพิ่มสัดส่วนคัดเลือกสินค้าชุมชนคุณภาพดีจากทั่วประเทศนำมาวางขายในร้านค้าคิง เพาเวอร์ ครอบคลุมทุกสาขาทั้งคิง เพาเวอร์ สนามบินและร้านค้าในเมืองทั่วประเทศ
ล่าสุดเมื่อปลายเดือนมีนาคม 2562 ได้ต่อยอดทำโครงการ Thai National Dye Collection ด้วยการนำผ้าตีนจกและมัดย้อมของชาวปกากะญอ จังหวัดลำพูน ซึ่งออกแบบเป็นพิเศษหนึ่งเดียวในโลกไปเปิดตัววางขายเทียบชั้นแบรนด์อินเตอร์ ณ เดอะ ซิตี้ แฟนสโตร์ แอท คิง เพาเวอร์ สเตเดียม” สโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ ประเทศอังกฤษ
นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปจากภาคเหนือ 3จังหวัดชายแดนภาคใต้ และภาคอื่นๆ เพื่อสร้างแบรนด์ไทยก้าวไกลสู่ตลาดโลก พร้อมๆ กับการเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการคืนประโยชน์สู่สังคม “คิง เพาเวอร์ ไทย เพาเวอร์ พลังคนไทย” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ครบทั้ง 4 เรื่อง ได้แก่ 1.COMMUNITY POWER : พลังสินค้าชุมชน 2.SPORT POWER : พลังกีฬา 3.MUSIC POWER : พลังดนตรี และ 4.EDUCATION & HEALTH POWER : พลังการศึกษาและสุขภาพ

ทั้งนี้ในสนามแข่งขันการประมูลโครงการ บริหารร้านค้าดิวตี้ฟรีสนามบินสุวรรณภูมิ ระหว่างเมษายน-พฤษภาคม 2562 นั้น กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ เป็น 1 ใน 5 ที่ยื่นซื้อซองประกวดราคาดิวตี้ฟรีในนาม บริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด โดยมีผู้ชิงชัยที่มีกระแสเตรียมจะดึงกลุ่มผู้ร่วมทุนต่างชาติเข้าร่วมวงด้วย 4 บริษัท ประกอบด้วย บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด บริษัทไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) และ บริษัท รอยัลออคิด เชอราตัน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
ส่วนโครงการ บริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์สนามบินสุวรรณภูมิ กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ เป็น 1 ใน 4 บริษัท ยื่นซื้อซองประกวดราคาในนาม บริษัท คิง เพาเวอร์ สุวรรณภูมิ จำกัด ร่วมกับอีก 3 บริษัท ประกอบด้วย บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) และบริษัท เดอะ มอลล์ กรุ๊ป จำกัด
น่าสนใจอย่างยิ่งว่า “สัมปทานดิวตี้ฟรีสุวรรณภูมิ” ขุมทรัพย์สำคัญของ ทอท.และประเทศไทย ที่คนไทยสร้างขึ้นมากับมือ นับจากนี้เป็นต้นไปควรจะอยู่ในมือคนไทย และ/หรือกลุ่มธุรกิจร่วมทุนต่างชาติ ที่ทุกฝ่ายต้องไตร่ตรองอย่างรอบคอบในการเดินหน้าเศรษฐกิจประเทศไทยยุคต่อไป
เรื่องและภาพโดย…เพ็ญรุ่ง ใยสามเสน : บล็อกเกอร์ gurutourza

