ทุเรียน เป็นผลไม้ที่มีความสำคัญของเศรษฐกิจไทย มูลค่าการส่งออกสามหมื่นกว่าล้านบาทต่อปี แต่ปัจจุบันยังพบปัญหาผลผลิตไม่มีคุณภาพออกสู่ตลาด จึงส่งผลกระทบจากการกีดกันทางการค้า กรมส่งเสริมการเกษตร จึงหาแนวทางการสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรชาวสวนทุเรียน นัดตัวแทนเกษตรกรแปลงใหญ่ทุเรียน 22 จังหวัด หารือเตรียมการจัดตั้งสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทยเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็น วางแผนพัฒนาการผลิตการตลาดร่วมกัน โดยยึดโมเดลสมาคมชาวสวนมะม่วงไทยเป็นต้นแบบ

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ทุเรียนเป็น เป็นผลไม้ส่งออกที่มีมูลค่ากว่า 35,333 ล้านบาทต่อปี และมีแนวโน้มขยายตัวได้อีกมาก จากข้อมูลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา (2558-2561) ไทยส่งออกทุเรียนเป็นอันดับ 1 ของอาเซียน มีจีนเป็นตลาดหลัก อีกทั้งปริมาณการส่งออกทุเรียนของไทยในปัจจุบันเมื่อเทียบกับความต้องการของตลาดต่างประเทศ ยังมีโอกาสขยายตัวได้อีกมาก แต่การที่เกษตรกรปลูกทุเรียนกระจัดกระจายอยู่ทั่วภูมิภาค การขายผลผลิตทุเรียนจึงไม่มีองค์กรหรือมาตรการในการตรวจสอบคุณภาพก่อนการส่งออกทำให้ยังพบการตัดทุเรียนอ่อนออกสู่ตลาด ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพรวมของการส่งออกทุเรียน

ในขณะเดียวกัน พบว่ามีเกษตรกรที่มีความสามารถโดดเด่นและเป็นเกษตรกรต้นแบบให้กับชาวสวนทุเรียนอยู่อีกมาก แต่ประเทศไทยยังไม่มีองค์กรรองรับในการรวมตัวกันเพื่อพัฒนาคุณภาพทุเรียนอย่างจริงจัง ด้วยเหตุนี้กรมส่งเสริมการเกษตรจึงมองว่า การพัฒนาคุณภาพและการรักษามาตรฐานทั้งเชิงคุณภาพและปริมาณ ด้วยการสร้างความเข้มแข็งกับเกษตรกรด้วยการสร้างกลุ่มเครือข่าย การเพิ่มศักยภาพการผลิต ด้วยการยกระดับการผลิตเข้าสู่มาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) พร้อมคัดบรรจุสินค้าในโรงคัดที่ได้การรับรองมาตรฐานจีเอ็มพี (GMP) เพื่อให้ได้ทุเรียนที่มีคุณภาพ ปลอดภัยและตรงตามความต้องการของตลาด โดยเฉพาะตลาดจีน เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง และหากมีองค์กรภาคประชาชนเข้ามาดำเนินงานบริหารจัดการเกษตรกรชาวสวนทุเรียนแปลงใหญ่ โดยมีศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เป็นกลไกสำคัญขับเคลื่อนร่วมด้วย น่าจะเป็นอีกส่วนที่ช่วยผลักดันให้เกษตรกรแปลงใหญ่ทุเรียนเข้มแข็ง มีมาตรฐานการผลิตไปในทิศทางเดียวกัน
กรมส่งเสริมการเกษตร จึงได้หารือร่วมกันระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องจากภาครัฐและเกษตรกรแปลงใหญ่ทุเรียน 22 จังหวัด เพื่อเตรียมจัดตั้งสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทย ตามโครงการสร้างความเข้มแข็งเกษตรกรชาวสวนทุเรียนไทย เบื้องต้นจะใช้โมเดลของสมาคมชาวสวนมะม่วงไทย ที่มีผลการดำเนินงานประสบความสำเร็จ สามารถบริหารจัดการผลผลิตได้มีมาตรฐานเป็นระบบทำให้เกษตรกรประกอบอาชีพที่มั่นคงมาเป็นต้นแบบการตั้งสมาพันธ์ฯ

“การจัดตั้งสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทย ก็เพื่อสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็ง โดยเชื่อมโยงกลุ่มชาวสวนทุเรียนทั้ง 6 ภูมิภาค คือ ภาคกลาง เหนือ ใต้ ตะวันออก ตะวันตกและตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางพัฒนาและบริหารจัดการทุเรียนทั้งระบบ โดยแนวทางในเบื้องต้น จะคัดเลือกจากเกษตรกรแปลงใหญ่ระดับอำเภอใน 22 จังหวัด คือ นนทบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ปราจีนบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด นครนายก ชลบุรี ศรีสะเกษ อุบลราชธานี บุรีรัมย์ นครศรีธรรมราช ชุมพร สุราษฎร์ธานี ยะลา ปัตตานี ระนอง กระบี่ สงขลา นราธิวาส สตูลและตาก รวมทั้งหมด 129 อำเภอ อย่างน้อยไม่ต่ำกว่าอำเภอละ 20 ราย เพื่อคัดเลือกคณะกรรมการระดับประเทศ ร่วมกันขับเคลื่อนกิจกรรมตามเงื่อนไขของสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทยต่อไป ซึ่งเกษตรกรที่เข้าร่วมประชุม เห็นด้วยกับหลักการดังกล่าว”นายสำราญ กล่าว

ด้าน นายสุเทพ จรูญชนม์ ประธานแปลงใหญ่ผลิตทุเรียนนอกฤดูอำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง เปิดเผยว่า จากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน การผลิตทุเรียนของไทยมีปริมาณมากขึ้นตามลำดับ แต่ยังขาดการบริหารจัดการที่ดี ทำให้เกษตรกรกำหนดราคาเองไม่ได้ ซึ่งที่ผ่านมา เกษตรกรรวมตัวกันผลิตในรูปแบบเกษตรแปลงใหญ่แลกเปลี่ยนข้อมูล ผลิตไปในทิศทางเดียวกัน แม้จะเป็นผลดีต่อเกษตรกรในภาพรวมระดับหนึ่งแล้ว แต่หากสามารถยกระดับให้เป็นสมาพันธ์ ก็จะยิ่งเพิ่มศักยภาพในการบริหารจัดการทุเรียนไทยให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น จะมีทิศทางทั้งแต่การการผลิตไปจนถึงการตลาดที่ชัดเจนขึ้น เกษตรกรสามารถกำหนดทิศทางการผลิตไม่ให้ผลผลิตออกสู่ตลาดกระจุกตัว และสามารถกำหนดราคาได้เองในราคาที่เหมาะสม เพื่อให้ราคาทุเรียนเป็นทิศทางเดียวกันทั้งประเทศ โดยมีราคากลางที่สมาพันธ์ประกาศเป็นเกณฑ์

ในขณะเดียวกัน คุณภาพและมาตรฐานการผลิตของเกษตรก็จะเป็นไปแนวทางเดียวกันและมีมาตรฐานการตรวจสอบก่อนออกสู่ตลาด เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับพ่อค้าและผู้บริโภค ซึ่งจะทำให้เกิดความเข้มแข็ง พ่อค้าไม่สามารถกดราคาจากชาวสวนได้ จึงเห็นด้วยที่กรมส่งเสริมการเกษตรจะเข้ามาเป็นเจ้าภาพในการจัดตั้งสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทย โดยมองว่าสมาพันธ์น่าจะเป็นองค์กรภาคประชาชนที่จะเข้ามากำกับดูแลให้การผลิตทุเรียนแปลงใหญ่มีมาตรฐาน มีระบบบริหารจัดการที่เหมาะสม มีความเสถียรด้านราคา ก่อให้เกิดความยั่งยืนให้เกษตรกรชาวสวนทุเรียนที่มั่นคงต่อไป

