ททท.ใช้TTM+2019 พลิกตลาดใหม่ 6 ทวีป เมืองรอง“เหนือ-อีสาน-ใต้”ขายสำเร็จเกินคาด

7.06.19 | 16:46 น.

ททท.ใช้เวที TTM+2019 พลิกแผนการขายท่องเที่ยวครั้งใหญ่ 6ทวีป “ยุโรป-แอฟริกา-ตะวันออกกลาง-อเมริกา-เอเชีย-แปซิฟิก” ลุยขยายฐานตลาดใหม่เล็งทัวร์คุณภาพใหม่ 4 กลุ่ม “ยอร์ช-หรูหรา-เวลเนส-GLTB” จ่อเสนอเปิด “ไทยแลนด์ พาวิลเลี่ยน” โปรโมตท่องเที่ยวในโอลิมปิก 2020 ทางด้าน “สินค้าเมืองรอง” ภาคเหนือ-อีสาน-ใต้ เข้าร่วม TTM+2019 สำเร็จเกินคาด ได้เผยแพร่พร้อมขายวิถีศิลปะ วัฒนธรรม สินค้า โดนใจคู่ค้าจีนและนานาชาติ


ททท.ใช้TTM+2019 ยกเครื่องตลาดใหม่ 4 ทวีป
นางศรีสุดา วนภิญโญศักดิ์ รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง และอเมริกา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ในการจัดงาน Thailand Travel Mart Plus 2019 : TTM+2019 ระหว่าง 5-7 มิถุนายน 2562 ที่โอเชียน มารีน่า ยอร์ช คลับ พัทยา มีการตอบรับของกลุ่มผู้ซื้อจากทั่วโลก 51 ประเทศ 351 ราย โดยมีกลุ่มใหม่มาร่วมงานครั้งแรกมากถึง 40 % ในการเจรจาธุรกิจกับผู้ขายของไทย 351 ราย ซึ่งเป็นทั้งกลุ่มเมืองหลักและเวทีแจ้งเกิดเมืองรอง ได้ช่วยขยายผลให้ผู้ซื้อจากทั่วโลกเห็นภาพลักษณ์ใหม่พัทยา ซึ่ง ททท.พร้อมใช้กลยุทธ์ Hook and HUB กระจายการท่องเที่ยวเชื่อมโยงเมืองหลักชลบุรีสู่เมืองรองใน ระยอง จันทบุรี ตราด และสร้างสมดุลใหม่ครอบคลุม 3 ด้าน ได้แก่ การหาลูกค้าใหม่ (market) เจาะพื้นที่ท่องเที่ยวใหม่ (supply) และนำเสนอขายสินค้าท่องเที่ยวใหม่ (Product)
โดยมีตลาดใหม่ ๆ เข้ามาไทย ได้แก่ 1.ประเทศกลุ่ม CIS แยกตัวจากรัสเซีย 2.ยุโรปตะวันออก อาทิ สาธารณรัฐเช็ค โปแลนด์ และยุโรปใต้ อาทิ สเปน 3.แอฟริกาใต้ ไฮไลต์จาก 4 เมือง ได้แก่ โจฮันเนสเบอร์ก เออร์เบิร์น เคปทาวน์ และพอร์ตอลิซาเบธ 4.ละตินอเมริกา อย่างบราซิล ตามเป้าหมายปี 2562 ทั้ง 4 ทวีป จะต้องมีรายได้เพิ่มขึ้น 12 % ท่ามกลางสถานการณ์ความท้าทายรอบด้านทั้งเศรษฐกิจโลกตกต่ำ ค่าเงินบาทแข็ง การแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ที่หันมาบุกท่องเที่ยว ดังนั้น ททท.จึงวางกลยุทธ์ไล่เก็บตั้งแต่ตลาดเล็กจนถึงขนาดใหญ่ เน้นเจาะเซ็กเมนท์คุณภาพมีกำลังซื้อสูง ขณะนี้ลุยขยายฐานเจาะใหม่ 4 ตลาด ได้แก่

1. ตลาดกลุ่มหรูหรา : Luxury
เจาะกลุ่มนักแล่นยอร์ชที่มีไลเซ่น แต่ไม่มีทะเล เดินทางเข้ามาขับเรือท่องเที่ยว แต่ละครั้งแต่ละคนใช้จ่ายเงินขั้นต่ำ 100,000 บาทขึ้นไป ขณะนี้กลุ่มนักท่องเที่ยวดังกล่าวกำลังมาบุกเที่ยวภูเก็ต เชื่อมโยงสู่ กระบี่ พังงา โดยเตรียมผสมผสานนั่งเรือประมงสัมผัสวิถีชีวิตอันดามัน ควบคู่เตรียมความปูพรมทำให้ไทยเป็น Port of Turn Around สอดคล้องกับการลงทุนของเอกชนด้วย เช่น ภูเก็ต มีท่าเรือ ยอร์ช เฮเว่น รองรับนักเล่นยอร์ชที่มีไลเซ่นได้

2. กลุ่มกำลังซื้อ เลสเบี้ยน-เกย์-เพศสภาพ-แปลงเพศ : LGBT โดยเฉพาะในบราซิล มีประชากร 300 ล้านคน ในจำนวนนี้มีกลุ่มดังกล่าวอยู่มากถึง 30 ล้านคน หากกระตุ้นให้มาเที่ยวเมืองไทยเพียง 1 % รายได้เพิ่มทันที ช่วงมิถุนายน 2562 นี้จะเป็นเดือน Gay Prime ทาง ททท.พร้อมที่จะดูแลตลาดนี้เทียบเท่านักท่องเที่ยวปกติโดยไม่ได้แบ่งแยกเพศเนื่องจากตลาดกลุ่มนี้ให้ความสำคัญกับการตัดสินใจเลือกไปท่องเที่ยวเที่ยวประเทศที่มีความพร้อม 3 เรื่อง คือ 1.มีกฎหมายรองรับ GLBT 2. มีแหล่งเอนเตอร์เทนเมนท์สอดคล้องกับความต้องการ 3.ประชาชนในประเทศยินดีต้อนรับ ซึ่งไทยมีคุณสมบัติครบ ในวันที่ 30 กันยายน 2562 จะมีการจัดงาน Gay Symposium Bangkok 2019 ขึ้นที่โรงแรมเพนนินซูล่า กรุงเทพฯ ตลอดงานจะมีตัวแทนบริษัทกลุ่มตลาดเกย์ มาจัดกิจกรรมการสัมมนา และเจรจาธุรกิจ พร้อมนำกูรูที่มีความเชี่ยวชาญการต้อนรับตลาด GLBT มาให้คำแนะนำเชิงลึกแก่ผู้ประกอบการไทย

Advertisement

3. Wellness Holidays เป็นเทรนด์ใหม่มาแรงอยู่ตอนนี้โดยโรงแรมจะมีบริการ ผู้จัดการฝ่ายกีฬาพานักท่องเที่ยวไปทำกิจกรรมต่าง ๆ เกี่ยวกับดูแลสุขภาพ ซึ่งโรงแรมหลายพื้นที่ในไทยทำมาระยะหนึ่งแล้ว กลุ่มนี้จะเข้ามาแทนที่ Spa Medical เพื่อเน้นป้องกันมากกว่าการเข้ามารักษา

4. ตลาดโรแมนซ์ เชิญชวนให้คู่รักมาท่องเที่ยวเมืองไทย แนวโน้มจะเป็นอีกตลาดที่มีสดใส

นางศรีสุดากล่าวว่าความท้าทายขณะนี้คือตลาดทั้ง 4 ทวีป ก็มีบางตลาดต้องเร่งแก้ไขปิดจุดอ่อน อย่าง    สหราชอาณาจักร เผชิญเรื่อง Brexit ต้องรับมือหาทางออกโดยทำโครงการ Thailand for More ระหว่างพฤษภาคม-สิงหาคม 2562 หรือจับมือกับกรมตำรวจอังกฤษ ซึ่งได้รับสวัสดิการเดินทางต่างประเทศเลือกนำเงินมาเที่ยวเมืองไทย ส่วนตะวันออกกลางอย่าง อิหร่าน ต้องยอมรับสภาพเพราะการถูกสหรัฐอเมริกาแซงซั่นไม่สามารถเข้าไปทำอะไรได้มากนัก

ทั้งนี้ได้แบ่งระดับปัญหาของตลาดเป็น 4 ระดับ คือ 1.ป่วยหนัก จะอยู่ในกลุ่มตะวันออกกลาง 2.เหนื่อย จะอยู่ในกลุ่มสหราชอาณาจักร สแกนดิเนเวียซึ่งหันมาให้ความสำคัญกับการไม่เดินทางโดยเครื่องบินระยะไกลซึ่งทำลายสิ่งแวดล้อม จะเที่ยวใกล้ ๆ แทน 3.ตีตื้น อย่างฮอลแลนด์ ฝรั่งเศส ยุโรปใต้ เริ่มฟื้นตัวดีขึ้นตามลำดับ 4.เติบโต ยังคงเป็นรัสเซียมีขนาดใหญ่นิยมมาเที่ยวเมืองไทย

เอเชีย แปซิฟิกแก้เกมแข่งเดือด-จีน อินเดีย CLMV ยังแรง
นายฉัททันต์ กุญชร ณ อยุธยา รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชีย และแปซิฟิกใต้ กล่าวว่า ได้หารือกับ ททท.ทุกสำนักงานตลาดเอเชีย และแปซิฟิกใต้ ให้ระวังเรื่องการแข่งขัน จะต้องเพิ่มความเข้มข้นโดยคิดกลยุทธ์ทำการตลาดเชิงรุกโดยเน้นทั้งสร้างความแตกต่างกับประเทศคู่แข่งอื่น ๆ  และการท่องเที่ยวในประเทศนั้น ๆ เพราะตอนนี้เทรนด์สำคัญของโลกคือทุกประเทศหันมาปลุกกระแสคนหันมาเที่ยวในประเทศตนเองเพิ่มขึ้นชัดเจน
ส่วนกลุ่มเป้าหมายตลาดคุณภาพก็จะคล้ายคลึงกับยุโรป เล็งใน 4 เซ็กเมนท์หลัก ได้แก่ 1.หรูหรา : Luxury 2.ดูแลสุขภาพและกีฬา : Wellness & Sport 3.คู่รัก คู่แต่งงาน Romance 4.รักษารับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม : Green tourism ปี 2562 ตลาดหลักมาแรงยังเป็น จีน อินเดีย มีทั้งกลุ่มครอบครัว ไมซ์ และตลาดดาวรุ่ง CLMV-กัมพูชา-สปป.ลาว-เมียนมา-เวียดนาม นิยมมาใช้จ่ายเงินท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ขณะนี้ทางวีซ่า อินเตอร์เนชั่นแนล พร้อมจับมือกับ ททท.เจาะเซ็กเมนท์สุขภาพร่วมกับ ททท.เติบโตเพิ่มขึ้นในปีต่อไป

จ่อเสนอลงทุนเปิดไทยแลนด์พาวิลเลี่ยนในโอลิมปิก2020

ขณะที่ “นายธเนศวร์ เพชรสุวรรณ” รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท.กล่าวว่าได้จัดงาน ภายใต้ TTM+2019 ภายใต้ New Shades of Emerging Destination ได้ผนวกแนวทางการขับเคลื่อนไทยเป็นประเทศยอดนิยมอย่างยั่งยืน หรือ Prefered Destination รุกเจาะตลาดนักท่องเทียวกลุ่มคุณภาพผ่านประสบการณ์การท่องเที่ยวท้องถิ่นและการท่องเทียวอย่างมีส่วนร่วมรับผิดชอบ ด้วยโครงการต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้ง  Thailand in Style, Reduce Plastic Waste การจัดทำสารคดี The Seasons ควบคู่กับโครงการส่เสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง 55 จังหวัด เพิ่มทางเลือกและสร้างแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวได้ค้นหาสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ ๆ ทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม วิถีชีวิต ด้วยแคมเปญที่ผ่านมามีทั้ง 12 เมืองต้องห้าม…พลาด และ 12 เมืองต้องห้ามพลาด พลัส

โดยภาพรวมได้วางกลยุทธ์ประชาสัมพันธ์สื่อสารการตลาดภายใต้ 3 แนวทาง ABC ได้แก่ 1.การท่องเที่ยวเมืองหลักและเมืองรอง (Aditional) 2.ส่งเสริมเมืองรองใหม่ ๆ ที่มีศักยภาพ (Brand New) 3.การรวมเมืองรองเข้าด้วยกัน (Combined) ส่งผลให้ปี 2561 มีเมืองรองหลายจังหวัดเติบโตสูงขึ้น เช่น เชียงราย ตราด สุโขทัย หนองคาย แม่ฮ่องสอน ตรัง  ส่วนเป้าหมายปี 2562 เร่งส่งเสริมให้ต่างชาติใช้จ่ายเงินเที่ยวเมืองไทยรวม 2.21 ล้านล้านบาท หลังจากปี 2561 เดินทางเที่ยวเมืองรอง 6 ล้านคน-ครั้ง เติบโต 4.95 %

ปี 2563 ททท.เตรียมเสนอแนวคิดลงทุนเปิด Thailand Pavillion ในงานมหกรรมโอลิมปิก โตเกียว 2020 จัดที่ญี่ปุ่น ระหว่าง 24 กรกฎาคม – 9 สิงหาคม 2563 นำข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวเมืองหลัก เมืองรอง ไปแนะนำผู้เข้าร่วมงานกีฬาระดับโลกให้รู้จักและหันมาสนใจท่องเที่ยวไทยเพิ่มขึ้นต่อไป

เมืองรองสำเร็จเกินคาดเหนือ-อีสาน-ใต้เข้าตาลูกค้าTTM+2019

นายสมชาย ยี่จอหอ ผู้ก่อตั้ง Doister แม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่า ประสบความสำเร็จสูงมากจากการนำเสนอของฝาก ของที่ระลึก ของใช้ พร้อมขายผลิตภัณฑ์ของภาคต่าง ๆ รวมกว่า 1 ล้านบาท ส่วนไฮไลต์หลักตั้งเป้าร่วมเผยแพร่ศิลปะ วัฒนธรรม  สอนทำ D.I.Y.สร้างประสบการณ์แก่ผู้ซื้อและผู้ขายได้เรียนรู้การท่องเที่ยววิถีชีวิตชุมชน เมืองรอง ในงาน TTM+2019 ตลอด 3 วัน ภาคเหนือ จ.แม่ฮ่องสอน โชว์ผ้าย้อมครามบ้านมัดใจ กับดอยสเตอร์ ส่วน จ.เลย มีกลุ่ม โฟล์คคราม ภาคอีสาน กลุ่มสกลเฮด จ.สกลนคร โชว์ผ้าพื้นเมือง ภาคใต้ โชว์เสื่อกระจูด จ.พัทลุง ได้รับความสนใจอย่างคับคั่ง

โดยมีบริษัทผู้ซื้อหลายประเทศแวะเวียนมาเยี่ยมชมร่วมทำ D.I.Y. เลือกซื้อสินค้าพื้นเมือง ประการสำคัญสนใจจะไปเที่ยวในชุมชน เช่น บริษัทท่องเที่ยวกลุ่มจีน  จึงให้ข้อมูลพร้อมช่องทางการเข้าถึงสินค้าและแหล่งท่องเที่ยวในเครือข่าย ซึ่งขณะนี้มีจีนไปเที่ยว อำเภอปาย ปางมะผ้า และเตรียมขยายไปยัง ขุนยวม แม่ลาน้อย ได้ ซึ่งทางแม่ฮ่องสอนได้รวมตัวกัน 16 ชุมชนจับมือกับผู้ประกอบการท่องเที่ยวตั้งบริษัท ไทยโลคอลลิสต้า จำกัด ขึ้น เพื่อทำงานร่วมกับสมาคมท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ (Thailand Resiponsible Tourism Association : TRTA) พัฒนาแหล่งและทำการตลาดคุณภาพเดินหน้าการท่องเที่ยวชุมชนในระยะยาวให้ยั่งยืนตลอดไป

เรื่องและภาพโดย…เพ็ญรุ่ง ใยสามเสน : gurutourza, www.facebook.com/penroongyaisamsaen