กระทรวงคมนาคมเดินหน้าแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาฯ ระยะ 20 ปี เชื่อมโยงทุกโหมด ตอบโจทย์โครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

4.06.19 | 12:00 น.

กระทรวงคมนาคม ในฐานะหน่วยงานที่มีบทบาทภารกิจในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและการให้บริการระบบขนส่งและการบริหารจัดการ รวมทั้งยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีความสุขด้วยโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งและเดินทาง โดยในช่วงระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ได้มีการเดินหน้าดำเนินโครงการต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันมีหลายโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง เมื่อแล้วเสร็จก็จะเป็นการเติมเต็มโครงข่ายคมนาคมที่สมบูรณ์มากขึ้นในอนาคตอันใกล้

ซึ่งเป็นไปตามยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งของไทย ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2561 – 2580) และยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของไทย พ.ศ. 2558 – 2565 เพื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่ง ลดต้นทุนค่าใช้จ่ายการบริหารจัดการระบบการขนส่ง เพิ่มประสิทธิภาพการเป็นประตูการค้าหลักและเชื่อมโยงพื้นที่เศรษฐกิจของประเทศ อำนวยความสะดวก ปลอดภัย รวดเร็วในการเดินทาง และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ และนำไปสู่การเป็นศูนย์กลางการขนส่งของภูมิภาคตามเป้าหมายการพัฒนาระบบคมนาคมขนส่ง ประกอบด้วย การขนส่งที่ปลอดภัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มั่นคงด้วยพลังงานทางเลือกใหม่และระบบขนส่งที่ประหยัดพลังงาน (Green & Safe Transport), การเข้าถึงระบบขนส่งอย่างเสมอภาคและเท่าเทียม (Inclusive Transport) ด้วยการออกแบบและการบริการเพื่อคนทุกกลุ่ม หรือ Universal Design & Service Design, การขนส่งที่มีประสิทธิภาพ (Transport Efficiency) เพื่อลดต้นทุนการขนส่งและโลจิสติกส์ สร้างโครงข่ายเชื่อมโยงระบบคมนาคมภายในประเทศและระหว่างประเทศ และมุ่งเน้นการพัฒนาระบบคมนาคมไทยบนพื้นฐานของการคิดค้นนวัตกรรมและการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ (Innovation & Management)นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า การพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งของไทยแบ่งออกเป็น 4 ระยะ คือ ระยะที่ 1 (พ.ศ. 2561 – 2565) วงเงินลงทุนรวม 1,714,241 ล้านบาท ระยะที่ 2 โครงการที่ดำเนินการในปี 2566 – 2570 วงเงินลงทุนรวม 636,863 ล้านบาท ระยะที่ 3 ดำเนินการในปี 2571 – 2575 วงเงินลงทุนรวม 418,121 ล้านบาท และระยะที่ 4 ดำเนินการในปี 2576 – 2580 วงเงินลงทุนรวม 318,436 ล้านบาท“ตามแผนระยะที่ 1 มีหลายโครงการใกล้แล้วเสร็จ เช่น สะพานข้ามแม่น้ำเมยแห่งที่ 2 ,ทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายบางปะอิน – โคราช ที่จะสามารถเปิดให้บริการได้ในปีนี้ และท่าอากาศยานเบตง ซึ่งจะเปิดให้บริการได้ในปี 2563 นอกจากนี้ ยังมีอีก 21 โครงการ ที่กระทรวงคมนาคมเร่งรัดให้สามารถเดินหน้าได้ตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา ประกอบด้วย รถไฟทางคู่ ช่วงขอนแก่น – หนองคาย ช่วงชุมทางถนนจิระ – อุบลราชธานี ช่วงปากน้ำโพ – เด่นชัย ช่วงเด่นชัย – เชียงใหม่ ช่วงชุมพร – สุราษฎร์ธานี ช่วงสุราษฎร์ธานี – สงขลา ช่วงหาดใหญ่ – ปาดังเบซาร์ และช่วงบ้านไผ่ – นครพนม รถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ – นครราชสีมา รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง – สุวรรณภูมิ – อู่ตะเภา ) รถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ – หัวหิน รถไฟฟ้า สายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรม – บางขุนนนท์ รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงเข้ม ช่วงรังสิต – ม.ธรรมศาสตร์ และสายสีแดงอ่อน ตลิ่งชัน – ศาลายา และตลิ่งชัน – ศิริราช ทางถนน ก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองพระราม 3 – ดาวคะนอง – วงแหวนรอบนอกด้านตะวันตก ทางน้ำ ขยายท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ปรับปรุงท่าเรือกรุงเทพ (คลองเตย) และปรับปรุงท่าเรือระนอง ทางอากาศ จัดหาฝูงบินใหม่ จำนวน 38 ลำ โครงการศูนย์ซ่อมอากาศยานและชิ้นส่วนอากาศยาน (MRO) โครงการก่อสร้างอาคารแซทเทิลไลท์ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และขยายท่าอากาศยานเชียงใหม่ รวมมูลค่าการลงทุนกว่า 1.29 ล้านล้านบาท”

ด้วยเม็ดเงินมหาศาลในการลงทุนเพื่อพัฒนาระบบโครงข่ายคมนาคมทั่วประเทศในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนให้ดีขึ้นแล้ว ยังทำให้ประเทศเกิดการเปลี่ยนแปลงด้านภูมิทัศน์ พัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ เชื่อมต่อการเดินทางจากเมืองสู่เมือง ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ สร้าง “มูลค่าเพิ่ม” ในระบบเศรษฐกิจ

อีกทั้งยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้ประเทศ แสดงความพร้อมที่จะเป็นจุดศูนย์กลางการลงทุนของภูมิภาค ซึ่งกระทรวงคมนาคมได้ยึดมั่นในแนวคิด “One Transport for All คมนาคมรวมเป็นหนึ่งเพื่อความสุขของคนไทยทุกคน” ในการเดินหน้าขับเคลื่อนภารกิจให้ระบบคมนาคมขนส่งเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญให้ประเทศไทยพัฒนาอย่างยั่งยืน

Advertisement