ร่วมมือสู่สังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ

10.07.19 | 15:39 น.

เพื่อขับเคลื่อนสังคมไทยไปสู่การเป็นสังคมสูงอายุที่มีความพร้อมในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและสุขภาพ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน เครือข่าย และประชาชนต้องร่วมมือกัน ล่าสุดในการประชุมวิชาการและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “เสียงที่คนอื่นไม่ได้ยิน : ประชากรกลุ่มเฉพาะ “Voice of the voiceless: the vulnerable populations” จัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมอิมแพ็คฟอรั่ม เมืองทองธานี ตัวแทนของแต่ละภาคส่วนได้ร่วมแลกเปลี่ยนและเรียนรู้ “อุดมการณ์และความร่วมมือเพื่อสังคมผู้สูงวัย” ร่วมกัน

ศ.เกียรติคุณ นพ.พงษ์ศิริ ปรารถนาดี รองประธานสมาคมสภาผู้สูงอายุแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ ย้ำว่า ผู้สูงอายุนั้นมีศักยภาพและพลัง ด้วยแนวคิดพฤฒพลัง (Active Ageing) ซึ่งประกอบด้วย การมีสุขภาพดี มีความมั่นคงหรือการมีหลักประกันในชีวิต และมีส่วนร่วม โดยสามารถส่งเสริมได้หลายรูปแบบผ่านช่องทาง เช่น ชมรมผู้สูงอายุ โรงเรียนผู้สูงอายุ ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุ รวมทั้งจิตอาสาเพื่อสังคม

การที่ผู้สูงอายุได้เข้าร่วมชมรมผู้สูงอายุ ได้ร่วมทำกิจกรรม ช่วยให้ผู้สูงอายุมีการพัฒนาทักษะ ลดความเหงา ความโดดเดี่ยว ความอ้างว้าง ทำให้เกิดความรู้สึกมีคุณค่า มีประโยชน์ต่อสังคม ทำให้ผู้สูงอายุสามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขตามอัตภาพ

แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ต้องได้รับการหนุนเสริมจากภาครัฐ ทั้งการปรับแนวคิด/ทัศนคติ การมองผู้สูงอายุว่าเป็นผู้มีพลัง มีประสบการณ์ และความสามารถ รวมทั้งให้การสนับสนุนกิจกรรมผู้สูงอายุผ่านชมรมผู้สูงอายุ โรงเรียนผู้สูงอายุ กลุ่มสนใจต่างๆ ที่ผู้สูงอายุจัดตั้งขึ้น การสนับสนุนนั้นเป็นได้ทั้งด้านงบประมาณ องค์ความรู้ บุคลากรพี่เลี้ยง วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ

การสนับสนุนยังต้องเป็นไปอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับแผนงานของผู้สูงอายุ มีการปรับปรุงระเบียบกฎเกณฑ์การสนับสนุนงบประมาณให้สอดคล้องกับการดำเนินงานของผู้สูงอายุ ลดขั้นตอนการเข้าถึงแหล่งทุนต่างๆ ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ เพื่อให้ผู้สูงอายุมีโอกาสได้รับการสนับสนุนมากขึ้น

Advertisement

วีระชัย ก้อนมณี ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนระบบบริการสุขภาพชุมชน สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยมีการเตรียมการเพื่อเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ มีระบบ/กลไกเพื่อการรองรับสังคมสูงอายุ มีนโยบายทั้งมิติด้านสุขภาพ ทั้งการส่งเสริมสุขภาพ การจัดระบบดูแล มิติด้านสังคม การเสริมศักยภาพครอบครัว มิติด้านเศรษฐกิจ สร้างหลักประกันรายได้ผู้สูงอายุ และมิติด้านสภาพแวดล้อม ชุมชนน่าอยู่ บ้านปลอดภัย

“ประเทศไทยมีกองทุนที่พร้อมจะสนับสนุนส่งเสริมการทำงานเรื่องผู้สูงอายุ ทาง สปสช.ตั้งกองทุนตำบลเพื่อให้ท้องถิ่นไปดูแล เพื่อให้มีการเข้าถึงกองทุนนี้ได้มากขึ้น จึงมีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายบางข้อ เช่น การดูแลผู้สูงอายุระยะยาว (Long Term Care) ที่เพิ่มเข้าไปใน พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ พ.ศ.2559 ถ้าผู้ป่วยผู้สูงอายุติดบ้านติดเตียงจะต้องมีคนไปดูแลที่บ้านให้ฟรี ตอนแรกเป็นสิทธิประโยชน์ของผู้ถือบัตรทอง ไม่รวมถึงข้าราชการเกษียณ แต่ปี 2561 ก็เปลี่ยนมาเป็นสิทธิของผู้สูงอายุทุกคน ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ ผู้ใช้ประกันสังคม หรือผู้ถือบัตรทอง โดยทางองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) กับเทศบาลมีหน้าที่จัดหาอาสาสมัครนักบริบาลมาดูแล

“ส่วนกองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพที่จำเป็นต่อสุขภาพ ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ในเรื่องการปรับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยให้เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ รวมทั้งผู้สูงอายุที่จำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพ ต้องใช้กายอุปกรณ์ กองทุนจังหวัดสามารถเข้าช่วยเหลือ โดยทาง สปสช. ได้แก้ระบบระเบียบให้ท้องถิ่นสามารถเข้าเงินกองทุนได้ง่ายขึ้น” วีระชัย ระบุ

พญ.ลัดดา ดำริการเลิศ เลขาธิการมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย พูดถึงแผนยุทธศาสตร์หลักในการดำเนินงานด้านผู้สูงอายุว่า ประเทศไทยมีแผนผู้สูงอายุแห่งชาติ ออกมา 2 ฉบับแล้ว โดยฉบับที่ 2 กำลังจะจบลงในปี 2564 ไทยมีแผนยุทธศาสตร์มาเกือบ 40 ปี แต่ไม่ได้มีการขับเคลื่อนอย่างจริงจัง แผนผู้สูงอายุแห่งชาติร่างขึ้นมาเพื่อให้เกิดการเตรียมตัวทั้งในระดับบุคคล ระดับครอบครัว ระดับชุมชน และระดับประเทศ

“แต่ที่ผ่านมามีจุดอ่อนคือ ไม่มีแผนปฏิบัติ ไม่มีการแปลงแผนไปสู่การปฏิบัติ อัตราเร่งของสังคมสูงวัยของเราเร็วที่สุดในโลก เราต้องมีนโยบายที่แรงๆ และถูกต้องเพื่อทำให้บริการสาธารณะที่จำเป็นของคนสูงวัยออกไปให้ทั่วถึงได้มากที่สุด ให้ครอบคลุมได้มากที่สุด หลายอย่างทำมาตั้งหลายปีก็ยังไม่ครอบคลุมทั้งประเทศ

“นโยบายมาตรการต่างๆ ที่ออกมาส่วนใหญ่ ดำเนินการโดยรัฐ แต่เราต้องยอมรับว่ารัฐไม่มีความสามารถที่จะจัดการทั้งหมดด้วยตัวเองได้ ภาคประชาสังคมคือพลังที่จะช่วยกันเปลี่ยนแปลง รวมทั้งภาคเอกชน ซึ่งมีกำลังทั้งแรงงานทั้งเงินยังไม่ได้ถูกนำมาช่วยกันพัฒนา”

สำหรับการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ต้องเป็นการสานพลังของหน่วยงานต่างๆ ทั้งรัฐ ชุมชน เอกชน ผู้สูงอายุ และองค์กรวิชาการ ที่ผ่านมาการทำงานร่วมกันระหว่างส่วนกลางและท้องถิ่นอาจจะไม่ประสบความสำเร็จนัก เพราะพื้นที่มีความหลากหลาย ทั้งด้วยบริบทตัวปัญหาผู้สูงอายุ และข้อจำกัดของศักยภาพกลไก การทำงานร่วมกันจึงต้องใช้บูรณาการ เชื่อมโยง ต่อยอด และหนุนเสริม

ทัศนีย์ ญาณะ ผู้จัดการงานวิชาการ แผนงานบูรณาการคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน กล่าวว่า “วิธีที่จะทำให้เกิดการบูรณาการในแต่ละภาคส่วนจำเป็นต้องมี Change Agent (ผู้นําการเปลี่ยนแปลง) ที่สร้างการเปลี่ยนแปลง เป็นตัวกลางในการประสาน การทำงานสำหรับผู้สูงอายุเราจะต้องมีมุมมองใหม่ คิดถึงสุขภาวะ ไม่ใช่คิดถึงสุขภาพเหมือนเดิม”

เมื่อผู้นําการเปลี่ยนแปลงมองเห็นปัญหาและร่วมกันหาแนวทางก็จะสามารถเชื่อมงานและบูรณาการกันได้ โดยกลไกที่ทำหน้าที่ได้ดีที่สุดคือ ผู้สูงอายุเองซึ่งสามารถเชื่อมผู้เกี่ยวข้องให้เข้ามาในทุกมิติ

ในการเตรียมตัวเพื่อเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ไม่ใช่เรื่องของผู้สูงอายุในปัจจุบันเท่านั้น หากแต่คนในรุ่นวัยอื่นๆ ก็มีส่วน ศ.ศศิพัฒน์ ยอดเพชร อาจารย์พิเศษด้านสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ พูดถึงคนในเจนเนอเรชั่นเอ็กซ์ (อายุระหว่าง 54-40 ปี) ซึ่งกำลังเข้าสู่วัยสูงอายุว่า พวกเขาเป็นคนรุ่นที่ต้องพึ่งพาตนเองทุกด้าน เพราะการรองรับในด้านต่างๆ ยังไม่พร้อม

จากนี้ไป 18 ปี เมื่อประเทศเข้าสู่สังคมสูงอายุระดับสุดยอดคือ มีประชากรที่อายุตั้งแต่ 60 ปี ขึ้นไปร้อยละ 30 กลุ่มคนที่จะมีบทบาทอย่างสูงคือ เจนเนเรชั่นวาย (อายุ 39-22 ปี) ซึ่งเป็นผู้กำหนดทิศทางของโลก กำหนดความเคลื่อนไหวของสังคม ความเป็นไปทั้งเรื่องอุปโภคบริโภค การดูแลและแบกรับภาระสังคมที่จะต้องหนักขึ้น เพราะคนในวัยทำงานน้อยลง และคนสูงอายุมากขึ้น

ปัจจุบันข้อมูลเกี่ยวกับคนรุ่นใหม่ในการเตรียมตัวเกษียณนั้นมีค่อนข้างน้อย ส่วนใหญ่ไม่มีแผนการออมตั้งแต่ยังเป็นหนุ่มสาว ไม่ได้เตรียมตัวสำหรับการทำงานที่ยาวนานขึ้น รวมทั้งการเตรียมตัวเข้าสู่งานใหม่หลังเกษียณ ความจำเป็นเร่งด่วนคือ กระตุ้นให้คนรุ่นใหม่เห็นความสำคัญของการเตรียมตัวเข้าสู่สังคมสูงวัย มีการเรียนรู้อย่างลึกซึ้ง การศึกษาวิจัยเพิ่มเติม และการวางแผนอย่างรอบคอบ

ไทยได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์เร็วที่สุดในโลก โดยใช้เวลาไม่ถึง 20 ปี จากเริ่มเข้าสังคมผู้สูงอายุเมื่อปี 2548 และกำลังจะเป็นสังคมผู้สูงอายุสมบูรณ์ในปี 2564 สังคมผู้สูงอายุถูกยกให้เป็นวาระแห่งชาติ แต่ในบางแง่มุมกลับไม่ได้รับความสำคัญหรือถูกให้ความสนใจนัก อีกทั้งมาตรการเพื่อรองรับสังคมสูงวัยหลายอย่างก็ยังไม่บรรลุผล การแลกเปลี่ยนและเรียนรู้ร่วมกัน จึงมีความจำเป็นเพื่อที่จะขับเคลื่อนสังคมไทยไปสู่การเป็นสังคมสูงอายุที่มีความพร้อมมากยิ่งขึ้น