ธุรกิจเพื่อสังคม เทรนด์ใหม่ของคนรักษ์โลก

10.07.19 | 16:11 น.

หลายปีมานี้ สังคมไทยเริ่มคุ้นเคยกับคำว่าธุรกิจเพื่อสังคม ธุรกิจที่ไม่ได้ทำเพื่อผลกำไรเพียงอย่างเดียว หากแต่ยังคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วย

เว็บไซต์สมาคมธุรกิจเพื่อสังคม อธิบายว่า ธุรกิจหรือกิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise) หรือ SE คือกิจการที่มีจุดมุ่งหมายหลักในการแก้ไขปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยใช้กลไกการบริหารจัดการที่ดีของภาคธุรกิจ บวกกับความรู้ และนวัตกรรมสังคม มีความยั่งยืนทางการเงินจากรายได้หลักที่มาจากสินค้าหรือบริการ โดยไม่ต้องพึ่งพาเงินบริจาค

ในการเสวนาเรื่อง “ธุรกิจกับผู้ประกอบการทางสังคม” ซึ่งเป็นหัวข้อหนึ่งของการประชุมเชิงวิชาการเรื่อง เสียงที่คนอื่นไม่ได้ยิน ประชากรกลุ่มเฉพาะ” ซึ่งจัดโดย สำนักงานสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ (สำนัก 9) เมื่อเร็วๆ นี้

ธัญธิดา สาสุนทร สมาคมธุรกิจเพื่อสังคม ยกตัวอย่าง คีว่า (KIVA) ธุรกิจเพื่อสังคมก่อตั้งโดยคู่สามีภรรยาชาวอเมริกัน ซึ่งเห็นปัญหาของคนเล็กๆ ในแอฟริกาใต้ที่ไม่มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุน ทั้งที่พวกเขาต้องการเงินเพียงน้อยนิดสำหรับเป็นทุนตั้งต้น จึงรวบรวมเกษตรกรรายย่อย 8 ราย ถามว่าต้องการเงินทุนเท่าไรเพื่อตั้งต้นชีวิต สรุปตัวเลขคือ 3,500 ดอลลาร์ จึงส่งอีเมล์ถึงเพื่อน 300 คน เล่าเรื่องให้ฟังและขอยืมเงินให้เกษตรกรใช้เป็นทุนตั้งต้น ภายในเวลาไม่ถึง 1 สัปดาห์ก็มีคนให้ยืมเงินตามวงเงินที่แจ้งไป

Advertisement

“คีว่า” เป็นแพลตฟอร์มเว็บไซต์ออนไลน์ ให้คนกู้ยืมเงิน 25 ดอลลาร์ จ่ายผ่านเพย์พาล (PayPal) หากผู้ประกอบการรายย่อยต้องการเงิน ก็ไปรับเงินจากสถาบันการเงินรายย่อยในท้องถิ่นที่คีว่าส่งเงินให้ พอผู้ประกอบการมีรายได้ก็คืนเงินกู้และดอกเบี้ยให้คีว่า โดยคีว่ารับเฉพาะเงินต้น ส่วนดอกเบี้ยเป็นของตัวกลางที่ดำเนินการในท้องถิ่น

ผ่านมา 15 ปี ระดมทุนได้มากกว่า 1,000 ล้าน อัตราคืนเงินจากลูกหนี้ 97%
ตัวอย่างในประเทศไทยคือ “ดอยตุง” ธุรกิจเพื่อสังคม ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์

สมิทธิ หาเรือนพืชน์ ผู้จัดการโครงการอาวุโส มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯกล่าวถึงความเป็นมาของโครงการพัฒนาดอยตุงฯ ว่า เนื่องจากบริเวณตะเข็บชายแดนเชียงราย เป็นแหล่งปลูกฝิ่น มีการค้ายาเสพติด และค้ามนุษย์ ประกอบกับเดิมทีโครงการพัฒนาดอยตุงฯ เป็นเอ็นจีโอ รับเงินจากภาครัฐมาทำงานกับกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการช่วยเหลือชาวเผ่าตามแนวชายแดน จำนวน 1.1 หมื่นคน ใน 29 หมู่บ้าน ซึ่งเป็นกลุ่มที่ยากจน ไร้สัญชาติ ไม่มีทางเลือกประกอบอาชีพ

เมื่อสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงไปเยี่ยมคนในหมู่บ้านชาวเขา ซึ่งทอผ้าตามแบบที่ทอได้ ไม่ใช่แบบที่คนอยากซื้อ ทรงรับสั่งว่า “อย่าให้คนซื้อของเรา เพราะสงสาร แต่ต้องทำให้ได้มาตรฐานและไม่ขาดทุน” ตรงนี้คือจุดเริ่มต้น และปรับแนวคิดจ้างคนปลูกฝิ่นมาปลูกป่า พอปลูกป่าเสร็จก็ให้ปลูกป่าเศรษฐกิจคือ แมคคาเดเมีย กาแฟ  และเกาลัด

“เพื่อเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มจึงตั้งโรงงานเพื่อแปรรูปเมล็ดกาแฟ และแมคคาเดเมียทำเป็นสินค้าขึ้นมา ตัวอย่างกาแฟดอยตุงจากที่เคยขายเม็ดกาแฟสดกิโลกรัมละ 20 บาท ฝึกให้คั่ว สร้างแบรนด์ ทำร้านกาแฟดอยตุงขายกาแฟเป็นแก้ว แทนที่จะขายเม็ดกาแฟสด โดยใช้ความรู้และความเป็นมาตรฐาน จากกาแฟสดกิโลกรัม 20 บาท ขายเป็นแก้วมูลค่าเพิ่มเป็น 5,500 บาท ต่อกิโล

“ดอยตุงมีแค่ 2 คำที่ทำให้ธุรกิจยั่งยืนได้คือ วิจัยและพัฒนา (R&D) มองว่าตลาดต้องการอะไรและพัฒนาต่อ เรื่องที่สองคือคุณภาพและมาตรฐาน อย่ามองว่าการเป็นเอ็นจีโอจะผลิตสินค้าต่ำกว่ามาตรฐานเราต้องตอบโจทย์พื้นฐานความต้องการผู้บริโภค จึงจะอยู่ในตลาดได้

“สิ่งสำคัญสุดไม่ใช่กำไร แต่เป็นคน มีทีมงาน 1,750 คน เป็นคนในพื้นที่ 1,300 คน มี 4 กลุ่มธุรกิจ คือเกษตรปลูกพืชเมืองหนาว อาหารแปรรูป เช่น ชา กาแฟ ร้านค้า งานหัตถกรรม ซึ่งเป็นภูมิปัญญาชาวเขา แต่ให้นักออกแบบที่เรียนจบต่างประเทศมาใส่ดีไซน์ ผลิตภัณฑ์ที่ออกมาไม่ได้เป็นชนเผ่าชัดเจน เราดูว่าตลาดต้องการอะไร การใช้งานได้จริง และธุรกิจท่องเที่ยว” สมิทธิ เล่าที่มา สมิทธิย้ำว่า ดอยตุงให้ความสำคัญกับการวิจัยพัฒนา รวมทั้งหาหุ้นส่วนทางธุรกิจ ซึ่งมีทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ และเป็นคู่ค้า

คราวที่ดอยตุงได้รับออเดอร์ครั้งแรกจากบริษัท อีเกีย ที่สวีเดน 10 ล้านบาท ผู้บริหารดอยตุงปฏิเสธทันที

“เราไม่ได้มองเศรษฐกิจตาโต เรายึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ผู้บริหารปฏิเสธ เพราะต้องจ้างงานเพิ่ม ขยายโรงงาน ทำมาตรฐาน เรารับออเดอร์แค่ 1 ล้านบาท เราบอกต้องค่อยๆ โต ปีที่ 6 จึงรับออเดอร์ 50 ล้านบาท”

ดอยตุงสามารถเลี้ยงตัวเองได้ตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา ปี 2560 รายได้รวม 1,100 ล้านบาท รายได้หลักมาจากการขายสินค้า มีรายได้มากกว่ารายจ่ายปีละ 100 กว่าล้านบาท กำไรที่ได้นำไปพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ดอยตุง และขณะนี้ได้ขยายผลไปยัง จ.น่าน เชียงใหม่ และภาคใต้

นอกจากเรื่องรายได้แล้ว ยังมีการวัดผลกระทบเชิงสังคมด้วย โดยพบว่าชาวบ้านมีรายได้เพิ่ม เยาวชนมีการศึกษาสูงขึ้น เมื่อเทียบกับปีที่เริ่มโครงการ ซึ่งมีคนเรียนจบปริญญาตรี 2% เพิ่มเป็น 8% เดิมจบการศึกษาระดับ ปวส. 28% ปัจจุบันเพิ่มเป็นเกือบ 80% มีโอกาสมากขึ้นในการประกอบอาชีพ จำนวนหนึ่งเลือกไปทำงานต่างประเทศ ซึ่งรายได้สูงกว่าทำงานกับดอยตุง พออายุมากขึ้นจึงกลับมาทำงานด้วย

ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า การทำธุรกิจพร้อมๆ กับมีความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ แต่ทั้งนี้ต้องให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาบุคลากร พัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค

ในช่วงท้ายของการประชุม ผู้เข้าร่วมเสวนาได้สอบถามวิทยากรถึงหลักการ และแนวทางการทำธุรกิจเพื่อสังคม โดยปรับจากวิสาหกิจชุมชน หรือมูลนิธิที่กลุ่มหรือเครือข่ายกำลังดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวของเครือข่ายองค์กรเอกชนที่มีความมุ่งมั่นการทำธุรกิจเพื่อสังคมเป็นอย่างดี