‘บำรุงราษฎร์’ เดินหน้ากิจกรรม Corporate Social Responsibility (CSR) มุ่งดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ตำรวจจราจร สน.ลุมพินี

เมื่อ วันที่ 11 กรกฎาคม 2562 โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ สานต่อโครงการตรวจสุขภาพประจำปี บริการตรวจสมรรถภาพปอดตำรวจจราจรไทย ภายใต้กิจกรรมบริการตรวจสุขภาพตำรวจจราจร สน.ลุมพินี ประจำปีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ต่อเนื่องปีที่ 15

โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน และเล็งเห็นถึงปัญหามลภาวะทางอากาศที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนที่ทำงานอยู่ในพื้นที่ที่มีมลพิษสูง จึงได้จัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ ให้บริการตรวจสมรรถภาพปอด หรือ Pulmonary Function Testing (PFT) ให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สถานีตำรวจ (สน.) ลุมพินี ที่ปฏิบัติหน้าที่จัดการจราจรบนท้องถนนที่มีมลพิษสูง และมีความเสี่ยงสูงที่จะประสบปัญหาสุขภาพทางโรคระบบทางเดินหายใจ หรือ โรคปอด ซึ่งกิจกรรมนี้ได้ถูกดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 15 ปี โดยในปีนี้ ทางโรงพยาบาลฯ ได้ให้บริการตรวจสมรรถภาพปอดแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สถานีตำรวจ (สน.) ลุมพินี จำนวน 22 นาย  จากตำรวจที่เข้าร่วมการตรวจสุขภาพ (Check-Up) ทั้งหมด 58 นาย

นาย ภัทรพงศ์ กาฬภักดี ผู้อำนวยการด้านการบริหารจัดการธุรกิจ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า“ปัญหามลพิษทางอากาศในกรุงเทพมหานครเป็นปัญหาสำคัญลำดับต้นๆ โดยเฉพาะในปีนี้ วิกฤตการณ์ค่าฝุ่นละออง PM 2.5 เกินค่ามาตรฐาน ได้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคนไทยในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาสะสมด้านสุขภาพของผู้ใช้รถใช้ถนนและตำรวจจราจรยิ่งขึ้น ทางโรงพยาบาล ฯ จึงมีความตั้งใจจัดกิจกรรมตรวจสุขภาพให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สน. ลุมพินี ประจำปี 2562 นี้ เป็นปีที่ 15 โดยมุ่งเน้นการตรวจสุขภาพปอดในกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงจากมลพิษทางอากาศ รวมถึงการให้คำแนะนำในการดูแลรักษาสุขภาพให้แก่ตำรวจจรารจรที่ปฏิบัติหน้าที่ท่ามกลางการจราจรคับคั่งในทุกๆ วัน เพื่อแสดงถึงความห่วงใย และเป็นขวัญกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรทุกท่านในการปฏิบัติหน้าที่ต่อไป”

ศาสตราจารย์นายแพทย์ ยงยุทธ์ พลอยส่องแสง อายุรแพทย์ผู้ชำนาญการอาวุโส ด้านโรคระบบการหายใจ  โรงพยาบาลบำรุงราษฏร์ กล่าวว่า “ปัจจุบัน โรคระบบทางเดินหายใจ และโรคปอด แม้ว่าจะเป็นโรคที่ไม่ได้ก่ออันตรายถึงชีวิตผู้ป่วยโดยเฉียบพลัน แต่ก็เป็นโรคที่สร้างความทุกข์ทรมานทั้งทางกายและจิตใจต่อผู้ป่วยเป็นอย่างมาก เนื่องจากอาการของโรคจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงวัยที่ป่วยเป็นโรคระบบทางเดินหายใจ ซึ่งประชาชนสามารถดูแลสุขภาพในเชิงป้องกันได้ โดยการตรวจสมรรถภาพปอดเป็นประจำทุกปี”  การตรวจสมรรถภาพปอด (Pulmonary Function Testing) เป็นการตรวจที่สำคัญและมีประโยชน์อย่างยิ่งในกระบวนการวินิจฉัย, ประเมิน และติดตามผลการรักษาโรคระบบการหายใจ เช่น โรคหืด, โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง, โรคปอดจากการทำงาน (Occupational lung diseases) เป็นต้น นอกจากนี้ การตรวจสมรรถภาพปอด ยังสามารถบ่งถึงการเสื่อมของการทำงานของปอดก่อนที่ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการปรากฏ เนื่องจากปอดเป็นอวัยวะที่มีความสามารถสำรองสูง อาการเหนื่อยจึงมักปรากฏหลังจากพยาธิสภาพในปอดเกิดขึ้นมากแล้ว “สำหรับการตรวจ PFT จะมีวัตถุประสงค์แตกต่างจากการตรวจเอกซเรย์ปอดทั่วไป การตรวจ PFT เป็นการตรวจประสิทธิภาพการทำงาน (Function) ของอวัยวะในระบบทางเดินหายใจ โดยวัดปริมาตรอากาศเข้าออกจากปอด (Spirometry) วัดขนาดของระบบทางเดินหายใจ (Lung volumes)  วัดการรับปริมาณออกซิเจน (Diffusing capacity) โดยจะบันทึกออกมาเป็นตัวเลขและกราฟ ส่วนการตรวจเอกซเรย์ปอดจะเป็นการตรวจเพื่อดูภาพรังสีอวัยวะปอดว่ามีรอยโรคในปอดหรือไม่ (Structural damage) แต่ไม่สามารถวัดประสิทธิภาพการทำงานของปอดได้ ทั้งนี้ ความผิดปกติจากภาพรังสีจะพบก็ต่อเมื่อการทำงานของปอดมีความเสียหายไปแล้ว การที่พบความผิดปกติในการทำงานของปอดแต่เนิ่นๆ จากการตรวจ PFT จะสามารถทำการรักษาก่อนที่ปอดจะเสียหายไปมากจนรักษาไม่ได้ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแนวทางการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันของโรคระบบทางเดินหายใจและโรคปอด หากพบว่าปอดทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ โดยสามารถนำออกซิเจนเข้าไปในเม็ดเลือดแดง (Hemoglobin) ได้มากเพื่อนำไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ในระบบร่างกาย จะส่งผลให้สุขภาพของร่างกายดีขึ้น แข็งแรงขึ้น สามารถทำงานและออกกำลังกายได้ทนและนานขึ้น ดังนั้นในวงการกีฬา จะเห็นว่าการตรวจสมรรถภาพปอดเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง ในการคัดเลือกให้ได้นักกีฬาที่แข็งแรง” ศาสตราจารย์นายแพทย์ ยงยุทธ์ กล่าวเสริม

สำหรับกลุ่มบุคคลที่มีความเสี่ยงว่าจะป่วยเป็นโรคทางเดินหายใจหรือโรคปอด และควรเข้ามารับการตรวจ PFT แบ่งออกเป็น 1. กลุ่มคนที่สูบบุหรี่หรือใกล้ชิดผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ 2.กลุ่มคนที่มีอาการทางระบบทางเดินหายใจ เช่น มีอาการไอเรื้อรัง เหนื่อยง่าย หรือรู้สึกว่าหายใจลำบาก เป็นต้น  3.กลุ่มคนที่ทำงานหรืออาศัยในบริเวณที่มีมลภาวะเป็นพิษสูง เช่น ตำรวจจราจร คนงานในโรงงานอุตสาหกรรมเหมือง เป็นต้น  4. กลุ่มคนที่มีโรคทางกรรมพันธุ์ เช่น พ่อ-แม่ หรือ ญาติพี่น้องป่วยเป็นโรคปอด โรคหืด โรคถุงลมโป่งพอง เป็นต้น และ 5. การคัดเลือกนักกีฬาที่แข็งแรงเพื่อไปแข่งขันระดับนานาชาติ

ขณะที่สถิติผู้ป่วยในระบบทางเดินหายใจ หรือ โรคปอด ในประเทศไทย  พบได้ทั้งในกลุ่มผู้ชายและผู้หญิง ในสัดส่วนใกล้เคียงกัน โดยแนวทางการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันในโรคปอด ผู้ที่มีความเสี่ยง หรือ อาจอยู่ในกลุ่มเสี่ยง ควรหลีกเลี่ยงการเผชิญมลภาวะอากาศโดยตรง หรือหากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ควรสวมใส่หน้ากากอนามัยที่มีคุณภาพคัดกรองฝุ่นขนาดเล็ก และที่สำคัญ ควรตรวจสุขภาพปอดเป็นประจำทุกปี เพราะหากได้รับการตรวจและทราบความเสียหายของปอดตั้งแต่ในระยะเริ่มแรก จะทำให้ผลลัพธ์ของการรักษามีประสิทธิภาพดีและง่ายยิ่งขึ้น “การตรวจสมรรถภาพปอดมีความไวในการบอกว่าผู้ป่วยมีภาวะผิดปกติทางระบบทางเดินหายใจและปอดหรือไม่ แม้จะเริ่มเป็นเพียงเล็กน้อย ในระยะนี้ผู้ป่วยอาจจะยังไม่มีอาการแสดง ซึ่งจะทำให้การรักษาได้ผลที่ดี แต่หากรอให้ถึงระยะที่มีอาการแสดง เช่น เหนื่อย หอบ นั่นหมายถึงสมรรถภาพปอดเสียหายเกิน 50% ไปแล้ว ทำให้การรักษาไม่ค่อยได้ผลและบางครั้งก็อาจสายไป” ศาสตราจารย์นายแพทย์ ยงยุทธ์ กล่าวทิ้งท้าย

โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ มีความมุ่งมั่นในการให้บริบาลผู้ป่วยด้วยคุณภาพมาตรฐานและความปลอดภัยอย่างสูงสุด เพื่อผลลัพธ์เชิงบวกในการรักษาพยาบาลตลอดระยะเวลาการดำเนินงานกว่า 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ในขณะเดียวกันโรงพยาบาลฯ ยังตระหนักถึงความสำคัญต่อการมีส่วนร่วมรับผิดชอบสังคม (CSR) ทั้งในภาคสังคมและประชาชน ภายใต้โครงการต่าง ๆ อาทิ โครงการผ่าตัดเด็กโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดในผู้ด้อยโอกาส บริการหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด การผ่าตัดปลูกถ่ายไตให้กับผู้ด้อยโอกาส โครงการผ่าตัดกระดูกข้อเข่า โครงการผ่าตัดกระดูกสันหลังคดในเด็ก และบริการตรวจสุขภาพแก่ตำรวจจราจร สน.ลุมพินี  โดยโครงการทั้งหมดนี้ นับเป็นบทพิสูจน์ของความมุ่งมั่นตามปณิธานของผู้ก่อตั้งให้สมกับชื่อ “บำรุงราษฎร์” ซึ่งหมายถึงผู้ดูแลประชาชน

 

บทความก่อนหน้านี้เติมด่วน! พรุ่งนี้ น้ำมันทุกชนิดขึ้นราคา 50 สตางค์
บทความถัดไปคพ.ฟ้องผู้รับจ้างฉ้อโกง “คลองด่าน” 5.9 หมื่นล้าน เรียกคืน ค่าโง่ที่เคยจ่ายไปแล้ว 3 พันล้าน ด้วย