กรมส่งเสริมการเกษตร วางแนวทางบริหารจัดการไม้ผลแปลงใหญ่ภาคใต้ พร้อมส่งเสริมเกษตรกรให้เข้าสู่ระบบ GAP เตรียมพร้อมส่งออกได้ทุกช่องทาง

23.07.19 | 22:48 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร เร่งผลักดันเกษตรกรชาวสวนทุเรียนแปลงใหญ่ภาคใต้ให้เข้าสู่ระบบ GAP เพื่อลดการกีดกันทางการค้าจากจีน ซึ่งเป็นตลาดส่งออกรายใหญ่ของไทย

  นายสำราญ  สาราบรรณ์  อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์ไม้ผลแปลงใหญ่ภาคใต้ฤดูกาลปี 62 นี้ โดยเฉพาะ ทุเรียน จัดเป็นไม้ผลที่มีการส่งออกเป็นลำดับต้นๆ ซึ่งในปีนี้คาดการณ์ผลผลิตอยู่ที่ จำนวน 445,220 ตัน เปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา จำนวน 304,267 ตัน เพิ่มขึ้นถึง 46.33% เนื่องจากเนื้อที่ให้ผลเพิ่มขึ้น ราคาดี จูงใจให้เกษตรกรบำรุงรักษาดูแลผลผลิตดีขึ้น ทำให้ต้นมีความสมบูรณ์ และออกดอกติดผลมากขึ้น โดยช่วงที่ผลผลิตออกมาก (peak) อยู่ในช่วงระหว่างเดือนสิงหาคม ซึ่งจากแนวโน้มราคาของทุเรียนที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องส่งผลให้มีการการขยายพื้นที่ทั้งประเทศเพิ่มขึ้นในรอบ 5 ปี ตั้งแต่ปี 2557 – 2561 เพิ่มขึ้นจาก 655,505 ไร่ เป็น 839,725 ไร่ ประกอบกับในช่วง 4 ปี ที่ผ่านมา ประเทศไทยส่งออกทุเรียนเป็นอันดับ 1 ของอาเซียน โดยมีจีนเป็นตลาดหลัก

ทั้งนี้กรมส่งเสริมการเกษตรมองว่าการที่ไทยส่งออกทุเรียนไปยังประเทศจีนเป็นจำนวนมาก ซึ่งในอนาคตหากประเทศจีนมีมาตรการขึ้นมากีดกันทางการค้ามากขึ้น เกษตรกรอาจจะเสียเปรียบด้านการตลาด เนื่องจากขณะนี้ทางจีนได้แจ้งในเบื้องต้นมาแล้วผลผลิตทุเรียนที่ไม่ผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP จะไม่สามารถส่งออกได้ในปีถัดไป ด้วยเหตุนี้    กรมส่งเสริมการเกษตรในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงได้เร่งดำเนินการผลักดันให้เกษตรกรได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP รวมทั้งเกษตรกรแปลงใหญ่และชาวสวนทุเรียนได่รวมตัวกันจัดตั้งสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทยขึ้นมา ก็หวังว่าองค์กรภาคเกษตรกร โดย ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร หรือ ศพก. จะเป็นตัวขับเคลื่อนการดำเนินงานดังกล่าว เพื่อนช่วยในการผลักดันให้ทุเรียนแปลงใหญ่มีการผลิตภายใต้มาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ เพื่อลดความเสี่ยงในการพึ่งพาตลาดส่งออกรายใหญ่เพียงรายเดียว และเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจส่งผลกระทบต่อทุเรียนไทยเป็นวงกว้างต่อไปในอนาคตได้

Advertisement

นอกจากทุเรียนแล้วไม้ผลชนิดอื่น ๆ  ก็ได้เร่งบริหารจัดการให้มีมาตรฐานการผลิตเป็นไปในทิศทางเดียวกัน อาทิเช่น มังคุด มีปริมาณผลผลิต จำนวน 156,118 ตัน เปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา จำนวน 110,364 ตัน เพิ่มขึ้น 41.46% เนื่องจากเนื้อที่ให้ผลเพิ่มขึ้น ต้นมีความสมบูรณ์ออกดอกและติดผลมากขึ้น ช่วงที่ผลผลิตออกมาก (peak) เดือนกรกฎาคม – เดือนสิงหาคม เงาะ มีปริมาณผลผลิต จำนวน 69,371 ตัน เปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา จำนวน 71,884 ตัน ลดลง 3.5% สาเหตุจากอากาศร้อนจัดและน้ำไม่เพียงพอในช่วงเดือนเมษายนส่งผลให้ดอกร่วง ช่วงที่ผลผลิตออกมาก (peak) เดือนสิงหาคม – เดือนกันยายน และลองกอง มีปริมาณผลผลิต จำนวน 67,687 ตัน เปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา จำนวน 42,870 ตัน เพิ่มขึ้น 57.89% เนื่องจากมีช่วงแล้งเหมาะสมกับการออกดอก และต้นมีความสมบูรณ์ออกดอกเพิ่มขึ้น ช่วงที่ผลผลิตออกมาก (peak) เดือนกันยายน – เดือนตุลาคม

สำหรับแผนบริหารจัดการผลไม้ของภาคใต้ในฤดูการผลผลิตปี 62 นี้ มีผลผลิตในฤดูรวม 580,401 ตัน แบ่งเป็น ทุเรียน จำนวน 366,938 ตัน มังคุด จำนวน 145,025 ตัน เงาะ จำนวน 68,438 ตัน โดยการบริหารจัดการเชิงปริมาณ ได้แก่ การกระจายผลผลิตในประเทศ ด้วยวิธีการกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิตผ่านผู้ประกอบการ (ล้ง) วิสาหกิจชุมชน ศูนย์คัดแยกผลไม้ชุมชน สหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร Modern Trade ไปรษณีย์/ตลาดออนไลน์ ตลาดค้าผลไม้ภายในจังหวัด การจำหน่ายตรงผู้บริโภค การจัดงานประชาสัมพันธ์ เป็นต้น การแปรรูป ด้วยวิธีการแช่แข็ง อบแห้ง กวน ทอด และการส่งออก (ผลสด) ซึ่งในอนาคตผลไม้แปลงใหญ่ทุกชนิด กรมฯ จะดำเนินการผลักดันให้เข้าสู่ระบบ GAP ทั้งหมด เพื่อรองรับตลาดส่งออกไปยังทุกประเทศต่อไป