สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ร่วมมือกับ 5 องค์กรพันธมิตร ได้แก่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) หน่วยปราบปรามอาชญากรรมแห่งสหราชอาณาจักร (NCA) องค์การเพื่อยุติการค้าประเวณีเด็ก สื่อลามกเด็ก และการค้าเด็กเพื่อวัตถุประสงค์ทางเพศ (ECPAT) มูลนิธิเอ-ทเวนตี้วัน (A21 Foundation) และศูนย์ความเป็นเลิศด้านนโยบายสาธารณะและธรรมาภิบาลเยอรมัน-อุษาคเนย์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (CPG) จัดอบรมเชิงปฏิบัติในหัวข้อ “มาตรฐานจริยธรรมด้านสิทธิเด็กและการวิเคราะห์จิตวิทยาสำหรับผู้ใช้บังคับกฎหมาย” ระหว่างวันที่ 1-5 กรกฎาคม 2562 เพื่อแบ่งปันแนวทางการดำเนินงานภายใต้กรอบแนวคิดสิทธิเด็ก เน้นผู้สอบปากคำเด็กผู้เสียหาย พยานเด็ก และเด็กที่กระทำผิด เพื่อส่งเสริมบทบาทของผู้บังคับใช้กฎหมายในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาเกี่ยวกับการคุ้มครองเด็ก สร้างความเชี่ยวชาญของเจ้าหน้าที่และระบบการทำงานแบบสหวิชาชีพ นอกจากนี้ยังมุ่งสร้างเครือข่ายร่วมกับนานาประเทศในการยุติการกระทำความรุนแรงต่อเด็กอีกด้วย

เอกอัครราชทูตอดิศักดิ์ ภาณุพงศ์ ที่ปรึกษาพิเศษ TIJ กล่าวว่า ความรุนแรงในเด็กเป็นปัญหาสำคัญที่แผ่ขยายไปทั่วโลก อ้างอิงรายงานขององค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ หรือ UNICEF ปี 2559 ที่ระบุว่า โดยเฉลี่ยของเด็กทั่วโลกทุกๆ 10 คน จะมีเด็กอย่างน้อย 6 คน ได้รับความรุนแรงทางกายภาพ เช่น ถูกทำโทษที่รุนแรงจากผู้ปกครองและครู ที่น่าเป็นห่วงคือเด็กหญิง 1 ใน 10 คน ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงทางเพศ อีกทั้ง ยังมีข้อมูลในรายงานวิจัยการค้ามนุษย์ของ TIJ พบว่ามีเด็กจากประเทศเพื่อนบ้านถูกนำมาค้ามนุษย์และยังมีรายงานการละเมิดทางเพศเด็กบนโลกออนไลน์มากขึ้น ซึ่งความรุนแรงที่เด็กถูกกระทำ จะส่งผลลบต่อพัฒนาการและมีผลต่อสภาพจิตใจไปตลอดชีวิต กระทบความสามารถ การเรียนรู้ ปฏิสัมพันธ์กับ
คนรอบข้าง ต่อต้านสังคม อาจนำไปสู่การใช้สารเสพติด และมีแนวโน้มที่จะก้าวร้าวส่งต่อความรุนแรงต่อไป
“TIJ เล็งเห็นว่าในการปฏิบัตินั้นหากเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติเข้าใจและศึกษากฎหมายแนวทางการปฏิบัติ และข้อสำคัญคือมีจริยธรรมในการช่วยเหลือเด็กผู้ถูกกระทำ ความร่วมมือของ 5 องค์กรระดับนานาชาติครั้งนี้จะเกิดผลประโยชน์มหาศาล โดยเฉพาะตัวแทนของหน่วยงานไทยที่จะได้ร่วมสร้างมาตรฐานในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาเกี่ยวกับการคุ้มครองเด็ก” ที่ปรึกษาพิเศษ TIJ กล่าว

นายรอบเบิร์ต แวน เดน เบิร์ก (Mr.Robbert van den Berg) ผู้อำนวยการบริหาร ECPAT กล่าวถึงแนวโน้มของภัยคุกคามเด็กทั่วโลกแบบใหม่ขณะนี้ มี 3 ลักษณะ ได้แก่ Online Grooming เป็นการล่อลวงเด็กหรือแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็กผ่านช่องทางออนไลน์, Sexting เป็นการส่งข้อความ คลิปวีดิโอ หรือภาพลามกของเด็กผ่านทางมือถือหรือแชทต่างๆ นอกจากนี้ยังมี Sextortion หรือการแบล็คเมล์ทางเพศออนไลน์เป็นการข่มขู่บังคับกรรโชกเงิน เนื่องจากคนร้ายที่ทำการล่วงละเมิดต่อเด็กนั้นไม่ได้อยู่ในประเทศเดียว ปัญหานี้จึงเป็นประเด็นที่นานาประเทศต้องร่วมแก้ปัญหา
“สำหรับประเทศไทย นอกจากการสร้างความตระหนักรู้และพัฒนาขีดความสามารถของผู้บังคับใช้กฎหมายแล้ว ขอสรุปข้อเสนอแนะเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือในการแก้ปัญหาดังกล่าว 3 ประเด็น ดังนี้ 1. ควรศึกษาวิจัยร่วมกันเกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือการช่วยเหลือเด็ก เพื่อหาหลักฐานข้อเท็จจริงรวมเป็นฐานข้อมูล 2. ควรสร้างฐานข้อมูลระดับประเทศร่วมกัน เช่น ฐานข้อมูลของตำรวจสากลที่มีฐานข้อมูลอาชญากรรมในเด็กหรือที่เรียกว่า ICSE โดยให้กว่า 190 ประเทศสมาชิกได้เชื่อมโยงเข้าไปในฐานข้อมูลนี้ ซึ่งประเทศไทยก็ควรจะสร้างเครือข่ายดังกล่าวนี้กับตำรวจสากลด้วยเช่นกัน และ 3. ควรสร้างและพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายในประเทศไทย โดยยกระดับให้เจ้าหน้าที่สุภาพสตรีมีส่วนร่วมในการสืบสวน สอบสวน หรือสอบปากคำเหยื่อมากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าหากดำเนินการไปอย่างดี เชื่อว่านานาประเทศจะให้การสนับสนุนและเป็นผลดีต่อการปฏิบัติงานของไทยด้วย” ผู้อำนวยการบริหาร ECPAT กล่าว

ด้าน ร.ต.อ.เขมชาติ ประกายหงษ์มณี รองผู้อำนวยการกองกิจการต่างประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ ดีเอสไอ กล่าวว่า สำหรับการสืบสวนสอบสวนปัญหาด้านสื่อลามกอนาจารหรือล่วงละเมิดทางเพศเด็กนั้น การจับกุมผู้กระทำความผิดเพื่อจำคุกอย่างเดียวอาจไม่ได้นำไปสู่การแก้ปัญหา แม้ว่าผู้ต้องหาจะเข้าสู่กระบวนการถูกลงโทษ แต่เด็กที่ตกเป็นเหยื่อมีโอกาสที่จะกลับไปสู่วงจรและถูกกระทำซ้ำได้อีก

“ความร่วมมือของภาครัฐประเทศไทยและองค์กรนานาชาติในครั้งนี้ ดีเอสไอ มุ่งหวังพัฒนาจิตวิทยาเจ้าหน้าที่ใน 3 มิติ ได้แก่ 1. ความเข้าใจอาการทางจิตวิทยาของเด็กที่เป็นผู้ถูกกระทำ 2. จิตวิทยาผู้กระทำผิดในคดีความรุนแรงในเด็กซึ่งมีแนวโน้มจะกระทำความผิดซ้ำ และ 3. เจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อให้การสืบสวนสอบสวนไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของเจ้าหน้าที่ เช่น อาการเครียดหลังจากเสพสื่อลามกหรือความรุนแรงในเด็ก ซึ่งผลจากการที่เราจัดงานในครั้งนี้จะเป็นคู่มือทางจริยธรรมในการทำงานด้านจิตวิทยา เป็นโมเดลในการทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ภายใต้มาตรฐานทางวิชาการ” ร.ต.อ.เขมชาติ กล่าว

