ปัญหาเรื่อง “ค่าโง่” ที่หน่วยราชการต้องเอาเงินภาครัฐ-เงินภาษีประชาชน ไปจ่ายเป็นค่าปรับ เพราะทำผิดกฎระเบียบนั้นเป็นข่าวคราวที่โผล่มาให้สังคมไทยได้ยินเป็นระยะๆ
หลายๆ กรณี พอถึงชั้นศาลสืบสาวราวเรื่อง ก็ปรากฎว่า ฝ่ายหน่วยงานรัฐนั่นเอง ที่ไปกินสินบนบ้าง ไปทำผิดสัญญาสัมปทานเอาเปรียบฝ่ายเอกชนเพื่อหวังคะแนนนิยมในหมู่ประชาชนบ้าง หรือไม่รอบคอบไม่ถี่ถ้วน
ผลสุดท้ายพอต้องถูกปรับตามกระบวนการยุติธรรม ผู้รับผิดชอบในบางคดีมีล้มหายตายจากไปบ้าง บางส่วนที่ยังอยู่ก็โดนปรับ โดนสอบย้อนหลัง หรือติดคุกติดตารางตามกรรม
หนึ่งในเผือกร้อนค่าโง่ล่าสุดที่เป็นข่าวอยู่นี้ ได้แก่
ข้อพิพาทระหว่าง “การทางพิเศษแห่งประเทศไทย” (กทพ.) ในฐานะหน่วยงานรัฐ กับ บริษัทเอกชน ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ “BEM” จำนวน 17 คดี ซึ่งรวมแล้วมีมูลค่าพิพาทรวมทะลุเพดาน 137,517 ล้านบาท
ต้นตอตัวเลขดังกล่าว มาจากสองคดีหลัก
หนึ่ง, คดีที่ BEM ขอชดเชยรายได้ตามสัมปทานทางด่วนสายบางปะอิน-ปากเกร็ด จากกรณีฝ่ายรัฐ หรือ กทพ. ก่อสร้างดอนเมืองโทลเวย์ส่วนต่อขยายจากอนุสรณ์สถาน-รังสิต 78,908 ล้านบาทขึ้นมาแข่งขัน
สอง, คดีขอชดเชยรายได้จากการไม่ปรับค่าผ่านทางในสัมปทานทางด่วนขั้นที่ 2 และทางด่วนบางปะอิน-ปากเกร็ด อีก 56,037 ล้านบาท
ณ ปัจจุบัน กทพ. แพ้ไปแล้ว 1 คดี ศาลปกครองสูงสุดสั่งให้กทพ. จ่าย BEM 4,318 ล้านบาท ยังมีเหลืิออีก 16 คดี
ดังนั้น ถ้ากทพ. เลือกสู้ทุกคดี ซึ่งคาดว่ากว่าจะจบในปี 2578 มูลค่าข้อพิพาทรวมจะเพิ่มจากแสนกว่าล้านบาทต้นๆ.. โป่งพองเป็น 326,127 ล้านบาท !
บทเรียนจากคดี “ค่าโง่” ที่เกิดจากข้อผิดพลาดของฝ่ายรัฐเช่นนี้ เคยเป็น “ตราบาป” เด่นชัด อาทิ คดี “ค่าโง่หมื่นล้านโฮปเวลล์”
เพราะแนวทางการตัดสินของศาลมีอยู่แล้ว โอกาสชนะลำบาก ไม่ง่าย จึงเป็นสาเหตุ ทำให้ในช่วงการบริหารของ “คณะรัฐมนตรี” (ครม.) ยุค “รัฐบาลคสช.” ได้มอบหมายให้ กทพ. กับ BEM ไปเจรจาหาทางออกแบบ “วิน-วิน” ทุกฝ่าย
มุ่งเน้นว่ารัฐต้องไม่เสียประโยชน์ เอกชนอยู่ได้ ต้องไม่กระทบประชาชน และไม่เอาเงินภาษีชาวบ้านไปจ่าย
ผลการเจรจาส่อแนวโน้มไปในทางที่พอหาทางออกร่วมกันได้ โดยเฉพาะหลังจากฝ่าย BEM ยินยอมปฏิบัติตามเงื่อนไขหลายประการ
ตัวอย่างเช่น ต้องควักกระเป๋าลงทุนสร้างทางด่วนเพิ่มแก้ปัญหารถติดวินาศ รวมถึง “ยอมยุติข้อพิพาททุกคดี” แลกกับการเจรจาขอขยายสัมปทานทางด่วน โดยที่่ฝ่ายรัฐเองก็ยังได้รับส่วนแบ่งจากค่าผ่านทางอยู่ในอัตรา 60 : 40 เช่นเดิม
อย่างไรก็ตาม เมื่อจบการเลือกตั้งทั่วไป เข้าสู่โหมดจัดตั้งคณะรัฐบาล-ครม. ใหม่ พบว่า มี “ผู้เคลื่อนไหว” แสดงจุดยืนคัดค้านข้อเสนอเจรจาดังกล่าว อาทิ นายแพทย์ระวี มาศฉมาดล หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ กับกลุ่มคนบางส่วนใน กทพ. พร้อมผลักดันให้มีการตั้ง “กรรมาธิการ” ในสภาฯ เพื่อรีวิวข้อมูลเหตุผลต่างๆ ซึ่งวิธีการนี้อันที่จริงนับเป็นเรื่องดี ช่วยเพิ่มความรอบคอบ
เปิดช่องให้แต่ละฝ่ายทั้งที่ต้องการหาทางออกด้วยการขยายสัมปทานแลกยุติข้อพิพาททั้งหมด กับฝ่ายเป็นกลางรอฟังความอย่างรอบด้าน และฝ่ายที่ต้องการแสดงความเห็นค้าน ยกข้อมูลมาชี้แจง
อย่างไรก็ดี ประเด็นที่นักการเมือง-นักวิชาการ และสื่อเริ่มสะท้อนสู่สังคมมากขึ้น คือ ถ้าการ “หาทางออก” ล่าช้าออกไป ในท้ายที่สุดน่าห่วงว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ “ดอกเบี้ยค่าปรับ” ที่เพิ่มพูนทบทวีขึ้นทุกวันๆ ตกวันละหลักแสนบาท
แกนนำที่คัดค้านการเจรจา ถ้าอนาคตข้างหน้า กทพ. เกิดแพ้คดีเป็นโดมิโน่เอฟเฟกต์ จะเสนอแนวทางแก้ไขอย่างไร ?
อย่าลืมว่า เคยมีบทเรียนสำคัญในอดีต เมื่อปี 2555 กล่าวคือ “คดีค่าโง่โครงการพัฒนาที่ดินราชพัสดุหมอชิต” …
ซึ่งผลสุดท้าย กรมธนารักษ์แพ้คดีให้กับบมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (บีทีเอส) กระทั่งส่งผลให้ทั้งตัวรัฐมนตรีเอง อธิบดี ข้าราชการระดับสูงในธนารักษ์ กระทรวงคลัง ฯลฯ ต้องร่วมรับผิดทางละเมิด แม้ขนาดบางคนเกษียณอายุไปแล้ว ก็ยังต้องร่วมชดเชยหาเงินคืนนับพันล้านบาทให้กับฝ่าย “บีทีเอส” จนกระอักทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย !
เมื่อนั่งไทม์แมชชีนไปดูแฟ้มคดี “ที่ดินหมอชิต” จะพบว่า นายนิพัทธ พุกกะณะสุต อดีตอธิบดีกรมธนารักษ์ กับพวก โดนคดีความกันไปถ้วนหน้า
นอกจากนั้น ยังมีเคสของ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีคมนาคมป้ายแดงที่กำลังรับเผือกร้อน ย้อนกลับไปจนถึงตัว นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ อดีตรัฐมนตรีคมนาคมคนก่อน
การจบ หรือไม่จบคดีข้อพิพาททางด่วนเที่ยวนี้ จึงถือได้ว่าเป็นหนึ่งใน “จุดวัดวิถีการทำงาน” ของรัฐมนตรีคมนาคมคนใหม่ว่าจะหาทางลงอันเหมาะสมอย่างไร และจะมีความเห็นสอดคล้องกับมติครม. ชุดก่อนหน้าที่เห็นด้วยกับแนวทางเจรจามากน้อยแค่ไหน เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้สูญเสียซ้ำรอยสารพัดคดีค่าโง่ดังที่ผ่านมา
ที่สำคัญก็คือ ต้องสามารถปกป้องทั้งประโยชน์ของภาครัฐ-ประชาชน และสร้างความมั่นใจในการลงทุนให้กับภาคเอกชน
งานนี้เชื่อแน่ว่า สังคมที่คอยมองดูอยู่คงเอาใจช่วยทุกฝ่ายเพื่อให้ผลลัพธ์ออกมารัดกุม รวมถึงยึดประโยชน์ของชาติให้มากที่สุด !

