งานศิลปาชีพ เสริมความมั่นคงชายแดน ฟื้นฟูสภาพป่า สร้างอาชีพอย่างยั่งยืน

12.08.19 | 11:37 น.

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงสืบสานพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในการพัฒนาความเป็นอยู่ของราษฎรที่อยู่ตามแนวชายแดนที่ห่างไกลให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการที่จะอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพป่าควบคู่ไปกับการใช้ชีวิตคู่กับป่าของราษฎรด้วยความเกื้อกูลทั้งสองฝ่ายนั้น

“…ขอให้สร้างป่าโดยมีคนอาศัยอยู่ด้วย โดยไม่ทำลายป่า คือต้องช่วยเขาเหล่านั้นจริงๆ ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีพอสมควร เช่น มีที่ดินทำกิน มีน้ำให้การศึกษา ส่งเสริมงานศิลปาชีพต่างๆ ให้มีรายได้เพิ่มขึ้นเมื่อเขาอยู่ได้แล้ว เขาจะได้ช่วยดูแลป่า…”

พระราชเสาวนีย์ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถฯ อันเป็นที่มาของการก่อตั้งสวนป่าเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ จังหวัดราชบุรี

ด้วยภูมิประเทศของจังหวัดราชบุรี ซึ่งอยู่บริเวณขอบเขตชายแดนไทย-พม่า มีเทือกเขาตะนาวศรีทอดยาวเรียงตัวสลับซับซ้อน ทำหน้าที่เสมือนเป็นกำแพงแบ่งเขตระหว่างประเทศและกำเนิดต้นน้ำลำธารต่างๆ รวมทั้งแม่น้ำภาชี แวดล้อมไปด้วยผืนป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอสวนผึ้ง ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของชนกลุ่มน้อยชาวกระเหรี่ยง และยังเป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยแร่ชนิดต่างๆ จึงทำให้มีการสัมปทานและเกิดอุตสาหกรรมเหมืองแร่ขึ้น ต่อมาผู้ที่เดินทางเข้ามารับจ้างทำเหมืองแร่ได้บุกเบิก ถางป่าเพื่อเป็นที่พักอาศัยและเมื่อการสัมปทานเหมืองแร่สิ้นสุดลง ลูกจ้างที่มารับจ้างก็เปลี่ยนอาชีพมาทำการเกษตรเป็นหลัก เมื่อมีการทำการเกษตร ก็มีการบุกรุกป่ามากขึ้น ป่าถูกทำลายมากขึ้น จนเมื่อปี 2528 ได้เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ น้ำป่าไหลหลากทำให้หน้าดินถูกทำลายผืนป่าเสียหาย

Advertisement

 

เมื่อครั้งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถฯ เสด็จเยี่ยมราษฎรของพระองค์ ได้ทรงเห็นความทุกข์ยากของราษฎรและผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ถูกทำลาย ทรงมีพระราชดำริที่จะฟื้นผืนป่าและส่งเสริมอาชีพแก่ราษฎร กอปรกับทรงมีพระราชปณิธานมุ่งมั่นที่จะฟื้นฟูพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมสักแห่งหนึ่ง สำหรับเป็นที่รวบรวมพรรณไม้ป่าของไทย ที่เป็นไม้ในถิ่นธรรมชาติดั้งเดิมในท้องถิ่นต่างๆ ไว้ในแหล่งเดียวกันให้ได้มากชนิดที่สุดเท่าที่จะหาได้ เพื่อให้เยาวชนและประชาชนทั่วไป ได้ใช้เป็นแหล่งศึกษาพรรณไม้ป่าของเมืองไทยในอนาคต อีกทั้งเป็นแหล่งขยายพันธุ์เพื่อมิให้พรรณไม้ป่าไทยต้องสูญพันธุ์ และฟื้นฟูรักษาสภาพป่าเดิมที่ยังเหลืออยู่ในภาคตะวันตกให้คงอยู่คู่แผ่นดินสืบไป

โครงการสวนป่าเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ประกอบด้วยพื้นที่ 524,816 ไร่ ครอบคลุม 3 อำเภอของจังหวัดราชบุรี คืออำเภอปากท่อ บ้านคา และสวนผึ้ง จึงถูกจัดสร้างขึ้นด้วยความจงรักภักดีของพสกนิกร โดยมูลนิธิศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กองทัพบก จังหวัดราชบุรี และคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) เพื่อถวายเนื่อง ในวโรกาสที่ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ ในปี พ.ศ.2535 เพื่อสืบสานพระราชปณิธานของพระองค์ ในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ แหล่งต้นน้ำ และสัตว์ป่า เพื่อประโยชน์ของประชาชนในด้านการศึกษา การวิจัย และสิ่งสำคัญคือ เพื่อความมั่นคงของประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีแนวเขตติดต่อกับประเทศพม่า ซึ่งเป็นจุดล่อแหลมง่ายต่อการถูกคุกคาม โดยได้ปฏิบัติตามแนวพระราชดำริ

  • สร้างป่า โดยมีคนอยู่อาศัยด้วย ไม่ทำลายป่า ช่วยพวกเขาให้ มีความเป็นอยู่ที่ดีพอสมควร
  • ทำการฝึกราษฎรอาสาสมัครพิทักษ์ป่า
  • ช่วยชาวไทยและชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงในพื้นที่ ให้มีอาชีพหลักและอาชีพเสริมในงานศิลปาชีพ ฝึกงานฝีมือต่างๆ ให้กับกลุ่มที่สนใจ อาทิ  การทอผ้า การปักผ้า การวาดภาพ เครื่องปั้นดินเผา การจักสานไม้ไผ่ เป็นต้น
  • อนุรักษ์ศิลปะและวัฒนธรรมของท้องถิ่น

จุดกำเนิดงานศิลปาชีพ

“…พื้นที่สวนผึ้งเป็นพื้นที่ติดชายแดนพม่า จึงจำเป็นต้องสร้างความเข้มแข็งให้ราษฎรในบริเวณพื้นที่มีอาชีพ มีรายได้พอเพื่อไม่ให้ย้ายถิ่น เขาจะได้เป็นหู เป็นตาให้ประเทศไทยต่อไป…”

ด้วยสายพระเนตรที่ยาวไกลและทรงมีความห่วงใยต่อชีวิตความเป็นอยู่ของพสกนิกรที่อาศัยอยู่ในถิ่นทุรกันดาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง ซึ่งมีวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ ผูกพันกับธรรมชาติ มาตั้งแต่เกิดเป็นสิ่งสำคัญที่พระองค์ทรงทอดพระเนตรเห็นในพื้นที่ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งโครงการศิลปาชีพขึ้นในพื้นที่อำเภอสวนผึ้ง เพื่อให้ราษฎรมีอาชีพเสริม หลังการเก็บเกี่ยวพืชไร่ และเพื่อลดการล่าสัตว์ การบุกรุกพื้นที่ป่า โดยมีจุดเริ่มต้นเมื่อวันที่ 11 มกราคม พ.ศ.2536 ครั้งเสด็จเยี่ยมราษฎรบ้านห้วย ได้ทรงมีพระราชเสาวนีย์ว่า พื้นที่แถบนี้น่าจะมีการจัดตั้งกลุ่มทอผ้าเพิ่มขึ้นเพื่อหาอาชีพเสริมให้กับราษฎรในพื้นที่หลังเก็บเกี่ยวพืชไร่ จากนั้นมา วันที่ 5 มกราคม 2540 จึงได้มีการจัดตั้งกลุ่มทอผ้าไหม บ้านหนองตาดั้ง ขึ้นเป็นหมู่บ้านแรก และต่อมาวันที่ 20 พฤษภาคม 2540 มีการจัดตั้งกลุ่มทอผ้าไหมบ้านพุระกำขึ้น  หลังจากนั้นจึงได้มีการจัดตั้งโรงทอผ้าขึ้นในศูนย์ศึกษาพรรณไม้ป่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เพื่อให้สมาชิกจากบ้านห้วยน้ำหนักและบ้านห้วยม่วง  เข้ามาร่วมดำเนินการด้วย

การทอผ้าพระราชทาน แบ่งเป็น กลุ่มทอผ้าไหมพื้น บ้านห้วยม่วง กลุ่มทอผ้าไหมจกกะเหรี่ยง บ้านหนองตาดั้ง บ้านพุระกำ และ บ้านห้วยน้ำหนัก กลุ่มทอผ้าพื้นเมือง บ้านห้วยน้ำหนัก การปักผ้า บ้านห้วยม่วง บ้านหนองตาดั้ง บ้านพุระกำ และบ้านห้วยน้ำหนัก ส่วนการจักสานไม้ไผ่ กลุ่มบ้านห้วยม่วง บ้านพุระกำ

สำหรับกลุ่มเครื่องปั้นดินเผานั้น ทรงมีพระราชประสงค์ให้มีการฝึกสอนการ ทำเครื่องปั้นดินเผาให้เป็นศิลปะแบบพื้นบ้านในท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์ของตนเอง โดยการพระราชทานทรัพย์สำหรับดำเนินการทั้งสิ้น  เช่น การสร้างสถานที่ฝึก  อุปกรณ์การฝึกสอน การดำเนินการทุกขั้นตอน จนสำเร็จเป็นของใช้ รวมถึงครูฝึก โดยมีการนำราษฎรจาก 3 หมู่บ้าน ของตำบลตะนาวศรี ไปฝึกอบรมวิชาชีพเครื่องปั้นดินเผา ที่ศูนย์ศิลปาชีพเครื่องปั้นดินเผาบ้านกุดนาขาม อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร เพื่อนำกลับมาจัดตั้งโครงการศิลปาชีพเครื่องปั้นดินเผาในโครงการฯ (บ้านห้วยม่วง) ที่เป็นศิลปะแบบพื้นบ้านในท้องถิ่นทีมีเอกลักษณ์ของตนเอง

ปัจจุบันมีสมาชิกศิลปาชีพในโครงการฯ จำนวน 116 คน โดยมีกลุ่มงานศิลปาชีพที่สำคัญ คือ การทอผ้า การปักผ้า การจักสาน และการทำเครื่องปั้นดินเผา ผลของโครงการฯ กว่า 22 ปีที่ผ่านมาได้เกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎรที่เข้าร่วมโครงการฯ จาก 4 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านห้วยน้ำหนัก บ้านห้วยม่วง บ้านหนองตาดั้ง และบ้านพุระกำ ทั้งนี้ราษฎรในกลุ่มนี้จะมีรายได้รวมเฉลี่ยเดือนละ 300,000 กว่าบาท โดยจะเป็นค่าแรง ขึ้นกับฝีมือและความยากง่ายของผลผลิต สร้างงาน สร้างอาชีพให้กับราษฎรด้วยพระมหากรุณาธิคุณที่ได้พระราชทานงานศิลปาชีพ