กทท. MOU ท่าเรืออินเดีย เชื่อมเส้นทางเดินเรือ มั่นใจลดต้นทุนค่าขนส่งสินค้า-โลจิสติกส์ของประเทศ

15.08.19 | 17:15 น.

15 ส.ค.62 การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) จัดพิธีลงนามบันทึก ความเข้าใจ (MOU) ระหว่าง กทท. (ท่าเรือระนอง) และ Navayuga Container Terminal ท่าเรือกฤษณาปัทนัม ประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นหนึ่งในท่าเรือกลุ่มประเทศ BIMSTEC โดยมี เรือโท กมลศักดิ์ พรหมประยูร ผู้อำนวยการ กทท. และ Ms. Vinita Venkatesh ผู้อำนวยการ Navayuga Container Terminal ท่าเรือกฤษณาปัทนัม ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ พร้อมด้วย เรือโท ดร.ชำนาญ ไชยฤทธิ์ รองผู้อำนวย กทท. สายบริหารสินทรัพย์และพัฒนาธุรกิจ และ Ms. Taylor Ramsey ผู้จัดการ Navayuga Container Terminal สำนักงานประเทศสิงคโปร์ ร่วมเป็นสักขีพยานฯ ณ ห้องประชุมชั้น 19 อาคารที่ทำการ กทท.

เรือโท กมลศักดิ์ พรหมประยูร ผู้อำนวยการ กทท. เปิดเผยว่า เป็นการสร้างความร่วมมือระหว่างท่าเรือในลักษณะ Port–to–Port Cooperation เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างท่าเรือทั้งสองแห่งในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารทางด้านการบริหารจัดการท่าเรือ การปฏิบัติการภายในท่าเรือ ส่งเสริมงานด้านการตลาดการลงทุนเกี่ยวกับธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการท่าเรือ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสารการเชื่อมโยงเครือข่าย ของท่าเรือ อุตสาหกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจท่าเรือ ทั้งนี้ ทั้งสองท่าเรือจะต้องจัดประชุมการดำเนินงานเชิงปฏิบัติการร่วมกัน (Joint Working Group Meeting) เป็นประจำทุก 2 ปี เพื่อผลักดันให้เกิดการดำเนินงานและกิจกรรมต่างๆ ภายใต้ความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งร่วมกันพิจารณาความเป็นไปได้ในการให้บริการขนส่งสินค้าโดยระบบตู้สินค้าระหว่างกัน เพื่อส่งเสริมการค้าและการลงทุน รวมถึงระบบการขนส่งและโลจิสติกส์ทางทะเลของทั้งสองประเทศ

“ประเทศอินเดียมองเส้นทางการค้าคือทะเลอันดามัน ซึ่งไทยเองก็มองฝั่งตะวันตก หรือมองเห็นการค้าทั้งสองฝั่งที่จะเชื่อมการส่งสินค้าระหว่างกัน และสนับสนุนการค้าในกลุ่ม BIMSTEC เพิ่มขึ้น โดยปีที่ผ่านมาไทยได้มีการค้าในภาพรวมของกลุ่มนี้อยู่ที่ประมาณ 4 แสนล้านบาท มีการค้า-ส่งออกไปประเทศอินเดีย ประมาณ 2 แสนล้านบาท ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้ จะทำให้มูลค่าการส่งออก หรือนำเข้า ดีขึ้นกว่าเดิม เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศอีกทางหนึ่ง”

Advertisement

โดยในเฟสแรกจะขยายพื้นที่ท่าเรือระนองอีกประมาณ 30,000 ตร.ม. ภายในปี 2563 คาดจะรองรับตู้สินค้าได้ 3-5 แสนตู้ จะมีการเชื่อมโยงเส้นทางเดินเรือระหว่างไทย และกลุ่มBIMSTEC ผ่านท่าเรือท่าเรือกฤษณาปัทนัม และท่าเรือระนองของไทย ซึ่งจะสามารถลดต้นทุนโลจิสติกส์ ประมาณ 50 % หรือครึ่งหนึ่ง รวมไปถึงจะเป็นเส้นทางลัดการเดินเรือฝั่งอันดามันและมหาสมุทรอินเดียที่ใช้เวลาเดินทางเพียง 4-7 วัน จากเดิมต้องมายังท่าเรือกรุงเทพฯหรือแหลมฉบัง ก่อนเดินเรืออ้อมผ่านสิงคโปร์ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 15–20 วัน

ขณะเดียวกัน กทท. ยังได้มีการหารือกับสายเรือของอินโดนีเซียและจีน หากมีการเทรดกันด้านนี้ก็จะมีการ Support กิจการของท่าเรือหลัก ตลอดจนเพิ่มประตูให้สินค้าไหลเวียนเข้า-ออกของท่าเรือระนองมากขึ้น ซึ่งคาดว่าภายใน 3 ปี จะได้เห็นภาพการค้า-ส่งออก ที่ดีขึ้น และสินค้าที่กลุ่ม BIMSTEC จะนำเข้าจากไทย หลักๆ จะเป็นสินค้าเหล็ก น้ำมันปาล์ม เคมีภัณฑ์ เพชร พลอย รวมถึงวัสดุก่อสร้างอื่นๆ

ทั้งนี้ การรวมกลุ่มความร่วมมือภายใต้กรอบ “BIMSTEC” ถือเป็นการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่อยู่ในอนุทวีปเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งปัจจุบันมีความคืบหน้าเป็นลำดับสอดคล้องกับนโยบายมองตะวันตก (Look West Policy) ที่ต้องการให้ไทยเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจเพื่อเสริมสร้างประโยชน์ร่วมกัน ทั้งด้านการค้า การลงทุน และการขนส่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการร่วมมือครั้งนี้ จะเป็นโอกาสในการพัฒนาเส้นทางเดินเรือ เชื่อมโยงระหว่างท่าเรือระนองกับท่าเรือในกลุ่ม BIMSTEC ถือได้ว่าเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ประกอบการนำเข้าและส่งออกระหว่างประเทศมากขึ้น