ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2562 ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา โดย ดร.จารุวรรณ เฮงตระกูล เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ดำเนินโครงการปฏิรูปกฎหมายและบูรณาการแนวปฏิบัติที่ดีในการตรากฎหมาย ภายใต้โครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ในหัวข้อ Implementing Regulatory Reform and Mainstreaming Good Regulatory Practice ในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ต่างๆ ที่เป็นประโยชน์และเกี่ยวข้องกับการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 (มาตรา 77 และมาตรา 258 ค. ด้านกฎหมาย) และแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ
โครงการแรก สำนักงานฯ เป็นเจ้าภาพร่วมกับ OECD จัดการประชุม the 5th Meeting of Southeast Asia Regional Policy Network on Good Regulatory Practices (ASEAN – GRPN) ประจำปี พ.ศ. 2562 ในหัวข้อ “การสนับสนุนการดำเนินนโยบายด้านกฎระเบียบในยุคแห่งเทคโนโลยี” และร่วมกับรัฐบาลของสหราชอาณาจักรในการจัดสัมมนาทางวิชาการเรื่อง Can Innovation deliver better regulatory outcomes? โดยมีวัตถุประสงค์ให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ แนวคิด และประสบการณ์ระหว่างเจ้าหน้าที่สำนักงานฯ ผู้เชี่ยวชาญจาก OECD ผู้แทนประเทศสมาชิก OECD และผู้แทนประเทศสมาชิกอาเซียนที่เข้าร่วมการประชุมเกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการออกแบบและพัฒนาการจัดทำร่างกฎหมาย และการพัฒนากฎหมายเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โครงการที่สอง สำนักงานฯ ได้จัดการประชุมวิชาการระหว่างประเทศในหัวข้อ “หลักเกณฑ์ด้านกฎระเบียบที่ดีของ OECD ในยุคเทคโนโลยีแห่งความเปลี่ยนแปลง : จากทฤษฎีสู่ปฏิบัติ” โดยมีวัตถุประสงค์ให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่เจ้าหน้าที่ภาครัฐของไทยเกี่ยวกับกลไกการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมาย การประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย การนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการออกแบบและพัฒนาการจัดทำร่างกฎหมายและการเผยแพร่ข้อมูลกฎหมาย

ในการประชุมทั้งสองรายการข้างต้นได้มีผู้สนใจเข้าร่วมการประชุม/สัมมนาจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก และเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการกำหนดแนวทางการดำเนินการให้การปฏิรูปกฎหมายของประเทศไทยเกิดประสิทธิผลในทางปฏิบัติต่อไป
โครงการดังกล่าวเป็นการให้มุมมองในการออกแบบและพัฒนาการจัดทำร่างกฎหมาย ภายใต้แนวคิดที่ว่า “การมีกฎหมายเพียงเท่าที่จำเป็น โดยภาครัฐต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นผู้เกี่ยวข้องและการวิเคราะห์ผลกระทบอย่างรอบด้าน เพื่อมิให้การออกกฎหมายกลายเป็นภาระและอุปสรรคแก่ประชาชน และมาตรการที่ออกมาใช้บังคับต้องมีความคุ้มค่า ได้สัดส่วน และบรรลุผลได้จริง”

