TIJ ผลักดันหลักความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์แก้ปัญหายุติธรรมไทย

23.08.19 | 09:00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) จัดการประชุมระดับชาติว่าด้วยความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์(Restorative Justice หรือ RJ) โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญฝ่ายไทย และนานาชาติ ร่วมถกหาทางออกปัญหาระบบยุติธรรมไทย งานดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องจากการประชุมกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้าน RJ จากทั่วโลก

ศ.ดร.สุรศักดิ์ ลิขสิทธิ์วัฒนกุล ประธานกรรมการบริหาร TIJ และอาจารย์ประจำ คณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ กล่าวว่า แม้ปัจจุบันกฎหมายเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมจะให้ความสำคัญกับการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิดตามหลักสิทธิมนุษยชนและมาตรฐานระหว่างประเทศมากขึ้น แต่สำหรับประเทศไทยยังคงมีความท้าทายอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ปัญหาผู้ต้องขังล้นเรือนจำ ซึ่งมีสูงถึง 3.9 แสนคน ขณะที่กรมราชทัณฑ์รับสามารถรองรับได้เพียง 2 แสนคน จากข้อมูลการจัดอันดับผู้ต้องขังของ prisonstudies.org พบว่า ประเทศไทยมีผู้ต้องขังสูงสุดเป็นอันดับ 6 ของโลก อันดับ 3 ของเอเชีย รองจากจีนและอินเดีย และเป็นอันดันหนึ่งในอาเซียน ทั้งที่ประชากรส่วนใหญ่ในเรือนจำก่ออาชญากรรมไม่ร้ายแรง ทั้งยังพบข้อจำกัดด้านบุคลากรและงบประมาณ สถิติอาชญากรรมที่ไม่ลดลง และอัตราผู้กระทำผิดซ้ำก็ยังสูงมาก ทำให้ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการทำให้สังคมปลอดภัยได้อย่างแท้จริง

ประธานกรรมการบริหาร TIJ กล่าวอีกว่า หนึ่งในทางออกเพื่อแก้ปัญหาระบบยุติธรรมไทยคือการนำ “หลักความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ หรือ RJ” มาใช้เป็นกระบวนการยุติธรรมทางเลือก ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบฐานคิดเบื้องหลังของหลักการลงโทษเพื่อ “แก้แค้นทดแทน” กับ “สมานฉันท์” จะเห็นว่า หลักความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์จะให้ความสำคัญกับการบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการกระทำความผิดสำหรับทุกฝ่าย โดยเน้นการเยียวยาชดใช้ความเสียหายให้ผู้เสียหาย การสร้างความสำนึกผิดและความรับผิดชอบของผู้กระทำผิดในการกระทำของตน โดยเปิดโอกาสให้ผู้เสียหาย ผู้กระทำผิด และในกรณีที่เหมาะสม ญาติพี่น้อง ผู้เกี่ยวข้อง รวมทั้งผู้แทนของชุมชน ได้พบปะเจรจากันเพื่อหาทางออกร่วมกันในการแก้ปัญหา รวมทั้งการเยียวยาและเสริมพลังให้เหยื่อ/ผู้เสียหาย และการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน

Advertisement

ขณะที่ Ms.Valerie Lebaux หัวหน้างานส่วนยุติธรรม กองปฏิบัติการ สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) กล่าวว่า ในหลายประเทศประสบปัญหาเรื่องความท้าทายในระบบของกระบวนการยุติธรรม เนื่องจากใช้หลักคิด “กระบวนการแก้แค้นทดแทน” เน้นที่ผู้กระทำผิดและการลงโทษ แต่ RJ เป็นวิธีที่เน้นเรื่องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม มีความยืดหยุ่นในการช่วยลดผลกระทบต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งในฐานะผู้กระทำผิด และผู้ตกเป็นเหยื่อ และถือเป็นความท้าทายที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสังคมจะต้องเข้าใจคอนเซ็ปต์ของ RJ  สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ มีผู้เชี่ยวชาญในกระบวนการยุติธรรมจาก 21 ประเทศจากทั่วโลกมาร่วมกันหารือถึงวิธีการนำหลักของ RJ ไปใช้อย่างเหมาะสม อันเป็นงานต่อเนื่องจากการที่ TIJ ได้ร่วมกับ UNODC จัดการประชุมเพื่อทบทวนและปรับปรุงคู่มือเรื่องกระบวนการยุติธรรมสมานฉันท์ของ UNODC ระหว่างวันที่ 17-19 มิถุนายนด้วย โดย UN คาดหวังให้ชุมชนและผู้เกี่ยวข้องเกิดการตระหนักรู้ มีการนำ RJ เข้าไปใช้ในกระบวนการยุติธรรม และหวังว่าแต่ละประเทศจะนำหลัก RJ ไปใช้ในขอบเขตของกฎหมายตามความเหมาะสมตามวัฒนธรรมและประเพณี

ด้าน ศ.พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ผู้อำนวยการ TIJ กล่าวเพิ่มเติมว่า แท้จริงแล้วหลัก RJ ไม่ใช่เรื่องใหม่ของสังคมไทย ด้วยพื้นฐานของสังคมแห่งการให้อภัยและให้โอกาสผู้ที่สำนึกผิด รวมทั้งยังนิยมใช้วิธีการที่ไม่เป็นทางการ หลักยุติธรรมของ RJ จึงสอดคล้องกับวัฒนธรรมไทย แต่ไม่ได้มีการนำแนวทางนี้มาใช้มากนัก อย่างไรก็ตามในระยะหลังมีความพยายามจะนำมาใช้ และออกกฎหมายรองรับการนำ RJ มาปฏิบัติในกระบวนการยุติธรรมไทย แต่ยังอยู่ในวงที่จำกัด เช่น ในศาลเยาวชนและครอบครัว เป็นต้น

“โอกาสประสบความสำเร็จของการนำ RJ มาใช้ในบริบทประเทศไทย มีค่อนข้างสูง แต่ต้องอาศัยความเข้มแข็งและมีสายสัมพันธ์ระหว่างกันของชุมชน โดยเชื่อว่าการประชุมครั้งนี้จะเป็นจุดตั้งต้น เพราะได้รวมผู้ทำงานด้านกระบวนการยุติธรรมทั้งผู้พิพากษา เจ้าหน้าที่คุมประพฤติ กรมราชทัณฑ์ NGO หน่วยงานที่สนับสนุนผู้เสียหาย พร้อมทั้ง TIJ จะเชิญผู้ที่คิดว่าจะมีบทบาทสำคัญของประเทศไทย เช่น อธิบดีศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ผู้แทนจากสำนักงานอัยการสูงสุด คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็จะเชิญมาหารือกันเพื่อขับเคลื่อนเรื่องนี้ต่อไป

“สำหรับต่างประเทศ ในฐานะที่ TIJ เป็นหนึ่งใน 18 องค์กรทั่วโลก และเป็นองค์กรเดียวในภาคพื้นอาเซียนที่ทำงานร่วมกับ UN จึงอยากจะเป็นผู้นำและผลักดันให้หลัก RJ กลับมายอมรับในระดับโลกอีกครั้ง โดยสนับสนุนให้มีการประชุมเพื่อพัฒนาคู่มือการนำหลักการ RJ มาปฏิบัติให้ทันสมัยมากขึ้น และในเดือนกันยายนนี้ จะนำข้อมูลจากคู่มือดังกล่าวมาเปิดอบรมให้กับเจ้าหน้าที่หรือผู้ปฏิบัติงานในภูมิภาคและในไทย โดยมีผู้สังเกตการณ์และผู้เชี่ยวชาญมาร่วมจากนานาชาติ TIJ เชื่อมั่นว่า การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในเวทีนี้ จะจุดประกายให้หน่วยงานต่างๆ ในกระบวนการยุติธรรมและองค์กรประชาสังคมที่เชื่อมั่นในการเสริมพลังประชาชน ร่วมกันผลักดันแนวคิดเรื่องหลักความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์สู่การปฏิบัติจริงในกระบวนการยุติธรรมไทยต่อไป” ผู้อำนวยการ TIJ กล่าว