เมื่อเร็วๆนี้ ที่เวทีสัมมมาวิชาการวิชาการระดับชาติเรื่องความปลอดภัยทางถนน จัดโดย ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) ร่วมกับศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) มูลนิธินโยบายถนนปลอดภัย โดยการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) กรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม มีนักวิชาการทั้งไทยและต่างชาติ รวมทั้งตัวแทนภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมเสวนาจำนวนมากตลอดระยะเวลาการประชุมทั้งสองวัน ในงานสัมมนาดังกล่าวมีการบรรยายพิเศษเรื่อง “ก้าวใหม่ มอเตอร์ไซค์ ปลอดภัย” เสวนาเรื่อง “เลนรถจักรยานยนต์ ทักษะการขับขี่ของคนไทย” โดยมีประเด็นน่าสนใจเกี่ยวกับรูปแบบการจัดการระบบความปลอดภัยทางถนนจากประเทศต่างๆ ที่ไทยควรศึกษาในรายละเอียดและนำมาถอดบทเรียนเพื่อลดการบาดเจ็บ เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ รายงานขององค์กรอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) ระบุว่าประเทศไทยมีอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนถนนสูงเป็นอันดับสองของโลก โดยมีผู้เสียชีวิตในแต่ละปี กว่า 24,000 คน ร้อยละ 83 เกิดขึ้นกับกลุ่มผู้เดินเท้า ผู้ใช้จักรยาน และผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ คิดเป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจประมาณร้อยละ 3-5 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ อุบัติเหตุทางถนนเป็นสาเหตุอันดับ 1 ของการเสียชีวิตในประชากรไทย สถิติล่าสุดพบว่ามีอัตราการเสียชีวิตเฉลี่ย 32 คน ต่อประชากร 100,000 คน ขณะที่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ ภายในปี 2020 กำหนดให้ประเทศสมาชิกทั่วโลกลดอัตราการสูญเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนให้ได้ครึ่งหนึ่งของตัวเลขเดิม นับเป็นความท้าทายอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทย เนื่องจาก 90% ของการเกิดอุบัติเหตุมีสาเหตุมาจาก “พฤติกรรมคน” ที่ควบคุมได้ยาก

เนื่องจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ใช้ถนนเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา รองศาสตราจารย์ ดร.เกษม ชูจารุกุล รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกล่าวว่า การปรับแก้ไขระบบความปลอดภัยของยานพาหนะเลนรถจักรยานยนต์และโครงสร้างพื้นฐานของถนนซึ่งสามารถทำได้ทันทีจึงเป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ เพราะการออกแบบถนนให้ถูกต้องจะทำให้เกิดความปลอดภัยทั้งระบบตั้งแต่ต้นน้ำ และเป็นการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางถนนให้กับผู้ใช้ถนนทุกกลุ่ม

โครงการ ThaiRAP ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิบลูมเบิร์กเพื่อสาธารณประโยชน์ ภายใต้โครงการความคิดริเริ่มเพื่อความปลอดภัยทางถนนทั่วโลก โดยความร่วมมือกับธนาคารโลก และ International Road Assessment Programme (iRAP) ซึ่งเป็นองค์กรการกุศลด้านความปลอดภัยทางถนน ทำงานร่วมกับ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับ เพื่อสนับสนุนและผลักดันมาตรฐานความปลอดภัยทางถนนในประเทศไทยสู่ระดับสากล โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างศักยภาพของบุคลากรในประเทศไทย เพื่อสร้างแผนที่ความเสี่ยง (Risk Mapping) ในการเกิดอุบัติเหตุ และประเมินถนนแบบดาว (Star Ratings) และเสนอแนะแนวทางในการแก้ไขปัญหาอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพสำหรับถนนในประเทศไทย โดยประเมินความปลอดภัยจาก ผิวถนน ความกว้างไหล่ทาง ปริมาณคนใช้รถจักรยานยนต์ ความเร็ว คนเดินเท้า และตัวแปรอื่น ๆ อีกกว่า 50 ตัวแปรเพื่อนำมาวิเคราะห์ผ่านแบบจำลองเมื่อประเมินผลความปลอดภัยและให้คะแนนดาว จากการประเมินผลพบว่า ถนนมากกว่า 80-90% ของไทยยังอยู่ในระดับ 1-2 ดาวเท่านั้น นับว่าเป็นอันตรายอย่างมากกับผู้ใช้ถนนเช่นคนเดินเท้าและคนขับขี่รถจักรยานยนต์ ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่ม“ผู้เปราะบางบนท้องถนน” (Vulnerable Road Users: VRUs) โดยเฉพาะผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ ทำให้มีอุบัติเหตุ บาดเจ็บ-ตายสูง การศึกษาของ ThaiRAP บ่งชี้ว่า หากลงทุนเพียง 0.1% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ หรือราว 1,470 ล้านบาทในการปรับปรุงถนนให้ได้มาตรฐาน 3 ดาวสำหรับผู้ใช้งานทุกประเภท จะทำให้ประเทศไทยสามารถลดการสูญเสียชีวิตได้มากถึง 8,930 รายต่อปี การบาดเจ็บและสูญเสียชีวิตที่จะลดลงในช่วง 20 ปีจะมีมากกว่า 1.96 ล้านราย และความคุ้มค่าการลงทุนจะมีมากถึง 34 ต่อ 1 ถือว่าสูงมาก งานศึกษาชิ้นนี้จะเป็นประโยชน์กับประเทศไทยในการดำเนินนโยตามเป้าหมายของสหประชาชาติในการลดความเสี่ยงของอุบัติเหตุทางถนนสู่ระดับสากลภายในปี 2573

มร.อัลวิน ปอย ไหว ฮุง หัวหน้าหน่วยวิศกรรมจราจรและถนนไฮเวย์ จากสถาบันวิจัยความปลอดภัยทางถนนแห่งมาเลเซีย ได้ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์เสริมสร้างความปลอดภัยทางถนนในประเทศมาเลเซียบนเวทีสัมมนาครั้งนี้ว่า ประเทศเพื่อนบ้านประชาคมอาเซียนมีนโยบายความปลอดภัยทางถนนที่น่าสนใจ เมื่อปี 2548 มาเลเซียเริ่มนำนโยบายเลนรถจักรยานยนต์มาประกาศใช้เพื่อลดปัญหาการใช้ความเร็วเกินกำหนด มีการปรับปรุงถนนทางหลวงระยะทาง 150 กิโลเมตร ให้มีเลน สำหรับรถจักรยานยนต์ ขนาดความกว้างประมาณ 2-2.5 เมตร หลังจากนำมาตรการดังกล่าวมาใช้ก็สามารถลดอุบัติเหตุได้ถึง 39% และขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อสร้างเลนมอเตอร์ไซค์ขนาดความกว้างประมาณ 3 เมตรในถนนเส้นทางอื่น ๆ นอกจากเรื่องเลนรถจักรยานยนต์แล้ว ปัจจัยอื่น ๆ เช่น แสงไฟ จุดกลับรถ ถนนทางหลวงระดับจังหวัด อำเภอและตำบลที่ออกแบบไม่ดีล้วนเป็นปัจจัยที่ควรได้รับการปรับปรุงดูแล เพื่อความปลอดภัยของการจราจรและการใช้ถนนตลอดเส้นทาง

กฎเกณฑ์ข้อบังคับทางกฎหมายเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรละเลย มร.จอห์น แชตเทอร์ตัน รอส เลขาธิการสหพันธ์รถจักรยานยนต์นานาชาติ กล่าวว่าประเทศไทยควรมีข้อบังคับการติดตั้งระบบเบรกเอบีเอสควรที่บริเวณล้อหน้าของรถจักรยานยนต์ขนาด 120 ซีซีขึ้นไปจากโรงงานผลิตเพื่อยกระดับความปลอดภัยในส่วนของระบบการจัดการความปลอดภัยโดยภาครัฐ สำหรับด้านพฤติกรรมจำเป็นต้องมีเรื่องกฎหมายและข้อบังคับมาใช้ ยกตัวอย่างเช่นประเทศอังกฤษ ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ขนาด 125 ซีซีขึ้นไปจำเป็นต้องผ่านการฝึกอบรมเป็นเวลา 6 ชั่วโมง และต้องผ่านการทดสอบต่าง ๆ ถึงจะได้รับใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่ได้ ต้องต่อใบอนุญาตทุก ๆ 2 ปีและต้องเสียค่าธรรมเนียมในราคาสูงมาก ทำให้ลดจำนวนผู้ขับขี่ไปโดยปริยาย นอกจากนี้การอบรมโดยสมัครใจก็ยังได้รับความนิยมในหลายประเทศในยุโรป
“การปรับปรุงในระดับโครงสร้างด้านความปลอดภัยต่าง ๆ เหล่านี้เป็นเรื่องจำเป็นและ สามารถนำมาปรับใช้กับประเทศไทยได้มีโรงงานผลิตจักรยานนยนต์ที่ได้มาตรฐานระดับโลกและมีแรงงานที่มีทักษะและประสบการณ์มาก” มร.รอสกล่าว

สุขอนันต์ พาณิชกุล ผู้แทนกรมการขนส่งทางบก กล่าวว่า กรมฯมีแผนการติดเบรกเอบีเอสมาบังคับใช้กับรถมอเตอร์ไซค์ภายในปี 2564 นอกจากนี้ยังนำมาตรฐานยานยนต์ UNECE E-Mark ของยุโรปสำหรับการผลิตจักรยานยนต์ในประเทศไทยด้วย เป็นงานต่อเนื่องที่ภาคีเครือข่ายความปลอดภัยทางถนนของสสส. อาทิเช่น กระทรวงคมนาคม กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร กรุงเทพมหานคร และมหาวิทยาลัยเครือข่าย รวมถึงหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศต้องร่วมมือกันดำเนินงานอย่างจริงจังเพื่อสร้างมาตรฐาน ThaiRAP ซึ่งจะช่วยลดจำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตบนท้องถนนอย่างยั่งยืนต่อไป

