ปัจจุบันแนวทางการปฏิบัติว่าด้วยการซักถามเพื่อการสืบสวนสอบสวน ที่ให้ความสำคัญด้านสิทธิมนุษยชน หรือความเป็น “มนุษย์” ควบคู่หลักนิติธรรม เป็นวิธีที่ได้รับการยอมรับจากหน่วยงานของสหประชาชาติและเป็นไปตามกรอบแนวปฏิบัติสากลด้านการป้องกันการทรมาน
แม้ปัญหาที่เป็นผลจากการถูกทรมานระหว่างการสืบสวนสอบสวนจะลดลงไปแล้วในปัจจุบัน แต่ยังมีคำถามถึงความเสี่ยงต่อการถูกกระทำทรมานโดยเจ้าหน้าที่ ซึ่งหลายประเทศก็ได้พัฒนาและเข้มงวดเรื่องมาตรการการป้องกันการทรมานหลายรูปแบบ เพื่อลดความเสี่ยงในการทรมานที่เกิดขึ้นในชั่วโมงแรกๆ หรือวันแรกหลังจากการจับกุม เป็นมาตรการที่สำคัญ
เช่นเดียวกับสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ในฐานะสถาบันเครือข่ายแผนงานสหประชาชาติด้านการป้องกันอาชญากรรมและความยุติธรรมทางอาญา ที่ล่าสุดได้จับมือกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ สมาคมเพื่อการยุติการทรมาน และศูนย์สิทธิมนุษยชนนอร์เวย์ (NCHR) จัดการประชุมผู้เชี่ยวชาญนานาชาติว่าด้วย “อนาคตการสืบสวน : การซักถามเพื่อการสืบสวนสอบสวนและมาตรการป้องกันที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย” เพื่อหา “เครื่องมือ” หมายรวมถึงการสร้าง “โมเดล” ที่จะช่วยสนับสนุนการดำเนินงานในการสอบสวนที่นำไปใช้ได้จริงในทางปฏิบัติ

ศ. (พิเศษ) ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ผู้อำนวยการ TIJ เปิดเผยว่า การสอบสวนเป็นหัวใจของความสำเร็จของคดีอาญา เป็นจุดเริ่มต้นของทุกเรื่อง การสอบสวนที่ดีจะนำไปสู่ข้อเท็จจริงที่จะเป็นประโยชน์ การสอบสวนที่ไม่ได้ดำเนินการอย่างถูกต้องก็อาจกระทบต่อสิทธิพื้นฐานของบุคคล และอาจจะนำมาสู่ความไม่น่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม
“การประชุมครั้งนี้จะเป็นส่วนหนึ่งในการร่างคู่มือเกี่ยวกับเรื่องการสอบสวนด้วยวิธีการสัมภาษณ์ เพื่อนำเสนอในสหประชาชาติ โดยหวังจะพบวิธีการสอบสวนใหม่ๆ สร้างเทคนิคใหม่ๆ ให้กับพนักงานสอบสวน ที่สามารถนำไปสู่การโน้มน้าวให้พยานสารภาพหรือพูดความจริงเร็วขึ้น”

ขณะที่ด้าน พ.ต.ท.คมวิชช์ พัฒนรัฐ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านกิจการต่างประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ DSI กล่าวถึงการพัฒนางานของ DSI ว่า ที่ผ่านมาได้มีการคัดเลือกผู้เชี่ยวชาญมาร่วมประชุมและพัฒนาหลักสูตรร่วมกับ TIJ มีการจัดทำคู่มือการปฏิบัติงานและฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ ประเมินผลเพื่อพัฒนาต่อยอดงานอย่างต่อเนื่อง
“ขณะนี้ยังมีคดีที่พยานหลักฐานเยอะ เอกสารก็เยอะ ทุกคดีจะทำการบ้านก่อนที่จะไปถึงการสอบปากคำ เราเน้นย้ำเรื่องการเตรียมตัว เตรียมข้อมูล สถานที่ แต่ยังต้องตอกย้ำให้พนักงานสอบสวนและผู้เกี่ยวข้องตระหนักและทำตามมาตรฐาน ซึ่งคาดว่า ม.ค.63 จะปฏิบัติได้อย่างจริงจัง และพัฒนาหลักสูตรให้ได้มาตรฐานมากขึ้น รวมถึงจะได้เห็นมิติใหม่ๆ ของการดำเนินคดีอาญาของประเทศไทย”

สอดคล้องกับ Mr. Julien Garsany รองผู้แทนประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก UNODC ที่มองอนาคตของการสืบสวนสอบสวนว่า ถึงเวลาแล้วที่จะมองหาวิธีการที่จะจัดการกับอาชญากรรมในลักษณะที่เป็นองค์กร ซึ่งควรจะต้องมีการเน้นเปลี่ยนทิศทางในการสืบสวนสอบสวน โดยใช้วิธีการเชิงคุณภาพ งานลักษณะนี้ใช้เวลาและทรัพยากร จึงจำเป็นต้องใช้เทคนิคใหม่ๆ รวมถึงความเข้มข้นในการทำงานมากขึ้น เพื่อช่วยให้สามารถสืบสวนสอบสวนได้อย่างมีประสิทธิผล และทำให้เมื่อคดีไปถึงชั้นศาลมีน้ำหนักสูง

นอกจากนี้ในเวทีประชุมยังหารือถึงแนวทางการปฏิบัติ และรูปแบบการซักถามที่ไม่มีการบีบบังคับในทางปฏิบัติ โดย Mr. Juan E. Mendez อดีตผู้ตรวจการพิเศษด้านการทรมานแห่งสหประชาติ ได้ชี้แนะว่า ผู้สัมภาษณ์จะต้องมีความเป็นกลางและมีความยุติธรรม ตั้งแต่ขั้นตอนการจับกุมจนถึงคุมขัง บุคคลที่ถูกจับกุมไม่ควรอยู่ที่เดียวกันกับผู้ที่ทำการสอบสวน และควรมีสิทธิที่จะเข้าถึงทนายความ เช่นเดียวกับ Mr. Asbjorn Rachlew ผู้กำกับการตำรวจ สำนักงานตำรวจประเทศนอร์เวย์ กล่าวว่า วิธีการที่จะช่วยให้ตอกย้ำความน่าเชื่อถือของข้อมูลได้ ส่วนหนึ่งจะต้องสร้างความสัมพันธ์กับผู้ถูกสัมภาษณ์ เปิดโอกาสให้ได้เล่าเรื่อง โดยผู้สัมภาษณ์ทำหน้าที่ฟังจนถึงเวลาที่ต้องสัมภาษณ์ และคำสัมภาษณ์ก็ควรแบ่งเป็นขั้นเป็นตอน โดยคำนึงถึงเรื่องของสิทธิมนุษยชนด้วย
ทั้งหมดเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ TIJ มุ่งผลักดันร่วมกับผู้เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิด “เครื่องมือ” ปรับใช้ในการสืบสวนสอบสวนมากขึ้น อันจะช่วยยกระดับความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมไทยในอนาคต ควบคู่ไปกับ “ประชาชน” ได้รับการบริการงานยุติธรรมที่สะดวกรวดเร็วและเป็นธรรม

