เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมาที่เอ็มซีซีฮอลล์ ศูนย์การค้าเดอะมอลล์นครราชสีมา จ.นครราชสีมา นายแพทย์ชิโนรส ลี้สวัสดิ์ รองอธิบดีกรมสุขภาพจิตในฐานะผู้แทนเลขานุการโครงการ TO BE NUMBER ONE กล่าวในการแข่งขัน TO BE NUMBER ONE TEEN DANCERCISE THAILAND CHAMPIONSHIP 2020 รอบชิงชนะเลิศระดับภาคตะวันออกเฉียงเหนือว่า การแข่งขันเต้น TO BE NUMBER ONE TEEN DANCERCISE เป็นกิจกรรมทางเลือกหนึ่งในโครงการ TO BE NUMBER ONE ซึ่งเป็นไปตามแนวพระดำริของทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี องค์ประธานโครงการ ที่ต้องการส่งเสริมให้วัยรุ่นและเยาวชนกล้าแสดงออก การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและยอมรับความคิดเห็นของคนอื่น มีน้ำใจ เคารพกฎเกณฑ์ ได้เรียนรู้การทำงานเป็นทีม ก่อให้เกิดความสามัคคี สร้างมนุษยสัมพันธ์ที่ดี มีความอดทน ควบคุมตนเองได้ดี ข้อสำคัญคือการสร้างพลังของคนรุ่นใหม่ให้ใช้เวลาว่างในทางสร้างสรรค์ทำให้ห่างไกลยาเสพติด ตามวัตถุประสงค์ของโครงการ TO BE NUMBER ONE ซึ่งมีคำขวัญ “เป็นหนึ่งโดยไม่พึ่งยาเสพติด”
“กิจกรรมนี้ได้จัดต่อเนื่องมากว่า 17 ปี และพบว่าเป็นกิจกรรมที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง มีเยาวชนจากทั่วประเทศสนใจและเข้าร่วมเพิ่มมากขึ้นทุกปี เยาวชนที่เข้าร่วมแข่งขันเกิดการพัฒนาทักษะด้านการเต้นที่ดียิ่งขึ้นจนสามารถเข้าร่วมแข่งขันในเวทีระดับโลก เช่น สมาชิกทีม AWESOME JUNIOR ได้รางวัลแชมป์ฮิพฮอพโลกที่สหรัฐอเมริกาถึง 2 ปีซ้อน กลับมาสร้างความภาคภูมิใจและสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย เป็นแบบอย่างในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับเพื่อนๆเยาวชนที่มีใจรักการเต้น
ด้านหม่อมหลวงยุพดี ศิริวรรณ เลขาธิการมูลนิธิและที่ปรึกษาโครงการ TO BE NUMBER ONE กล่าวว่าการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ระดับภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้รับความร่วมมือจากจังหวัดต่างๆ ส่งทีมเข้าแข่งขัน ทั้ง 3 รุ่น จำนวน 80 ทีม เป็นภาคที่มีจำนวนเยาวชนเข้าร่วมกิจกรรมมากที่สุด ซึ่งผลการแข่งขัน “รุ่น JUNIOR”ชนะเลิศอันดับที่ 1 ทีม Boss Za รร.บ้านก้านเหลือง จ.ศรีสะเกษ, อันดับที่ 2 ทีม Yong Blood Junior รร.สาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฎนครราชสีมา จ.นครราชสีมา และอันดับที่ 3 ทีม KP Dance Kids จาก KP Dance Academy จ.ขอนแก่น, รางวัลชมเชยทีม J.K.P Dance รร.จุฬางกูรวิทยา จ.บุรีรัมย์ และทีม BABY TO BE NUMBER ONE DANCE ทีมอิสระ จ.อำนาจเจริญ / “รุ่น PRE-TEENAGE” ชนะเลิศอันดับที่ 1 ทีมThossaporn Thunder รร.ทศพรวิทยา จ.บุรีรัมย์, อันดับที่ 2 ทีม Yes! I Like รร.บ้านก้านเหลือง จ.ศรีสะเกษ และอันดับที่ 3 ทีม MINI PEHCHEW รร.มุกดาหาร จ.มุกดาหาร, รางวัลชมเชยทีม OLDIE G รร.มูลนิธิวัดศรีอุบลรัตนาราม จ.อุบลราชธานี และทีม AMBACK DANCE รร.เทศบาล 2 จ.บุรีรัมย์ / “รุ่น TEENAGE” ชนะเลิศอันดับที่ 1 ทีม Fabulous D Crew ชมรม TO BE NUMBER ONE รพ.มหาสารคาม จ.มหาสารคาม, อันดับที่ 2 ทีม REQUIRES รร.มุกดาหาร จ.มุกดาหาร และทีม UDON Friend Corner Dance Crew เทศบาลนครอุดรธานี จ.อุดรธานี, อันดับที่ 3 ทีมโคราชการเต้น ทีมอิสระ จ.นครราชสีมา, อันดับที่ 4 ทีม 2020 Punk รร.กัลยาณวัตร จ.ขอนแก่น, อันดับที่ 5 ทีม The BSD รร.ละทายวิทยา จ.ศรีสะเกษ และทีม Group Royal Crew รร.ละหานทรายรัชดาภิเษก จ.บุรีรัมย์
“ปีนี้มีหลายทีมที่มีความสามารถใกล้เคียงกัน นอกจากการเต้นที่แข็งแรงพร้อมเพรียงแล้ว คณะกรรมการต้องตัดสินคัดเลือกทีมที่มีสไตล์การเต้นที่ชัดเจนท่าเต้นเข้ากับ Theme และเพลงที่เลือก มีจุดเด่นที่ทำให้เห็นความแตกต่างจากทีมอื่น ซึ่งปีนี้จะมีทีมที่ผ่านเข้าไปแข่งขันในระดับประเทศมากกว่าปีที่ผ่านๆมา จึงขอฝากให้ทุกๆทีมที่ได้รับคัดเลือก ตั้งใจฝึกฝนพัฒนาให้เต็มที่เพื่อจะได้มีความพร้อมเข้าไปชิงชัย
ในระดับประเทศต่อไป ส่วนทีมที่ไม่ได้ไปต่อก็อย่าท้อ ขอให้กลับไปปรับปรุงพัฒนาหาจุดเด่นของทีมตัวเองให้เจอ แล้วกลับมาสู้กันใหม่ในปีต่อไป
นายสมชาย นพรัตน์ “ครูอู๊ด” ครูผู้ฝึกสอนทีม Boss Za ชนะเลิศอันดับ 1 รุ่น JUNIOR และทีม Yes! I Like ชนะเลิศอันดับ 2 รุ่น PRE-TEENAGE เล่าว่า ปีนี้เป็นปีแรกที่ได้เข้ารอบชิงชนะเลิศของทั้ง 2 ทีมสำหรับที่มาของทีม Boss Za ในรุ่น Junior มาจากตัวเด็กที่มีบุคลิกความกวน ความซน เสมือนเป็นเจ้านายตัวน้อยที่มีความซ่าส์ จึงเลือกบทเพลงสไตล์เกาหลีมาใช้ในการแข่งขันครั้งนี้ ให้เหมาะและเข้ากันกับกระแสสังคมในปัจจุบัน เน้นความสุข ความสดใสร่าเริงของเด็กๆที่ได้มาโรงเรียนและได้มาร่วมทีมเต้นเพื่อแข่งขันในครั้งนี้โดยแนะนำเด็กๆว่า ถ้าอยากทำอะไรที่ตนเองมีความสุข ถ้าอยากเต้นก็ให้แสดงออกให้เต็มที่ ส่วนทีม Yes! I Like รุ่น Pre-Teenage ได้แรงบันดาลใจจากยุค 90 และคิดว่าคณะกรรมการน่าจะชื่นชอบบทเพลงในยุคนั้นที่มีความสนุกสนานและมีสีสัน เช่น เพลงของศิลปิน โจอี้บอย เบิร์ด ธงไชย ที่คนไทยเข้าใจง่าย จึงได้เลือกบทเพลงในยุคนั้นมานำเสนอผ่านการเต้นของเด็กๆ
“จากการเป็นครูฝึกสอนทีมเต้นให้กับเด็กๆทั้ง 2 ทีม สิ่งแรกที่เห็นความเปลี่ยนแปลงในตัวเด็ก“การเต้น” ช่วยเปลี่ยนเด็กๆได้มาก ฝึกความมีระเบียบวินัย การตรงต่อเวลาและมีความรับผิดชอบ ช่วยเสริมความแข็งแรงของร่างกาย เพราะมีเด็กบางคนที่สุขภาพร่างกายไม่ดี เคยป่วยหนักมาก่อน เคยต้องพักฟื้นนานกว่า 6 เดือน แต่เมื่อมาเข้าร่วมทีมเด็กได้ออกกำลังกาย จนปัจจุบันร่างกายดีขึ้นมาก ผู้ปกครองก็มีความสุขเพราะเห็นว่าการเต้นของเด็กๆมีประโยชน์ นอกจากจะช่วยให้เด็กๆได้ออกกำลังกายแล้ว พฤติกรรมหลายๆอย่างก็เปลี่ยนและดีขึ้นด้วย ตัวเองทำงานคู่กับ TO BE DANCERCISE มา 17 ปี ตั้งแต่เริ่มโครงการจากเต้นแอโรบิกจนมาถึงทุกวันนี้ ได้มีโอกาสเห็นพัฒนาการของเด็กและเห็นประโยชน์ของกิจกรรมนี้เราเองในฐานะครูสอนเต้นเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมให้เด็กรู้จักความมีวินัย มีความอดทน เป็นความรู้สึกที่ดีที่สุด
ฉัตรกมล ลาพานิชย์ “ตอง” ตัวแทนทีม Fabulous D Crew ทีมชนะเลิศอันดับ 1 รุ่น Teenage ชมรม TO BE NUMBER ONE รพ.มหาสารคาม จ.มหาสารคาม เล่าว่า ทางทีมได้ร่วมแข่งขัน TO BE NUMBER ONE TEEN DANCERCISE มาหลายปีแล้ว และปีนี้ทีมใช้การเต้นแบบ HIP HOP NEW STYLE ซึ่งเป็นความถนัดและจุดแข็งของทีม และต้องการสื่อถึงพลังคนรุ่นใหม่ผ่านการเต้น แสดงถึงความแข็งแรง มีท่าทางเฉพาะตัว แสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์และนำการแต่งตัวของต่างประเทศเข้ามาประยุกต์ใช้ให้เข้ากันด้วย
ขอขอบคุณ TO BE NUMBER ONE TEEN DANCERCISE เพราะเป็นเวทีเริ่มต้นสำหรับการเต้นของตนเองและยังเป็นเวทีในฝัน เป็นแรงบันดาลใจให้กับเด็กๆหลายคนในยุคนี้ อยากเป็นกำลังใจให้ทุกๆคนที่รักการเต้น หรืออยากลองหัดเต้น ให้ตั้งเป้าหมายของตนเองทำในสิ่งที่เรารัก ไม่ว่าในการแข่งขันจะชนะหรือไม่ อย่างน้อยให้เราชนะใจตนเอง ทำให้เราได้พัฒนาตนเอง โครงการนี้เป็นโครงการที่มีประโยชน์มาก หากไม่มีโครงการนี้เราก็ไม่รู้จะไปแสดงออกได้ที่ไหน และอาจจะไม่ได้เจอกลุ่มเพื่อนที่ชอบและรักการเต้นเหมือนๆกัน
อานนท์ มะหัด “นนท์”หัวหน้าทีม Fabulous D Crew ชมรม TO BE NUMBER ONE รพ.มหาสารคาม จ.มหาสารคาม เล่าถึงความรู้สึกของตนเองว่าโครงการ TO BE NUMBER ONE TEEN DANCERCISE ถือเป็นเวทีเริ่มต้นของนักเต้นที่โด่งดังหลายคน ตนเองมองว่าเด็กไทยโหยหาเวทีนี้เป็นเวทีแรก เพื่อแสดงออกทางความคิดสร้างสรรค์และศักยภาพทางการเต้นของตนเอง มองว่าที่นี่คือจุดเริ่มต้นของนักเต้นที่ดีที่สุดของประเทศไทย และการได้มาร่วมกิจกรรมนี้ทำให้ได้เรียนรู้วิธีการทำงานของผู้ใหญ่ การติดต่อประสานงานกับระดับจังหวัด ช่วยเพิ่มประสบการณ์ทำงานและทำให้มีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น สำหรับน้องๆในทีมการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจนคือเด็กที่ฝึกเต้นจะรู้จักใช้ร่างกายเป็น เรียนรู้วิธีการใช้ร่างกายผ่านท่าทางการเต้น มีพัฒนาการด้านทักษะ ความชำนาญ เป็นคนมีระเบียบวินัย ตรงต่อเวลา ที่สำคัญทุกคนจะรักสามัคคีและเป็นหนึ่งเดียวกัน“ขอขอบพระคุณทูลกระหม่อมที่ได้ทำโครงการดีดีแบบนี้เพื่อเยาวชนไทย”

