โครงการประกันรายได้เกษตรกร เป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วนที่คาดหวังเข้ามาเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาผลผลิต ล้นตลาดและราคาพืชตกต่ำ ซึ่งโครงการประกันรายได้ถูกขับเคลื่อน ภายใต้การบริหารงานของ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้กล่าวไว้ว่า “ต้องการดูแลและช่วยเหลือเกษตรกรที่กำลังเผชิญปัญหาราคาพืชผลเกษตรกรตกต่ำ จนกระทบต่อรายได้และความเป็นอยู่ อีกทั้งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากของประเทศให้มีการขยายตัว โดยนำร่องในพืชเศรษฐกิจของไทย 5 ชนิด ได้แก่ ข้าวเปลือก ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และยางพารา”
จากนั้นกระทรวงพาณิชย์ เร่งปฏิบัติการเรียกประชุมทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยงานจากภาครัฐกลุ่มเกษตรกร และกลุ่มเอกชน หาข้อสรุปเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการ การดำเนินโครงการประกันรายได้ เพื่อให้การดำเนินนโยบายราบรื่นและบรรลุได้ตามเป้าหมาย พร้อมกับการซักซ้อมกับหน่วยงานปฏิบัติ ในหลักการโครงการประกันรายได้ รัฐบาลระบุไว้ว่า
- โครงการประกันรายได้ จะช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรในช่วงที่ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ
- ราคาประกันรายได้ที่กำหนดหรือราคาเป้าหมายเป็นราคาที่กำหนดมาจากค่าเฉลี่ยต้นทุนการผลิต บวกค่าขนส่ง และบวกกับกำไรขั้นต้นประมาณ 25% สำหรับผลผลิตที่มีคุณภาพดี ตรงตามมาตรฐาน
- ราคาตลาดอ้างอิง กำหนดมาจากราคาเฉลี่ยที่มีการซื้อขายจริงทั่วประเทศ โดยพิจารณาประกอบกับราคาผลผลิตที่แปรรูปแล้วจำหน่ายได้จริง (เช่น ข้าว ราคาของข้าวสาร ทอนกลับมาเป็นราคาผลผลิตต้นน้ำคือ ราคาข้าวเปลือก) ราคาที่โรงสีรับซื้อ กำหนดเป็นราคาตลาดอ้างอิงตามประกาศ
- ราคาตลาดอ้างอิง ถูกกำหนดเป็นระยะๆ ปรับไปตามช่วงเวลากับการขายจริงของเกษตรกรแต่ละราย
- เมื่อนำราคาเป้าหมาย เทียบกับราคาตลาดอ้างอิงในแต่ละงวด หากราคาเป้าหมายสูงกว่าราคาตลาดอ้างอิงเท่าไรก็จะจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างให้เท่านั้น โอนตรงเข้าบัญชีเงินฝากของเกษตรกรแต่ละรายที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ทุกรายที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ โดยตรงตามช่วงระยะเวลาที่กำหนดภายใน 3 วัน นับตั้งแต่วันที่ประกาศราคาเกณฑ์กลางอ้างอิง ในแต่ละรอบ โดยเกษตรกรไม่ต้องทำสัญญากับ ธ.ก.ส.
- สำหรับผลผลิตพืชผลการเกษตรที่เกษตรกรผลิตได้ แล้วนำไปขาย จะได้ราคาเท่าไร ขึ้นกับคุณภาพของผลผลิตและกลไกตลาด
ตามปกติ รัฐจะไม่เข้าไปแทรกแซงหรือบิดเบือนกลไกราคาตลาด นั่นหมายถึง เกษตรกรจะมีรายได้ 2 ส่วน คือ รายได้จากการขายสินค้าเกษตร และรายได้จากราคาชดเชย(ส่วนต่าง) ที่รัฐบาลจ่ายให้ ซึ่งคำนวณจากราคาเป้าหมายหักราคาเกณฑ์กลางอ้างอิง เท่ากับส่วนต่างที่รัฐชดเชย นับจากวันที่ 25 กรกฎาคม ที่รัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ใช้เวลาเพียง 2 เดือนเศษ กระทรวงพาณิชย์ ก็สามารถจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างประกันรายได้ให้กับพืชชนิดแรก คือ ปาล์มน้ำมัน ในวันที่ 1 ตุลาคม 2562 ซึ่งมีชาวสวนปาล์มที่ขึ้นทะเบียนขอใช้สิทธิ์ได้รับเงิน 11,987 บาทต่อราย ซึ่งคำนวณจากส่วนต่างราคาเป้าหมายที่รัฐบาลกำหนด 4 บาทต่อกิโลกรัม เทียบราคาตลาดย้อนหลัง 45 วันตามหลักเกณฑ์เฉลี่ยที่ 2.68 บาทต่อกิโลกรัม จึงมีราคาส่วนต่าง 1.32 บาทต่อกิโลกรัม และมีกำหนดจ่ายต่อไปจนครบ 8 งวดในฤดูการผลิตปี 2562/63
จากนั้นวันที่ 15 ตุลาคม 2562 สามารถจ่ายเงินส่วนต่างประกันรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว โดยหลักเกณฑ์โอนเงินทุก 15 วัน จนครบฤดูการผลิตปี 2562/63 ซึ่งงวดแรกมีชาวนาได้รับเงินสูงสุดถึง 74,000 บาท สำหรับราคาเป้าหมายและปริมาณที่กำหนดในข้าว 5 ชนิด ได้แก่ ข้าวเปลือกหอมมะลิ ตันละ 15,000 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 14 ตัน ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ ตันละ 14,000 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 16 ตัน ข้าวเปลือกเจ้า ตันละ 10,000 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 30 ตัน ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี ตันละ 11,000 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 25 ตัน และข้าวเปลือกเหนียว ตันละ 12,000 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 16 ตัน
นอกจากนี้ โครงการที่รัฐบาลได้ดำเนินการคู่ขนานไปกับการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ก็คือมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ปีการผลิต 2562/63 เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมาก เป็นการดึงอุปทานออกจากตลาดและเพิ่มช่องทางเลือกเสริมสร้างความเข้มแข็ง และเพิ่มอำนาจต่อรองในการจำหน่ายข้าวของเกษตรกร โดยในปีการผลิต 2562/63 ได้ดำเนินโครงการฯ เพื่อดึงอุปทานข้าวเปลือกออกจากตลาด 6.5 ล้านตัน ใน 3 โครงการ ได้แก่
- โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือก โดยให้สินเชื่อเกษตรกรรายบุคคล และสถาบันเกษตรกร เก็บข้าวไว้ในยุ้งฉาง เป้าหมาย 1 ล้านตันข้าวเปลือก
- โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวโดยสถาบันเกษตรกร เป้าหมาย 1.5 ล้านตันข้าวเปลือก โดยสนับสนุนสินเชื่อแก่สถาบันเกษตรกร เพื่อรวบรวมข้าวเปลือกเพื่อจำหน่าย และ/หรือเพื่อการแปรรูป และ
- โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต็อก เป้าหมาย 4 ล้านตันข้าวเปลือก โดยให้ ผู้ประกอบการค้าข้าวที่เข้าร่วมโครงการฯ รับซื้อข้าวเปลือกของเกษตรกรแล้วเก็บ เป็นระยะเวลา 2 – 6 เดือน
ส่วนยางพารา ประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกยางสำหรับยางแผ่นดิบชั้นสามกิโลกรัมละ 60 บาท น้ำยางสด 57 บาทต่อกิโลกรัม ยางก้อนถ้วย 23 บาทต่อกิโลกรัม จ่ายเงินส่วนต่างช่วงวันที่ 1 – 15 พฤศจิกายน ซึ่งเตรียมเงินเข้าบัญชีเกษตรกรรวม 24,000 ล้านบาท ตามด้วยวันที่ 1 ธันวาคม 2562 จ่ายส่วนต่างประกันรายได้มันสำปะหลัง ที่กำหนดเป้าหมายไว้ 2.50 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งงวดแรกชาวไร่มันสำปะหลังประมาณ 2,781 ครัวเรือนได้เงินชดเชย 0.23 บาทต่อกิโลกรัม จากทั้งหมด 490,000 ครัวเรือน ส่งท้ายปี 2562 ด้วยการจ่ายชดเชยประกันรายได้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 8.50 บาทต่อกิโลกรัม ที่ความชื้น 14.5% ครัวเรือนละไม่เกิน 30 ไร่ ปลูกตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2562 เป็นต้นไป ในวันที่ 20 ธันวาคม 2562 โดยเกษตรกรได้รับเงินชดเชยประมาณ 96,740 ครัวเรือน ส่วนต่าง 0.29 บาท ต่อกิโลกรัม จากทั้งหมด 340,909 ครัวเรือน
จากข้อมูลล่าสุด กรมการค้าภายใน เผยผลจากการดำเนินโครงการ ตั้งแต่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบให้ดำเนินโครงการ มีเกษตรกรได้รับการโอนเงินส่วนต่างแล้วจากโครงการประกันรายได้พืชเกษตร 5 ชนิด คือ ปาล์มน้ำมัน ข้าว ยางพารา มันสำปะหลังและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รวม 2,126,061 ครัวเรือน มีวงเงินที่จ่ายส่วนต่างชดเชยให้กับเกษตรกรรวม 24,604.73 ล้านบาท แยกเป็นปาล์มน้ำมัน 324,281 ครัวเรือน คิดเป็นเงิน 2,627.53 ล้านบาท ข้าว 785,405 ครัวเรือน คิดเป็นเงิน 16,023.04 ล้านบาท ยางพารา 940,740 ครัวเรือน คิดเป็นเงิน 5,674.56 ล้านบาท มันสำปะหลัง 2,781 ครัวเรือน คิดเป็นเงิน 63.96 ล้านบาท และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 72,854 ครัวเรือน คิดเป็นเงิน 215.64 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ก็ยังมีการปรับวิธีการและเงื่อนไข เพื่อให้การจ่ายชดเชยส่วนต่างมีความสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน อย่างราคาข้าว ปรับระยะเวลาการพิจารณาการชดเชยส่วนต่างระหว่างราคาประกันรายได้กับราคาเกณฑ์กลางอ้างอิงใหม่ จากเดิมทุก 15 วัน เป็นทุก 7 วัน เพื่อให้สะท้อนกับราคาที่แท้จริงที่บางช่วงราคาข้าวปรับขึ้นลงเร็วตามปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดมาก และจากการนำร่องโครงการจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างประกันรายได้เกษตรกร ทั้งพืช 5 ชนิด สะท้อนว่าเป็นโครงการที่ได้รับผลตามที่คาดหวังไว้ ดูจากการเคลื่อนไหวของราคาพืชทั้ง 5 ชนิด จะพบว่า สามารถชะลอการไหลลงของราคา ณ ช่วงที่มีการเก็บเกี่ยวพร้อมกัน และสามารถพยุงราคาพืชไม่ให้แกว่งขึ้นหรือลงอย่างรวดเร็ว ดูได้จากพืชบางชนิดบางช่วงเกษตรกรสามารถขายได้ราคาสูง เกินราคาเป้าหมาย หากเป็นช่วงเวลาที่ราคาผลผลิตตกต่ำเกษตรกรจะได้รับรายได้จากการชดเชย ซึ่งจะเป็นเงินอีกก้อนที่จะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ต่อเนื่องเพื่อนำไปจ่าย เพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
ดังนั้น การจ่ายเงินให้ชาวนา ชาวสวน ชาวไร่ ในเวลาที่กำหนด พิสูจน์ว่านโยบายประกันรายได้ของรัฐบาล และภายใต้การขับเคลื่อนของกระทรวงพาณิชย์ สามารถทำได้ไว ทำได้จริง ที่สามารถโอนเงินชดเชยส่วนต่างงวดแรกของพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศได้ภายใน 90 วัน นับจากวันแถลงนโยบายต่อรัฐสภา และบัดนี้นโยบายประกันรายได้เกษตรกรก็มีความคืบหน้าเป็นลำดับ

