ฉัตรชัย เดินหน้าผลักดันการทำประมงพื้นบ้านอย่างยั่งยืน ชี้ควรเร่งขึ้นทะเบียนประมงให้ถูกต้อง สร้างความเข้มแข็งของชุมชนและสร้างความอุดมสมบูรณ์ของชายฝั่งทะเล

– การบริหารจัดการประมงทะเลที่จะนำไปสู่ความยั่งยืน คือส่วนหนึ่งในแผนปฏิรูปประเทศ ซึ่งอยู่ใต้กรอบงานตามรัฐธรรมนูญ​ ปี 2560 ที่กำหนดให้สมาชิกวุฒิสภาติดตาม เร่งรัด การปฏิรูปประเทศและการดำเนินการตามแผนแม่บทยุทธศาสตร์​ชาติ 20 ปี โดยที่ผ่านมาการแก้ปัญหาเรื่องการทำประมงที่ผิดกฎหมาย หรือ IUU นั้น ใบเหลืองไม่ใช่สิ่งสำคัญ แต่ใบเหลืองถือเป็นจุดเริ่มต้น ขณะที่ปลายทางคือการทำประมงแบบยั่งยืน ซึ่งจากการที่คณะกรรมาธิการการเกษตร วุฒิสภาได้มีโอกาสคลุกคลีกับชาวประมงพื้นบ้านแล้ว ส่วนใหญ่มีจิตวิญญาณด้านการทำประมงอย่างยั่งยืน ดังนั้นเมื่อมีจุดยืนเหมือนกัน โอกาสที่จะทำให้สำเร็จก็จะเกิดขึ้น

-โดยการประชุมสมัชชา​ชาวประมงพื้นบ้านประเทศไทย ครั้งที่7 ในวันนี้ นายสะมะแอ เจ๊ะมูดอ นายกสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย ระบุว่า การประชุมครั้งนี้ มีสมาชิกเข้าร่วม 52 องค์การ แยกเป็น 23 สมาคม กับ 27 กลุ่ม เพื่อให้ชาวประมงพื้นบ้านในประเทศไทย ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน และร่วมกันประเมินสถานการณ์ “ความมั่นคงทางอาหาร คุณภาพชีวิตของชาวประมงพื้นบ้าน และทรัพยากรประมงในประเทศไทย” ด้วยตนเอง พร้อมทั้งรับฟังข้อเสนอในการแก้ไขปัญหาชุมชนประมงพื้นบ้าน และแนวทางการประสานความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ เพื่อนำไปสู่ความยั่งยืนทางทรัพยากรและอาชีพประมงพื้นบ้าน

– ขณะที่ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลป์ยะ ประธานคณะกรรมาธิการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา กล่าวว่า แม้ทางสหภาพยุโรปได้ประกาศปลดสถานะใบเหลืองของภาคประมงไทย เพื่อแสดงการยอมรับต่อความก้าวหน้าของการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย หรือ (IUU) ของไทยก็ตาม แต่การปลดใบเหลืองไม่ใช่เรื่องสำคัญ ถือเป็นการเริ่มต้น เพราะเป็นเพียงสัญลักษณ์เท่านั้นเอง ซึ่งสิ่งที่อยากเห็นและให้เกิดกับประเทศไทยคือ  การทำประมงอย่างยั่งยืน ซึ่งย้ำมาตลอดว่าหากทำประมงอย่างยั่งยืนได้ใบเหลืองจะหายไปเองโดยธรรมชาติ  ทรัพยากรจะดีขึ้นทุกอย่าง ขณะเดียวกันอยากเห็นการทำประมงพื้นบ้านบนความภาคภูมิใจ ในอาชีพที่มีเกียรติ และเดินออกไปที่ไหนก็ได้ ไม่ถูกมองว่าเป็นผู้ร้ายเป็นคนไม่ดี  มีเรือเถื่อน ซึ่งสิ่งเหล่านี้บั่นทอนความรู้สึกของชาวประมง

Advertisement

พลเอกฉัตรชัยยังเน้นย้ำ ให้ประมงพื้นบ้านได้ร่วมกันทำให้เกิดขึ้นคือ (1) การขึ้นทะเบียนประมงพื้นบ้าน เวลามีปัญหา รัฐบาลจะได้นำข้อมูลที่ถูกต้องมาช่วยเหลือได้ (2) การขึ้นทะเบียน อัตลักษณ์เรือประมงพื้นบ้านขอให้มาขึ้นทะเบียนให้หมด (3) เมื่อทุกจังหวัดรวมตัวกัน สิ่งที่อยากฝากไว้คือการกำหนดกติกาและการรักษากติกา (4) ขอให้สร้างความเข้มแข็งของชุมชนและสร้างความอุดมสมบูรณ์ของชายฝั่ง (5) อยากเห็นประมงพื้นบ้านมีที่ยืนบนเวทีสาธารณะทั้งในและต่างประเทศ ประกาศให้โลกได้เห็นว่าเราเป็นประมงที่ถูกกฎหมายและรักษาสิ่งแวดล้อม

ผลจากการดำเนินงานที่ผ่านมาหากเทียบจากปี พ.ศ. 2559 ถึงปี พ.ศ.2562 มีการจับสัตว์น้ำได้มากขึ้นเกือบ 2 พันตัน อีกทั้ง กุ้ง หอย ปู ปลา มีขนาดลำตัวใหญ่ขึ้น ซึ่งหลายชนิดที่เคยหายไปจากท้องทะเล อย่างเช่น ฉลาม วาฬ เต่าทะเล ได้กลับมาให้เห็นอีกครั้ง

-คณะกรรมาธิการการเกษตร ยังได้เดินทางไปติดตามงาน ณ ศูนย์ควบคุมการแจ้งเข้า-ออก เรือประมง หรือ ไปโป้ ( PIPO) ปากบารา เพื่อรับทราบปัญหาอุปสรรค ในการปฏิบัติงาน ของศูนย์ และด่านตรวจสัตว์น้ำจังหวัดสตูล ซึ่งปัจจุบัน มีเรือประมงพื้นบ้านที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องแล้ว 55,074 ลำ แต่จำนวนมีชาวประมงที่มาขึ้นทะเบียน 38,456 คน เท่ากับยังมีชาวประมงพื้นบ้านที่มีเรือ แต่ไม่มาขึ้นทะเบียนชาวประมงพื้นบ้านอีก 16,615 คน จึงอยากขอให้ประชาสัมพันธ์ให้ชาวประมงมาขึ้นทะเบียน เพื่อประโยชน์ของพี่น้องชาวประมงเอง ทั้งนี้ พลเอกฉัตรชัย ยังเน้นย้ำ PIPO เป็นหน่วยที่มีความสำคัญในกลไก การติดตาม ควบคุม เฝ้าระวัง การทำประมง ดังนั้นควรมีแผนพัฒนาศักยภาพศูนย์ PIPO อย่างต่อเนื่อง ใช้เทคโนโลยีช่วยทำงานเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการทำงาน และทำงานเชื่อมโยงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการลาดตระเวนทางทะเล เพิ่มความถี่ในการตรวจ เพื่อเป็นการป้องปราม และสร้างความสัมพันธ์อันดีกับพี่น้องชาวประมง เพื่อนำไปสู่จุดมุงหมายเดียวกัน คือการทำประมงอย่างยั่งยืน

 

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image