นายโสภณ ทองดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เปิดเผยว่า ทรัพยากรชายฝั่งทะเลของประเทศไทยมีความหลากหลายและสมบูรณ์มากแห่งหนึ่งของโลก แต่ในปัจจุบันทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอยู่ในสภาวะที่เสื่อมโทรมลงอย่างมาก เนื่องจากมีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรเหล่านี้อย่างขาดความรับผิดชอบและขาดจิตสำนึกที่ดีทำให้ความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตในบริเวณชายฝั่งทะเลมีการเปลี่ยนแปลงลดลง โดยมีสาเหตุจากการสูญเสียระบบนิเวศชายฝั่ง ได้แก่ ป่าชายเลน แหล่งหญ้าทะเล แนวปะการัง ที่มีความอ่อนไหวต่อผลกระทบ ที่เกิดขึ้น พื้นที่บริเวณชายฝั่งของประเทศไทยบางจังหวัด มีความโดดเด่นในด้านทรัพยากรทางทะเล ที่ หลากหลายไม่ว่าจะเป็นป่าชายเลน แหล่งหญ้าทะเล โลมาอิรวดี โลมาสีชมพู และแนวปะการัง แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันพบว่า ทรัพยากรดังกล่าวถูกคุกคาม จากทั้งธรรมชาติเองและภัยจากน้ำมือมนุษย์ ที่ใช้ทรัพยากรอย่างจงใจและรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติเหล่านั้นลดน้อย จนใกล้จะสูญหายไปจากประเทศไทย

นายโสภณ อธิบดี ทช. กล่าวว่า กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบในด้านการสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชน ชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการแสดงความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาจัดทำนโยบายและแผนการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแห่งชาติและจังหวัด ให้คำปรึกษา ถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีแก่ประชาชน ชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการบริหารจัดการ การปลูก การบำรุงรักษา การฟื้นฟู และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รวมทั้งช่วยเหลือและสนับสนุนการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมในเรื่องดังกล่าว แต่การปฏิบัติงานโดยลำพังนั้นไม่สามารถดูแลครอบคลุมพื้นที่ได้ทั่วถึง เนื่องจากมีข้อจำกัดของจำนวนเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานที่ค่อนข้างน้อยและไม่เพียงพอที่จะเฝ้าระวังการทำลายทรัพยากรชายฝั่งของประเทศ ด้วยเหตุนี้กลุ่มส่งเสริมและประสานงานเครือข่ายทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เห็นว่า มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับความร่วมมือจากชุมชนในการดูแลทรัพยากรชายฝั่งหน้าบ้านใครหน้าบ้านมัน จึงได้ดำเนินโครงการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมและสนับสนุนภารกิจของชุมชนชายฝั่ง เพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ให้ชุมชนหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการดูแล อนุรักษ์ และป้องกันการทำลายทรัพยากรชายฝั่งรวมถึงระบบนิเวศที่สำคัญ

นายโสภณ อธิบดี ทช. กล่าวต่อว่า ดังนั้น กรมฯ จึงมีแนวคิดจัดตั้งโครงการ Save Marine for My Life หรือโครงการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมและสนับสนุนภารกิจของชุมชนชายฝั่ง เพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง “หน้าบ้านใครหน้าบ้านมัน” ร่วมกับชุมชนชายฝั่งที่เป็นสมาชิกและขึ้นทะเบียนกับกรมฯ ในการดำเนินการปกป้อง ฟื้นฟู ทรัพยากรทางทะเลและหน้าบ้านของตนเองให้กลับมามีความอุดมสมบูรณ์ ผ่านกระบวนการต่างๆ ได้แก่ การจัดสร้างแนวเขตอนุรักษ์ การสร้างธนาคารสัตว์น้ำ และการวางซั้งประเภทต่างๆ รวมถึงการวางปะการังเทียม เป็นต้น เพื่อให้ผู้ที่ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้านได้อาศัยทำมาหากินบริเวณหน้าบ้านของตนเอง ด้วยเครื่องมือที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างพอเพียงและเพียงพอ อันเป็นการแก้ไขปัญหาสังคม เศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศได้เป็นอย่างดี และเห็นผล ทั้งยังมีการถ่ายทอดองค์ความรู้นี้แก่เยาวชนคนรุ่นต่อไปไม่รู้จบ ภายใต้การดำเนินงานของกลุ่มส่งเสริมและประสานงานเครือข่ายทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทั่งในปี พ.ศ. 2562 นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สมัยดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้ริเริ่มผลักดันโครงการฯ อย่างจริงจังจนเกิดผลสัมฤทธิ์ และปัจจุบันตนได้รับโครงการดังกล่าวมาสานต่อ เพื่อให้การมีส่วนร่วมด้านการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทั่วประเทศประสบผลสำเร็จมากยิ่งขึ้น ผ่านการร่วมมือร่วมใจกับชุมชนชายฝั่ง และอาสาสมัครพิทักษ์ทะเล ซึ่งปัจจุบันมีเครือข่ายชุมชนชายฝั่งใน 24 จังหวัดชายฝั่งทะเล ทั้งสิ้น 575 กลุ่ม สมาชิกกว่า 13,864 คน นอกจากนี้ ยังมีอาสาสมัครพิทักษ์ทะเล (Marine Rangers) กว่า 12,638 คน ที่เป็นสมาชิกของ ทช. ในการร่วมเป็นเสมือนกำลังในการดูแลรักษาและเฝ้าระวังทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง

นายโสภณ ทองดี อธิบดี ทช. กล่าวทิ้งท้ายว่า นอกจากพี่น้องประชาชนจะมีส่วนร่วมในการดูแลปกป้องทรัพยากรหน้าบ้านตนเองแล้วขยะพลาสติกในทะเลส่งผลกระทบร้ายแรงและใกล้ตัวเรากว่าที่หลาย ๆ คนคิด การสะสมของไมโครพลาสติกในสัตว์ทะเล ซึ่งมนุษย์ก็จะได้รับกลับมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ผ่านระบบห่วงโซ่อาหาร ปัญหาขยะพลาสติกแม้จะมีแนวโน้มไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่การจัดการแก้ไขปัญหายังไม่สามารถหยุดดำเนินการได้ ความร่วมมือของอาสาสมัครพิทักษ์ทะเลและของทุกภาคส่วน การปลุกจิตสำนึกของคนสังคมในการร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกยังคงสำคัญ เปรียบเสมือนกุญแจดอกสุดท้ายในการปลดล็อคปัญหาขยะทะเลที่เรื้อรังมานาน สุดท้ายนี้ จึงขอความร่วมมือจากทุกคนในการแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกตกค้างในทะเล และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าประเทศไทยจะสามารถจัดการปัญหาขยะทะเลได้อย่างยั่งยืน รวมถึงเป็นที่ยอมรับและเป็นต้นแบบในการจัดการปัญหาขยะทะเลให้กับอีกหลายประเทศทั่วโลก ต่อไป


