อย่างที่ทราบกันดีว่า ในปี 2563 นี้ ประเทศไทยจะต้องประสบกับปัญหาภัยแล้งรุนแรงและส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง โดยมีการคาดการณ์ว่า ปี 2563 นี้ อาจจะแล้งรุนแรงที่สุดในรอบ 40 ปี นับจากปี 2522 ซึ่งสถานการณ์น้ำใน 4 เขื่อนหลักลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา มีปริมาณน้ำรวมทั้งสิ้น 10,322 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือประมาณ 42% (ข้อมูลจากกรมชลประทาน เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563) ขณะเดียวกันแม่น้ำเจ้าพระยาก็ประสบกับปัญหาน้ำทะเลหนุนสูงจนรุกล้ำเข้ามาถึงสถานีสูบน้ำดิบสำแล จ.ปทุมธานี อันเป็นจุดรับน้ำดิบสำคัญที่นำมาผลิตน้ำประปาในโรงงานผลิตดิบน้ำ 3 แห่ง ของการประปานครหลวง (กปน.) ได้แก่ โรงงานผลิตน้ำบางเขน โรงงานผลิตน้ำสามเสน และโรงงานผลิตน้ำธนบุรี ด้วยสภาวะที่น้ำในเขื่อนน้อยไม่สามารถปล่อยน้ำจืดมาผลักดันน้ำเค็ม ประกอบกับปัญหาน้ำทะเลหนุนสูง ทำให้คุณภาพน้ำประปาของกรุงเทพฝั่งตะวันออกอาจจะได้รับผลกระทบมีรสกร่อยในบางวัน บางเวลา โดยรสกร่อยที่ว่าจะรู้สึกกร่อยปะแล่มก็ต่อเมื่อน้ำมีค่าคลอไรด์เกินกว่า 250 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งค่าที่องค์การอนามัยโลก หรือ WHO แนะนำนั้นค่าคลอไรด์ต้องต่ำกว่า 250 มิลลิกรัมต่อลิตร สำหรับคนที่มีร่างกายปกติแล้ว ค่าคลอไรด์ที่เกินมาตรฐานอาจจะไม่ส่งผลต่อสุขภาพ แต่แนะนำให้หลีกเลี่ยงสำหรับคนที่มีโรคประจำตัวอย่าง โรคไต โรคความดันโลหิตสูง โรคสมอง และโรคหัวใจ (ข้อมูลจากกรมอนามัย เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2563) ดังนั้นเพื่อบรรเทาปัญหาน้ำเค็มรุกล้ำแห่งน้ำดิบที่เกิดขึ้น กปน.และกรมชลประทานจึงได้ดำเนินการร่วมกันลงมือในปฏิบัติการที่เรียกว่า “Water Hammer of Chao Phraya River Flow Operation” (กระแทกลิ่มความเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยา)
มารู้จักกับปฏิบัติการ Water Hammer

- ปีนี้น้ำทะเลหนุนสูง ภัยแล้งมาเร็วกว่าทุกปี ทำให้กปน. และกรมชลประทานต้องทำงานเชิงรุกด้วยการใช้วิธี “Water Hammer” กระแทกไล่ลิ่มความเค็มจากน้ำทะเลที่หนุนสูง ซึ่งมี 4 ขั้นตอนหลักๆ เริ่มจาก
1.กรมชลประทาน ปล่อยมวลน้ำก้อนใหญ่จากเขื่อนหลักลงมาตามลำน้ำเจ้าพระยา โดยคำนวณปริมาณจากวิศวกร
2.โรงสูบน้ำดิบสำแลจะหยุดสูบน้ำ เพื่อลดการตัดกำลังในการปะทะลิ่ม
3.ขณะเดียวกันก็จะประสานแจ้งให้คลองสาขาต่างๆ ด้านตะวันตก ปล่อยน้ำออกมาช่วยเจือจางน้ำเค็ม และลดกำลังลิ่มน้ำ
4.ขั้นตอนเปิดประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ เพื่อเร่งผลักดันน้ำเค็มช่วงน้ำลงออกสู่อ่าวไทย และปิดประตูน้ำเพื่อลดปริมาณและหน่วงเวลาในช่วงน้ำขึ้นครั้งต่อไป จากการทดลองใช้วิธีนี้ มวลน้ำมหาศแรงกระแทกและผลักดันน้ำทะเลให้ไหลกลับลงอ่าวไทย หลังจากนั้นก็มีการบริหารจัดการเพื่อ balance เม็ดน้ำทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกต่อไป
ผลของปฏิบัติการ Water hammer

- ครั้งแรก เมื่อวันที่ 25-26 ธันวาคม 2562 สามารถผลักดันลิ่มความเค็มไปไกลกว่าสถานีสูบน้ำดิบสำแล ประมาณ 5 กิโลเมตร
ครั้งที่สอง เมื่อวันที่ 9-13 มกราคม 2563 สามารถผลักดันลิ่มความเค็มไปไกลกว่าสถานีสูบน้ำดิบสำแล ประมาณ 10 กิโลเมตร
- ครั้งที่สาม เมื่อวันที่ 24-27 มกราคม 2563 สามารถผลักดันลิ่มความเค็มไปไกลกว่าสถานีสูบน้ำดิบสำแล เกือบ 14 กิโลเมตร
- ผลดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของปฏิบัติการ Water hammer ที่แม้ว่าน้ำทะเลจะหนุนสูงขึ้นก็ไม่กระทบต่อคุณภาพน้ำของกปน. อย่างไรก็ตาม ปฏิบัติการ Water hammer ยังคงต้องทำเป็นระยะๆ เพื่อผลักดันน้ำเค็มในห้วงที่น้ำทะเลหนุนสูง ซึ่งกปน.ต้องประชุมหารือและทำงานร่วมกับกรมชลประทานต่อไป ทั้งนี้ประชาชนทุกคนสามารถช่วยกันเติมน้ำต้นทุนประเทศ เพื่อนำไปใช้ในกิจกรรมต่างๆ โดยเฉพาะนำไปช่วยผลักดันน้ำทะเลหนุนได้ ด้วยการร่วมกันประหยัดน้ำ ลดเวลาใช้น้ำในกิจกรรมต่างๆ ให้น้อยลง และสำหรับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่บริการของกปน. ได้แก่ กรุงเทพฯ นนทบุรี และสมุทรปราการ สามารถตรวจสอบคุณภาพน้ำประปาว่ามีค่าคลอไรด์สูงเกินมาตรฐานหรือไม่ ผ่านช่องทางต่างๆ ของกปน. ดังนี้ Facebook, Twitter และ LINE@ : @MWAthailand แอปพลิเคชัน MWA onMobile และ MWA Call Center 1125 ตลอด 24 ชั่วโมง
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : การประปานครหลวง (กปน.)

