เปิดบ้าน “ราชินีมูลนิธิ” ร.ร.ปั้นกุลสตรีไทยสไตล์เคมบริดจ์

19.02.20 | 20:11 น.

ต้องยอมรับว่าโรงเรียนทั้งหมดของเครือราชินี มีความแข็งแกร่งด้านหลักสูตร และมีจุดยืนที่ว่า เป็นโรงเรียนที่สอนความเป็น “กุลสตรี” ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และสอดคล้องกับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงเรียนในเครือแห่งใหม่ ที่ชื่อว่า โรงเรียนราชินีมูลนิธิ ในจังหวัดฉะเชิงเทรา

“จารุรัตน์ ตู้จินดา” ผู้จัดการโรงเรียนราชินีมูลนิธิ ระบุว่า ว่าราชินีมูลนิธิ แม้จะเป็นโรงเรียนที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก (english programe) แต่มีความโดดเด่นเหนือกว่าโรงเรียนทั่วไปตรงที่นำหลักสูตรจากเคมบริดจ์มาใช้ ซึ่งถือเป็นอีกความท้าทายของราชินีมูลนิธิ

ภายใต้หลักสูตรของเคมบริดจ์จะต้องจ้างผู้สอนมาจากต่างประเทศ และใช้สื่อการเรียนการสอนต้นฉบับจากเคมบริดจ์อีกด้วย ควบคู่ไปกับการใช้หลักสูตรไทยของกระทรวงศึกษาธิการคู่ขนานกันไป เพื่อไม่ให้ขาดตัวชี้วัดตามหลักสูตรของไทยด้วย อย่างเช่น ภาษาไทย

ทั้งนี้ การที่นำหลักสูตรเคมบริดจ์เข้ามาผสมผสานกับหลักสูตรไทยนั้้น ยังทำให้เพิ่มโอกาสให้กับนักเรียนที่มีความต้องการไปศึกษาต่อในต่างประเทศได้ทั่วโลก รวมถึงการสมัครเข้าเรียนในโรงเรียนนานาชาติได้ เพราะเป็นหลักสูตรที่ได้การยอมรับในระดับสากล โดยราชินีมูลนิธิ สำหรับ A-level และอื่น ๆ ในขณะที่หากเป็นโรงเรียนที่ใช้ภาษาอังกฤษทั่วไป จะต้องดำเนินการสมัครสอบวัดความสามารถทางภาษาเอง

“จารุรัตน์” อธิบายเพิ่มเติมในแง่ของการแข่งขันในธุรกิจการศึกษา ว่า โรงเรียนที่มีในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทราทั้งหมดก็ไม่สามารถแข่งขันกับโรงเรียนนานาชาติได้อยู่แล้ว อีกทั้งหลักสูตรนานาชาติมีกฎเกณฑ์ในการจ้างครูในจำนวนที่กำหนดไว้ แต่ต้องจ่ายค่าตอบแทนที่ค่อนข้างสูง ในขณะที่อัตราค่าเทอมที่ไม่แพงมากนักจึงทำให้ตัดสินใจใช้รูปแบบ english programe

Advertisement

ตามมาด้วยอีกความท้าทาย คือ เรื่องของ “ต้นทุน” โดยต้นทุนหลักของโรงเรียนทั่วไปเป็นเงินเดือนครูไปแล้วกว่า 80% อีกทั้งภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง ยิ่งทำให้โรงเรียนต้องตั้งรับ ปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ซึ่งเชื่อมั่นว่าในอนาคตจะมีนักเรียนสนใจเข้ามาสมัครเรียนมากขึ้น

“จารุรัตน์” อธิบายถึงความเชื่อมั่นนี้ว่า ตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ในการเปิดโรงเรียนอย่างเป็นทางการ ราชินีมูลนิธิได้สร้างตัวตนให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น และได้เตรียมแผนประชาสัมพันธ์อย่างเข้มข้น ผ่านช่องทางสื่อต่าง ๆ มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประชาสัมพันธ์ผ่านโซเชียลมีเดีย อย่างเช่น เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และผ่านเว็บไซต์ของโรงเรียนอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นปี ทั้งในพื้นที่ฉะเชิงเทรา และจากพื้นที่อื่น ๆ ด้วย

โดยภายหลังจากที่เริ่มประชาสัมพันธ์อย่างจริงจังนั้น “จารุรัตน์” บอกว่าได้เห็นถึงแนวโน้มจำนวนนักเรียนที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น “เท่าตัว” โดยวัดจาก 1) การติดต่อสอบถามเข้ามาที่โรงเรียนจากผู้ปกครองจำนวนมาก เช่น จากระยอง จันทบุรี สุพรรณบุรี รวมถึงผู้ปกครองจากจังหวัดพังงา และภูเก็ต เป็นต้น 2) ราชินีมูลนิธิ ยังได้ปรับนโยบายจากเดิมที่เป็นโรงเรียนประจำ มาเป็นโรงเรียนแบบไปกลับ เพื่อเป็น “ทางเลือก”ให้กับนักเรียนในพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการของมูลนิธิแล้ว

และ 3) นักเรียนหญิงจากโรงเรียนที่ใช้รูปแบบ “สหศึกษา” ต้องการย้ายมาเรียนในรูปแบบหญิงล้วน เนื่องจากให้เหตุผลว่าสังคมในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว จึงต้องการโรงเรียนที่จะอบรมและสอนลูกด้วยวัฒนธรรมที่ดี และยังได้ทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันของนักเรียนได้

อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึงธุรกิจการศึกษาภายใต้เศรษฐกิจที่ชะลอตัวนั้นส่งผลกระทบหรือไม่นั้น จารุรัตน์ระบุว่า เป้าหมายของทุกโรงเรียนต้องการ “เลี้ยงตัวเอง” ให้ได้ อีกทั้งราชินีมูลนิธิไม่ได้ต้องการแค่ผลกำไรทางธุรกิจเท่านั้น แต่ต้องการให้การศึกษาได้ถูกเผยแพร่ไปภายใต้รูปแบบของราชินีในพื้นที่นอกเขต กทม. และหากผู้ปกครองต้องการได้โรงเรียนที่สอนให้เป็นกุลสตรีที่สมสมัย ไปพร้อม ๆ กับมีความรู้ที่รอบด้านแล้ว คำตอบอยู่ที่ราชินีมูลนิธิทั้งหมดแล้ว