กปน. ร่วมประชุมจัดการภัยแล้ง เสนอแผนรับมือสามระยะ

3.03.20 | 20:45 น.

คณะผู้บริหารการประปานครหลวง (กปน.)  ร่วมประชุมรับมอบนโยบายจัดการภัยแล้งและเร่งรัดเพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำปี 63  พร้อมเสนอแผนระยะสั้น กลาง ยาวรับมือสถานการณ์อย่างเป็นระบบ ขณะที่นายกรัฐมนตรีขอให้ทุกภาคส่วนบูรณาการทำงานร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2563 ที่ผ่านมา ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล  คณะผู้บริหารการประปานครหลวง (กปน.) นำโดยนายปริญญา ยมะสมิต ผู้ว่าการ กปน. ศ.ดร. สุวัฒนา จิตตลดากร อดีตกรรมการ กปน. และผศ.ดร. สิตางศุ์ พิลัยหล้า อนุกรรมการ กปน. เข้าร่วมประชุมรับมอบนโยบายจัดการภัยแล้งและเร่งรัดเพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำปี 2563 จาก พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ร่วมกับหน้าส่วนราชการ  หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ หน่วยงานเอกชน ภาคีภาคสังคม และชุมชนท้องถิ่น

โอกาสนี้ คณะผู้บริหารการ กปน.  โดยนายปริญญา ยมะสมิต ผู้ว่าการ กปน.  ได้นำเสนอมาตรการรับมือภัยแล้งของ กปน.  ซึ่งมีแผนระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวให้แก่นายกรัฐมนตรี อาทิ

  1. ปฏิบัติการ Water Hammer บรรเทาปัญหาความเค็มรุกล้ำแหล่งน้ำดิบ
  2. การเปิดจุดจ่ายน้ำบริการประชาชน
  3. การขยายกำลังการผลิตของโรงงานผลิตน้ำมหาสวัสดิ์ฯ

ทางด้าน พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาสถานการณ์น้ำต้องเกิดผลสัมฤทธิ์ให้มากที่สุด โปร่งใส ตรวจสอบได้  และได้มอบนโยบายเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ผ่านการดำเนินงาน 7 ด้านหลัก ได้แก่

Advertisement
        1. ให้หน่วยงานที่ได้รับงบประมาณเพิ่มเติมในการแก้ปัญหาภัยแล้งปี 2562/2563 เร่งรัดดำเนินการตามแผน เพื่อช่วยเหลือประชาชนได้ทันท่วงที และรายงานผลการติดตามผ่าน สทนช. อย่างต่อเนื่อง
        2. ให้กระทรวงมหาดไทย สำรวจสภาพพื้นที่และปัญหาในท้องถิ่นให้ครอบคลุมทั่วประเทศ
        3. ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เร่งรัดฟื้นฟูพื้นที่ป่าต้นน้ำ ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภาคเอกชน และประชาชน โดยกำหนดแผนดำเนินการให้ชัดเจน
        4. ให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเตรียมความพร้อมสำหรับการเก็บกักน้ำในฤดูฝนที่กำลังจะมาถึง
        5. ให้ สทนช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บูรณาการวางแผนบริหารจัดการน้ำในฤดูฝน รวมไปถึงการคาดการณ์ล่วงหน้าไปถึงฤดูแล้งปีถัดไปอย่างรอบคอบ
        6. ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด กำกับดูแลการบริหารทรัพยากรน้ำในพื้นที่อย่างใกล้ชิด ไม่ให้เป็นเพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น และ
        7. ขอให้ทุกหน่วยงาน ต้องรณรงค์และแจ้งเตือนประชาชนถึงสถานการณ์น้ำที่มีอยู่จำกัด และแนวทางแก้ปัญหาของรัฐบาล

      ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ย้ำในตอนท้ายว่า ความร่วมมือของทุกภาคส่วนจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ปัญหาวิกฤตภัยแล้งผ่านพ้นไปได้ พร้อมกันนี้ได้ขอความร่วมมือทุกภาคส่วนรณรงค์ส่งเสริมการปลูกป่าเพื่อเป็นแหล่งต้นน้ำของประเทศ รวมทั้งสร้างการรับรู้ให้แก่ประชาชนได้เกิดความตระหนักในการใช้น้ำอย่างประหยัดและ เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำและภัยแล้งอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน