รวมพลังคนเมือง ร่วมมือกันประหยัดน้ำ

6.03.20 | 19:22 น.

สถานการณ์ภัยแล้งปีนี้ประเทศไทยต้องเจอกับผลกระทบจากปริมาณฝนตกน้อยกว่าค่าเฉลี่ย ส่งผลให้ปริมาณน้ำในเขื่อนลดลงถึง 33% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จนต้องประกาศพื้นที่ประสบภัยแล้งกว่า 22 จังหวัดทั่วประเทศไปแล้ว (ข้อมูลจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2563)

หลายๆ ภาคส่วนได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะพื้นที่การเกษตรที่ขาดแคลนน้ำ ส่งผลกระทบต่อผลิตผลทางการเกษตรสอดคล้องกับ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ที่ประเมินว่าอาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอยู่ที่ 17,000-19,000 ล้านบาท หรือ 0.10-0.11% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) แต่ถ้าแล้งยาวนานกว่าเดือนเมษายน พืชเศรษฐกิจเสียหาย ผลกระทบที่ได้รับก็จะรุนแรงกว่านี้

ทางด้านสาธารณูปโภค ในการผลิตน้ำประปา ก็ต้องเจอกับลิ่มความเค็มรุกล้ำน้ำจืดในพื้นที่สถานีสูบน้ำดิบสำแล ส่งผลให้น้ำประปาในพื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาอาจจะเค็มและกร่อยได้ในบางวันและบางเวลา

หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ปัญหาภัยแล้ง

รัฐบาลได้จัดตั้ง ศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจแก้ไขและบรรเทาวิกฤตภัยแล้ง ปี 2562/63 เพื่อดำเนินการประสานงานช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งทั่วประเทศ

Advertisement

หน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับดูแลการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ อย่างสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)  กรมชลประทาน (ชป.) การประปานครหลวง (กปน.) การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ได้วางแผนบริหารจัดการน้ำอย่างเข้มงวด พร้อมกับเตรียมมาตรการรับมือและบริหารจัดการปัญหาที่จะเกิดขึ้นในหน้าแล้งนี้

นอกจากนี้จากปัญหาลิ่มน้ำเค็มลุกล้ำสถานีสูบน้ำดิบสำแล กรมชลประทานและ กปน. ได้ร่วมมือกันปฏิบัติการ Water Hammer เพื่อแก้ปัญหาน้ำประปารสกร่อยให้กับชาวกรุงเทพฯ  ฝั่งตะวันออก

ขณะเดียวกันกรมทรัพยากรน้ำ กรมส่งเสริมการเกษตร จัดแผนช่วยเหลือด้านน้ำให้กับเกษตรกร
ให้คำแนะนำเกษตรกรปรับแผนมาปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย จัดทำประชาสัมพันธ์ โครงการเกษตรร่วมใจรับมือภัยแล้ง
ปี 2563 สร้างการรับรู้เพื่อรับมือภัยแล้ง อีกด้วย

ประชาชนทั่วไป ในฐานะที่เป็นผู้ใช้น้ำและได้รับผลกระทบจากภัยแล้งนี้จะร่วมมือทำอะไรได้บ้าง

แม้หน่วยงานของรัฐจะมีมาตรการในการบริหารจัดการภัยแล้งในครั้งนี้ แต่ความร่วมมือจากประชาชน
ก็เป็นส่วนสำคัญ อันดับหนึ่ง การร่วมมือปฏิบัติตามแนวทางที่ทางหน่วยงานรัฐแนะนำ การร่วมมือ ร่วมใจกันประหยัดน้ำ ด้วยการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า ไม่เปิดน้ำทิ้งโดยเปล่าประโยชน์ เลือกใช้สุขภัณฑ์ประหยัดน้ำ ตรวจสอบอุปกรณ์ภายในห้องน้ำ ท่อประปาในบ้านไม่ให้รั่วซึม

หากประชาชนร่วมกัน ปิดน้ำหรือลดการใช้น้ำ เพียงวันละ 1 นาที จะสงวนน้ำต้นทุนได้ถึง 9 ลิตร ลองคิดจากพื้นที่ให้บริการของกปน. หากประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ ประมาณ 11 ล้านคน ร่วมใจกันลดการใช้น้ำโดยการปิดน้ำคนละ 1 นาที จะมีน้ำเพื่อใช้ในกิจการอื่นเพิ่มสูงถึง 99 ล้านลิตรต่อวัน แล้วถ้าร่วมมือกันทั้งประเทศ แน่นอนว่าจะสามารถสงวนน้ำต้นทุนไว้ได้มากทีเดียว

ฉะนั้นร่วมมือร่วมใจกันประหยัดน้ำ เพื่อผ่านพ้นวิกฤติภัยแล้งนี้ไปด้วยกัน