‘การฉีดฟิลเลอร์’ คือการฉีดสารให้เข้าไปเติมเต็มบริเวณจุดต่างๆ บนบหน้าที่อาจจะเริ่มหย่อนคล้อย อย่างเช่น หน้าผาก รอบดวงตา ร่องแก้ม เพื่อให้ใบหน้าแลดูมีชีวิตชีวาแลดูอ่อนเยาว์ลง และอีกหนึ่งบริเวณที่เป็นที่นิยมเหมือนกันนั่นก็คือการเติมฟิลเลอร์ขมับนั่นเอง
สำหรับการเติมฟิลเลอร์ขมับนั้นนอกจากจะเป็นการเติมเต็มริ้วรอย เนื่องจากอยู่ข้างดวงตา หากพื้นที่บริเวณนี้ถูกเติมเต็มก็จะทำให้ใบหน้าแลดูอ่อนวัยมากขึ้น แต่ไม่ใช่แค่เรื่องความหน้าเด็กเพียงแย่างเดียว บางคนนิยมฉีดฟิลเลอร์บริเวณขมับก็เพราะความเชื่อในแง่โหงวเฮ้งก็มีส่วน
สำหรับคนที่สนใจและกำลังหาข้อมูล วันนี้เราพามานับถอยหลัง จาก 2 สัปดาห์ ถึง 30 นาทีสุดท้ายกับสิ่งที่ควรทราบก่อนเติมฟิลเลอร์ขมับ มีอะไรที่ควรเตรียมตัวบ้าง มาดูกัน :-
2 สัปดาห์ก่อนทำ
หาข้อมูลของแพทย์ ผลงาน รวมไปถึงประวัติของสถานพยาบาลนั้นๆ ที่สนใจจะทำ เนื่องจากเป็นบริเวณสำคัญ เป็นศูนย์รวมของเส้นเลือดใหญ่ แพทย์ต้องมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญสูงพอสมควร เพื่อให้ผลข้างเคียงน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
1 สัปดาห์ก่อนทำ
งดรับประทานยาและวิตามินต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นยากลุ่มแอสไพริน วิตามินอี ยาทาที่ช่วยผลัดเซลล์ผิว และรวมไปถึงงดการแวกซ์ขนบริเวณใบหน้า การมาส์กหน้าเพื่อผลัดเซลล์ผิว การดึงหรือโกนขนบริเวณใบหน้าก่อนเติมฟิลเลอร์ขมับ หากมีโรคประจำตัวหรือมียาที่รับประทานเป็นประจำควรรีบแจ้งให้แพทย์ทราบ
24 ชั่วโมงก่อนทำ
งดดื่มแอลกอฮอล์ งดกิจกรรมต่าง ๆ ที่ทำให้เลือดสูบฉีด อย่างเช่นการเข้าซาวหน้า หรือออกกำลังกายประเภทคาร์ดิโอเพื่อเป็นการเตรียมร่างกายให้พร้อมก่อนเข้าสู่การผ่าตัดเล็ก
30 นาทีสุดท้ายก่อนทำ
สำหรับคนไข้บางเคสที่อาจมีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการบวมช้ำหลังทำ แพทย์จะพิจารณาให้รับประทานยาห้ามเลือด,ฉีดยาลดบวมให้ก่อนทำ นอกจากจะช่วยลดอาการบวมช้ำแล้วยังช่วยลดความเสี่ยงในการอักเสบติดเชื้ออีกด้วย
ทั้งนี้การเติมฟิลเลอร์ขมับนั้นสามารถกระทำได้ เพื่อทำให้ใบหน้าแลดูสมดุล มีน้ำมีนวล และมีมิติมากขึ้น ที่สำคัญเลยคือทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการเติมฟิลเลอร์บริเวณนี้ต้องพึงระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากบริเวณขมับนั้นมีเส้นเลือดใหญ่ซึ่งเป็นเส้นเลือดที่สำคัญอยู่ หากแพทย์ไม่มีความเชี่ยวชาญหรือไม่ได้มีประสบการณ์มากพอคนไข้อาจเสี่ยงต่อการตาบอด เนื้อเยื่อตาย และร้ายแรงที่สุดคืออาจทำให้เป็นอัมพาตได้ ทั้งนี้แนะนำให้ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสถานพยาบาลและผลงานของแพทย์ให้ดีก่อนตัดสินใจทำจะดีกว่า เพื่อความปลอดภัยนั่นเอง

