การดำเนินงานโครงการวิจัยและพัฒนาหุ่นยนต์เก็บกู้วัตถุระเบิด เริ่มต้นศึกษาความเป็นไปได้ใน ปี 2559 ภายหลังแผนแม่บทการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบยานไร้คนขับ (พ.ศ. 2556-2563) ได้รับการอนุมัติจากสภากลาโหม เมื่อ ธันวาคม2555 จำนวน 4 แผนงาน โดยการวิจัยและพัฒนาต้นแบบหุ่นยนต์ค้นหาและกู้ภัย ซึ่งรวมถึงหุ่นยนต์เก็บกู้วัตถุระเบิด เป็นส่วนหนึ่งในแผนงานที่ 2 การวิจัยและพัฒนาระบบยานยนต์ไร้คนขับ (Unmanned Ground System : UGS) ของแผนแม่บทดังกล่าว

สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ หรือ สทป.ได้ดำเนินโครงการวิจัยและพัฒนาด้านหุ่นยนต์เก็บกู้วัตถุระเบิด จำนวน 4 โครงการย่อย แบ่งเป็นการวิจัยพื้นฐาน (Basic Research) จำนวน 1 โครงการ และการวิจัยและพัฒนาต้นแบบ จำนวน 3 โครงการ ซึ่งสอดคล้องตามแผนแม่บทการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบยานไร้คนขับ ดังนี้
โครงการที่1 การวิจัยพื้นฐานหุ่นยนต์เก็บกู้วัตถุระเบิด
โครงการที่2 การวิจัยและพัฒนาต้นแบบหุ่นยนต์เก็บกู้วัตถุระเบิดขนาดเล็ก(D-EMPIR)
โครงการที่3 การวิจัยและพัฒนาต้นแบบหุ่นยนต์เก็บกู้วัตถุระเบิดขนาดกลาง(D-MER)
โครงการที่ 4 การวิจัยและพัฒนาต้นแบบหุ่นยนต์ขนาดเล็กแบบพกพา (Noona)

สทป. ดำเนินโครงการวิจัยและพัฒนาหุ่นยนต์เก็บกู้วัตถุระเบิดในรูปแบบการบูรณาการความร่วมมือจากทั้งสถาบันการศึกษาและภาคอุตสาหกรรม เพื่อบูรณาการขีดความสามารถในการวิจัยและพัฒนาต่อยอดเทคโนโลยีหุ่นยนต์เก็บกู้วัตถุระเบิดให้สามารถตอบสนองภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตรงตามความต้องการของผู้ใช้งาน เพื่อให้สอดคล้องตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ลงนามเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2560 ระยะเวลา 4 ปี สิ้นสุดปี 2563 และต่อมาได้ขยายระยะเวลาบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน เพิ่มเติมอีก 3 ปี จนถึงปี 2565

ผลงานที่สำคัญ
สทป. ได้รวบรวมความต้องการของหน่วยผู้ใช้งาน ทำการวิเคราะห์ปัญหา และโอกาสในการดำเนินการ ตลอดจนแสวงหาความร่วมมือในการวิจัยและพัฒนา โดยมีความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ในรูปแบบ MOU/MOA เช่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา (สอศ.) มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร (มทน.) และอุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ สถาบันพลาสติกโดยเน้นต่อยอดองค์ความรู้และขีดความสามารถภายในประเทศในการวิจัยและพัฒนาหุ่นยนต์เก็บกู้วัตถุระเบิด ให้สามารถตอบสนองภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพตรงตามความต้องการของผู้ใช้งาน

การวิจัยและพัฒนาต้นแบบหุ่นยนต์เก็บกู้วัตถุระเบิดขนาดเล็ก (D-EMPIR) ได้ถูกออกแบบให้มีน้ำหนักเบา เจ้าหน้าที่สามารถพกพาไปปฏิบัติงานได้สะดวก เหมาะกับการใช้งานในระดับยุทธวิธี การพิสูจน์ทราบ ลาดตระเวณตรวจการณ์ และสำรวจพื้นที่เป้าหมายง่ายต่อการใช้งาน สามารถปฏิบัติงานต่อเนื่อง 1-2 ชั่วโมงคงทนต่อสภาพแวดล้อม รองรับด้วยมารฐานสากล สามารถปีนและไต่ทางลาดชันได้ไม่น้อยกว่า 35 องศาควบคุมและสามารถสั่งการแบบไร้สายระยะไกล 200 เมตรรองรับการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ที่ช่วยในการสนับสนุนภารกิจที่หลากหลายเช่น ปืนยิงทำลายวงจรวัตถุระเบิด ระบบเอ็กเรย์วัตถุระเบิด ปัจจุบัน สทป. ได้ร่วมมือกับ มทน. ในพัฒนาปรับปรุงหุ่นยนต์เก็บกู้วัตถุระเบิดขนาดเล็ก (D-EMPIR) ในรุ่นถัดไปให้ดียิ่งขึ้น

การวิจัยและพัฒนาหุ่นยนต์ตรวจการณ์ขนาดเล็กแบบพกพา (Noona) สทป. ได้ร่วมกับ ม.อ. ในการวิจัยและพัฒนาหุ่นยนต์หุ่นยนต์ตรวจการณ์ ขนาดเล็กแบบพกพา เน้นความทนทานและคล่องตัวสูง สามารถเคลื่อนที่ผ่านสภาพพื้นที่รกชัฏ ตัวถังขึ้นรูปด้วยวัสดุที่มีความแข็งแรงรองรับการตกจากที่สูงและทนทานต่อสภาพแวดล้อม มีระบบควบคุมสั่งการแบบไร้สายระยะไกลพร้อมภาพจากกล้องความละเอียดสูง รองรับการทำงานแบบอัตโนมัติตอบสนองภาระกิจการสำรวจและค้นหาแบบเร่งด่วน ตรวจพิสูจน์หลักฐาน เข้าพื้นที่เพื่อวิเคราะห์และกำหนดแผนปฏิบัติงาน
ปัจจุบัน สทป. ได้ส่งมอบต้นแบบหุ่นยนต์เก็บกู้วัตถุระเบิดขนาดเล็ก (D-EMPIR) จำนวน 6 ระบบ และ ต้นแบบหุ่นยนต์ตรวจการณ์ขนาดเล็กแบบพกพา (Noona) จำนวน 2 ระบบ ที่ผ่านการทดสอบในขั้นต้น ให้กับกอ.รมน.ภาค 4 สน. ได้นำไปทดสอบทดลองใช้งานเป็นระยะเวลา 1 ปี โดยสทป. มุ่งหวังที่จะได้ผลการประเมินจากการทดสอบและทดลองใช้งานของหน่วยผู้ใช้ เพื่อนำมาพัฒนาปรับปรุงหุ่นยนต์ในรุ่นถัดไปให้ดียิ่งขึ้น
แผนงานปัจจุบันและอนาคต
ปัจจุบัน สทป. อยู่ระหว่างการดำเนินงานวิจัยและพัฒนาปรับปรุงต้นแบบหุ่นยนต์เก็บกู้วัตถุระเบิดให้มีสมรรถนะสูงเพียงพอสำหรับการใช้งานในภารกิจตรวจการณ์ เก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิดของหน่วยงานในประเทศเน้นภารกิจ จชต. เป็นสำคัญโดยมีแผนการดำเนินงาน ดังนี้
- วิจัยและพัฒนา ทดสอบทดลองและพัฒนาปรับปรุงต้นแบบหุ่นยนต์ขนาดเล็กแบบพกพา (Noona) ให้พร้อมขยายผลสู่สายการผลิตระดับอุตสาหกรรม จำนวน 10 ระบบ ในปี 2563
- วิจัยและพัฒนา ทดสอบทดลองและพัฒนาปรับปรุงต้นแบบหุ่นยนต์ตรวจการณ์ขนาดเล็ก (D-EMPIR) เพื่อการส่งมอบตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 4 ส่วนหน้า จำนวน 10 ระบบ ในปี 2564
- วิจัยและพัฒนา ทดสอบทดลองและพัฒนาปรับปรุงต้นแบบหุ่นยนต์เก็บกู้วัตถุระเบิด (D-MER) เพื่อการส่งมอบตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 4 ส่วนหน้า จำนวน 4 ระบบ ในปี 2565


