ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ ยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ด้านสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทย จากการกระจายตัวของเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขในหลายพื้นที่ ทำให้อัตราส่วนจำนวนบุคลากรทางการแพทย์ต่อประชากรทั้งหมดค่อนข้างต่ำ โดยเฉลี่ย 0.393 คน ต่อประชากร 1,000 คน โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์วิกฤติการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)
ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่นวัตกรรมและเทคโนโลยีจะมีบทบาทเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระทีมแพทย์ พยาบาล ตลอดจนมุ่งพัฒนายกระดับระบบสาธารณสุขของประเทศให้ดียิ่งขึ้น
รศ. ดร.จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า ทีมนักวิจัยคณะวิศวกรรมศาสตร์ ได้พัฒนาหุ่นยนต์ทางการแพทย์ DoctoSight ออกมาหลายรุ่น วัตถุประสงค์คือผลิตเพื่อช่วยทีมแพทย์ โดยมี 2 แนวคิดหลัก คือ
- ช่วยเรื่องการสื่อสาร หรือเรียกว่าระบบโทรเวช (Telemedicine) โดยให้หุ่นยนต์เป็นตัวกลางการสื่อสารระหว่างแพทย์กับผู้ป่วย โดยไม่ต้องสัมผัสกันโดยตรง
- ความสามารถในการขนย้ายสิ่งของ ได้แก่ ยา และเวชภัณฑ์ ซึ่งสามารถส่งจากตึก/ห้องจ่ายยา ไปยังห้องผู้ป่วยได้
ลักษณะสำคัญที่ทางทีมงานได้พัฒนา คือเรื่องของความฉลาดของตัวหุ่นยนต์ระบบนำทาง และความสามารถในการสื่อสารกับผู้ใช้งานไม่ว่าจะเป็นแพทย์ ผู้ป่วย และพยาบาลที่ดูแล ที่สำคัญตัวหุ่นยนต์ก่อนที่จะใช้งานจะมีการติดตั้งข้อมูล เช่น แผนที่, เทคโนโลยีการเชื่อมโยงการเปิด – ปิดประตู, การเข้าออก-ลิฟต์, การสั่งการลิฟต์จากชั้นหนึ่งไปอีกชั้นหนึ่ง และสิ่งสำคัญที่สุดที่ทีมวิจัยได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง มา 3 – 4 รุ่น ในหลายปีที่ผ่านมา คือการที่หุ่นยนต์จะต้องผ่านมาตรฐานในระบบสากล เช่น มาตรฐานการใช้งานที่เป็นหุ่นยนต์ทางการแพทย์ เรื่องของความปลอดภัยต่างๆ ในภาวะปัจจุบันก็สามารถที่จะนำหุ่นยนต์ที่สำเร็จแล้ว ไปประยุกต์ใช้หรือเพิ่มจำนวนเพื่อการใช้งาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเหตุการณ์ปัจจุบัน
รศ. ดร.จักรกฤษณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ลักษณะการทำงานของหุ่นยนต์และขั้นตอนการทำงานของหุ่นยนต์ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้พัฒนาขึ้น มี 2 ตัว โดยใช้ชื่อว่า DoctoSight 1 และ DoctoSight 2
หุ่นยนต์แพทย์อัฉริยะ DoctoSight 1
เป็นหุ่นยนต์เพื่อการทำงานผ่านระบบโทรเวช (Telemedicine) จะช่วยให้แพทย์และบุคลากรไม่ต้องเข้าใกล้หรือสัมผัสผู้ป่วยโดยตรง จะช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ
หุ่นยนต์จะทำงานร่วมกับบุคลากรทางการแพทย์ที่เชี่ยวชาญระยะไกล สื่อสารกันจากจุดหนึ่ง ในโรงพยาบาลแห่งใดก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นต่างจังหวัดหรือต่างอำเภอ โดยตัวหุ่นยนต์ตัวนี้จะอยู่กับผู้ป่วย แต่ถูกควบคุมโดยแพทย์ สั่งการด้วยรีโมท
ลักษณะพิเศษของหุ่นยนต์การแพทย์นี้คือสามารถเคลื่อนที่หาตำแหน่งต่าง ๆ หรือเข้าหาผู้ป่วยโดยอัตโนมัติ รับคำสั่งจากการสั่งการผ่านทางหน้าจอระบบสัมผัส โดยตัวหุ่นยนต์จะวิ่งจากจุดที่ปลอดภัย เช่น เมื่อบุคลากรทางการแพทย์สั่งการจากจุดหนึ่ง หุ่นยนต์จะใช้ระบบนำทาง ร่วมกับแผนที่ในตัว สั่งการให้เคลื่อนที่หลบหลีกสิ่งกีดขวาง ไม่ว่าจะเป็นโถงทางเดินในโรงพยาบาลหรือบริเวณห้องผู้ป่วย โดยสามารถเคลื่อนที่ผ่านประตูอัตโนมัติเข้าไปเพื่อพูดคุยกับผู้ป่วยได้ บุคลากรทางการแพทย์ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ พยาบาล สามารถคุยกับผู้ป่วยผ่านทางตัวของหุ่นยนต์
สำหรับ DoctoSight 1 นั้นจะมีช่องเก็บของเล็กๆ ซึ่งสามารถใช้เก็บยาและเวชภัณฑ์ติดตัวไปได้
หุ่นยนต์แพทย์อัจฉริยะ DoctoSight 2
หุ่นยนต์อัตโนมัติแบบนำพา บนตัวหุ่นจะมีบริเวณที่ใช้เป็นส่วนบรรทุกกล่องหรือระบบขนย้ายสิ่งของ ซึ่งจะมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานได้หลากหลายลักษณะ เช่น ใช้ขนย้ายยาที่ต้องการควบคุมอุณหภูมิ หรือใช้ขนย้ายยาจากห้องจ่ายยาไปยังจุดต่าง ๆ ของโรงพยาบาล
หุ่นยนต์ทั้ง 2 แบบนี้ได้พัฒนาขึ้นมาบนพื้นฐานของการควบคุมทางไกลและสามารถทำงานด้วยตัวเองโดยอัตโนมัติตามแผนที่และระบบนำทางได้
รศ.ดร.จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์ กล่าวอีกว่า “หุ่นยนต์ทั้ง 2 ตัวนี้ ได้มาตอบโจทย์ ในเรื่องโลจิสติกส์ และเรื่องการลดโอกาสการติดเชื้อจากผู้ป่วยได้เป็นอย่างดี ซึ่งคณะวิศวกรรมศาสตร์ ได้ผลิตหุ่นยนต์ที่เป็นต้นแบบรุ่นปัจจุบันสำเร็จแล้ว และในช่วง 3 เดือนต่อจากนี้ไป จะผลิตหุ่นยนต์เพิ่มขึ้นอีกประมาณอย่างละ 5 ตัว เพื่อรองรับต่อสถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งนี้ ทีมนักวิจัยของคณะวิศวกรรมศาสตร์ ได้ทำงานร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และพร้อมที่จะทำงานร่วมกับโรงพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชนทั่วประเทศ เพื่อการเตรียมพร้อมพัฒนาหุ่นยนต์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว”

