วันที่ 11 มิ.ย. 63 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมสภาผู้แทนฯ วันที่ 10 มิ.ย.ที่ผ่านมา น.ส.กุลวลี นพอมรบดี ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีที่สถานศึกษากำลังจะมีการเปิดการเรียนการสอนในวันที่ 1 ก.ค. 2563 ว่า ในช่วงสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 คณะผู้บริหาร และสถานการศึกษาตั้งใจสูง ในการจะดำเนินการตามมาตรการที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดไว้ บางโรงเรียนที่มีขนาดใหญ่ ใช้งบประมาณของตัวเองในการจัดหาจัดซื้อเครื่องเทอโมสแกน เหมือนที่จัดตั้งอยู่ตามสนามบิน เครื่องละ 2-3 แสนบาท เพื่อความสบายใจของครูผู้ปกครอง แต่ทั้งนี้ศักยภาพของโรงเรียน ศักยภาพของครู ผู้ปกครองแต่ละคนไม่เท่ากัน
จึงต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการ ศบค. พิจารณา สนับสนุนงบประมาณให้กระทรวงมหาดไทย โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็น อบต. หรือเทศบาล เป็นเจ้าภาพหลักในการจัดหาเครื่องวัดไข้, เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ หรือหน้ากากอนามัยแบบผ้าให้กับสถาบันการศึกษาในพื้นที่ โดยไม่ต้องคำนึงว่าสถาบันการศึกษาดังกล่าวจะอยู่สังกัดในหน่วยงานใด จะเป็นสถานศึกษาของรัฐบาลหรือเอกชน แต่ขอให้คิดอยู่ภายใต้แนวความคิดที่ว่า นักเรียนนักศึกษาทุกคนเป็นเหมือนลูกหลานเรา ควรได้รับการดูแลทางด้านสาธารณสุขในช่วงสถานการณ์ไวรัสโควิด อย่างเหมาะสมและทั่วถึง
ขณะที่นายณัฏฐพล จรัสรพีพงษ์ ส.ส.จังหวัดสุรินทร์ เขต 2 พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ สภาผู้แทนราษฎร ลงพื้นที่พบปะและให้กำลังใจกับเกษตรกรชาวนา พร้อมร่วมลงแขกดำนา ในที่นาสำนักสงฆ์บวรพัฒนารามบ้านระเภาว์ ต.ท่าสว่าง อ.เมือง ซึ่งเป็นพื้นที่นาเกษตรอินทรี
นายณัฏฐพล ระบุว่าว่างจากการประชุมสภาฯ และประชุมกรรมาธิการแล้ว นอกจากจะลงพื้นที่รับฟังปัญหาและให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากผลกระทบการแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 แล้วยังได้ลงพื้นที่รับฟังปัญหากับกลุ่มเกษตรกรชาวนา ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มที่มีความสำคัญ เพราะในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ทำนา
ดังนั้นจึงลงพื้นที่และร่วมดำนากับชาวนาด้วยตัวเอง เพราะจะได้เห็นถึงความเดือดร้อน และรับฟังปัญหาได้โดยตรง ซึ่งในฐานะเป็นคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์สภาผู้แทนราษฎร จะได้นำปัญหาต่างๆของชาวนาที่สะท้อนเข้ามาไปหารือในคณะกรรมมาธิการเพื่อหามาตรการช่วยเหลือต่อไป พร้อมกันนี้ยังจะเสนอให้มีการแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรในระยะยาวโดยเฉพาะการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบรายจังหวัดและทั่วประเทศ รวมถึงการทำเกษตรยั่งยืน
ขณะเดียวกันในพื้นที่บ้านระเภาว์ ต.ท่าสว่าง ยังได้ร่วมกับผู้บริหารท้องถิ่นและผู้นำชุมชนร่วมกันจัดทำสื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเกษตรวิถีในจังหวัดสุรินทร์ เพื่อเป็นการเชิญชวนมาท่องเที่ยวที่จังหวัดสุรินทร์ บ้านระเภาว์ ต.ท่าสว่าง อีกด้วย
ส่วนการให้ความช่วยเหลือประชาชนในกลุ่มอื่นๆ ได้ลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง และที่ผ่านมาได้ช่วยประชาชนในเบื้องต้นแล้วด้วยการแจกถุงยังชีพ ตั้งตู้ปันสุข จนกว่าสถานการณ์ต่างๆ จะคลี่คลาย

