กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว จับมือหน่วยงานรัฐ-เอกชน 39 แห่ง เดินหน้าขับเคลื่อนสังคมไทยเสมอภาค ลงนามประกาศเจตนารมณ์ “การส่งเสริมความเสมอภาคและขจัดการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ” เป็นครั้งที่ 2 หลังประกาศเจตนารมณ์ครั้งแรกร่วมกับ 24 หน่วยงานเมื่อต้นปี 2563 มุ่งเน้นประชาสัมพันธ์ พ.ร.บ.ความเท่าเทียมระหว่างเพศปี 2558 ปรับค่านิยมคนไทยยอมรับความหลากหลายทางเพศ เชิญชวนทุกองคาพยพร่วมกันขจัดความรุนแรง และการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ
เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2563 ที่ห้องประชุมกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้มีพิธีประกาศเจตนารมณ์ “การส่งเสริมความเสมอภาคและขจัดการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ” โดยมีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ เป็นประธานในพิธี มีนายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรี พม. นายปรเมธี วิมลศิริ ปลัดกระทรวง พม. พร้อมด้วยนางสาวอุษณี กังวารจิตต์ อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว อีกทั้งคณะผู้บริหาร พม.เข้าร่วมงาน

นายจุติ ไกรฤกษ์ กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงานว่า สืบเนื่องจากกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวได้ผลักดันให้มี พ.ร.บ.ความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ.2558 และมีผลบังคับใช้ในปีนั้น โดยได้ขับเคลื่อนให้เกิดความคุ้มครองและป้องกันมิให้มีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้รับการตอบรับ ปฏิบัติ และมีการขยายผลอย่างกว้างขวาง ในวันนี้จึงนับเป็นโอกาสดีอีกครั้งที่ทุกภาคส่วนจะได้มาร่วมกันประกาศเจตนารมณ์การส่งเสริมความเสมอภาคและขจัดการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศใน 6 ประเด็น ได้แก่ การแต่งกายตามอัตลักษณ์ทางเพศสภาพ การจัดพื้นที่ที่เหมาะสมกับจำนวนและอัตลักษณ์ของเพศสภาพ การประกาศรับสมัครงานตามความสามารถของทุกเพศสภาพ การใช้ถ้อยคำ ภาษา กิริยาท่าทางไม่เสียดสี หรือลดทอนคุณค่าของทุกเพศ การสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆ ในสัดส่วนที่เหมาะสมกับทุกเพศสภาพ และการป้องกันพฤติกรรมการล่วงละเมิดทางเพศในการทำงาน

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ กล่าวแสดงยินดีที่ได้มีการประกาศเจตนารมณ์ “การส่งเสริมความเสมอภาคและขจัดการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ” เป็นครั้งที่ 2 แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นระหว่างหน่วยงานที่จะร่วมกันสร้างสังคมไทยให้ตระหนักถึงความเสมอภาคและขจัดการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ อีกทั้งเป็นการป้องกันไม่ให้มีการกระทำใดๆ อันเป็นการแบ่งแยกกีดกันหรือจำกัดสิทธิประโยชน์ เพราะเหตุที่บุคคลนั้นเป็นเพศชาย เพศหญิง หรือบุคคลที่แสดงออกแตกต่างจากเพศกำเนิด
“ในการประกาศเจตนารมณ์ครั้งแรกเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2563 ได้มีการประกาศลงนามร่วมกัน ระหว่าง 24 หน่วยงานซึ่งมีทั้งภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน จากการติดตาม พบว่ามีความก้าวหน้าในทางปฏิบัติมากขึ้นเป็นลำดับ โดยจังหวัดจันทบุรี และจังหวัดปทุมธานี ได้ลงนามในประกาศจังหวัด เรื่องการส่งเสริมความเสมอภาคและขจัดการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ เช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ได้จัดตั้งคณะกรรมการส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ รวมทั้งมีการออกประกาศในเรื่องของการแต่งกายตามเพศสภาพเพื่อให้มีผลรองรับการปฏิบัติได้จริง มีการจัดทำห้องน้ำ All Gender ภายในมหาวิทยาลัย เป็นความคืบหน้าที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ขอแสดงความชื่นชมมา ณ ที่นี้”

นายจุรินทร์ยังได้กล่าวอีกว่า จากการลงนามครั้งแรกของ 24 หน่วยงานนั้น ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งตนเป็นหัวหน้าพรรคเคยกล่าวไว้ว่าจะเป็นหน่วยงานที่ 25 ที่จะร่วมประกาศเจตนารมณ์ เพราะเป็นแนวนโยบายสำคัญของพรรคที่สอดคล้องกับแนวนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ทั้งนี้ ภารกิจที่ทุกคนจะต้องร่วมมือร่วมใจดำเนินการต่อจากนี้มีอย่างน้อย 3 ภารกิจ ได้แก่ การมุ่งมั่นและมุ่งเน้นในเรื่องของการประชาสัมพันธ์ พ.ร.บ.ความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ.2558 ให้สังคมไทยได้รับรู้ว่าประเทศไทยมีกฎหมายฉบับนี้ โดยเฉพาะหน่วยงานภาครัฐที่มีหน้าที่ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย การช่วยกันปรับเจตคติและค่านิยมของคนไทยให้คำนึงถึงความเสมอภาคระหว่างเพศและการยอมรับความหลากหลายทางเพศที่ลงลึกลงไปในก้นบึ้งของหัวใจแต่ละคนอย่างแท้จริง และต้องร่วมมือร่วมใจกันขจัดความรุนแรงและการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ ผ่านทางกลไกของรัฐรวมถึงเครือข่ายต่างๆ เพื่อส่งผลในทางปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

จากนั้นจึงเป็นพิธีลงนามประกาศเจตนารมณ์ “การส่งเสริมความเสมอภาคและขจัดการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ” ประกอบไปด้วยภาคส่วนต่างๆ ได้แก่ พรรคการเมือง หน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชน รวมทั้งสิ้น 39 หน่วยงาน อาทิ พรรคประชาธิปัตย์ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงกลาโหม การเคหะแห่งชาติ สหพันธ์สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทยฯ บริษัท เจเอสแอล โกลบอล มีเดีย จำกัด บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) และสหภาพแรงงานชิ้นส่วนยานยนต์ไทย เป็นต้น และยังมีการมอบโล่ประกาศเกียรติคุณแก่หน่วยงานที่ร่วมลงนามประกาศเจตนารมณ์ และเกียรติบัตรแก่สหภาพแรงงานที่ร่วมสนับสนุนการประกาศเจตนารมณ์อีกด้วย


