กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้ารณรงค์ให้เกษตรกรไทยและผู้บริโภคเข้าใจเรื่องออร์แกนิคมากขึ้น แนะหันมาผลิตเกษตรอินทรีย์ ชูประโยชน์ของออร์แกนิค และโทษของสารเคมีเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องแก่เกษตรกร หวังยกระดับตลาดออร์แกนิคในประเทศ พร้อมก้าวสู่ตลาดออร์แกนิคในระดับสากล

นางพรรษวรรณ จันทร์ดี นักวิชาการพาณิชย์ชำนาญการพิเศษ รองประธานคณะทำงานส่งเสริมและพัฒนาตลาดสินค้าอินทรีย์ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงการรณรงค์เรื่องออร์แกนิคแก่เกษตรกรว่า “ปัจจุบันเกษตรกรและผู้บริโภคส่วนใหญ่ไม่เข้าใจเรื่องประโยชน์ของออร์แกนิค จะมีเพียงกลุ่มน้อยที่ทราบถึงประโยชน์ของสินค้าออร์แกนิคอย่างแท้จริง ซึ่งมุมมองของเกษตรกรในเรื่องออร์แกนิคนั้น ปัจจุบันเกษตรกรหลายๆ ท่านต้องการเข้าสู่กระบวนการปลูกแบบออร์แกนิค แต่ไม่ทราบว่าจะเข้าสู่กระบวนการได้อย่างไร เกษตรกรบางรายคิดว่าเป็นเรื่องยากในการที่จะปลูกพืชผักที่ได้ผลผลิตดีโดยไม่ใช้สารเคมี แต่จริงๆ แล้วการที่เกษตรกรลดละเลิกการใช้สารเคมี และเริ่มเข้าสู่การผลิตแบบออร์แกนิค ในอนาคตเกษตรกรจะได้ผลผลิตที่มากขึ้น รวมทั้งสุขภาพที่ดีขึ้นเพราะไม่ต้องใช้สารเคมีในการเกษตร”


ทั้งนี้กลยุทธ์ที่กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ตั้งเป้าให้เข้าใจถึงความแตกต่างของเกษตรอินทรีย์กับเกษตรเคมี เข้าใจถึงโทษของการใช้สารเคมีที่มีต่อเกษตรกรและผู้บริโภค พร้อมเน้นย้ำให้ผู้บริโภคทราบถึงประโยชน์ของการบริโภคสินค้าออร์แกนิค เป้าหมายที่วางไว้คือการพัฒนายกระดับตลาดออร์แกนิคตั้งแต่ระดับในประเทศ จนถึงระดับมาตรฐานสากล เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น พร้อมผลักดันเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากอัตราความต้องการของสินค้าออร์แกนิคทั้งในและต่างประเทศปัจจุบันเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ผู้ประกอบการของประเทศไทยยังไม่สามารถเพิ่มวัตถุดิบ และกำลังผลิตได้ทัน อีกทั้งเกษตรกรยังเข้าสู่กระบวนการเกษตรแบบออร์แกนิคไม่มากเท่าที่ควร ดังนั้นการที่พี่น้องเกษตรกรได้ทราบประโยชน์ และเข้าสู่กระบวนการผลิตสินค้าออร์แกนิค จะสร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้เกษตรกรและเพิ่มรายได้เข้าสู้ประเทศได้มากขึ้นอีกด้วย

นางพรรษวรรณ จันทร์ดี กล่าวปิดท้ายว่า “การเลือกซื้อสินค้าออร์แกนิคกับสินค้าบริการทั่วไป ซึ่งผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังแยกไม่ออก สามารถดูความแตกต่างได้จากฉลาก โดยสินค้าออร์แกนิคจะมีเครื่องหมายมาตรฐานรับรองในประเทศไทย คือเครื่องหมาย “ออร์แกนิคไทยแลนด์” และในระดับมาตรฐานสากล ได้แก่ สัญลักษณ์ IFOAM (สมาพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ)”


