สกพอ. พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ลุยอีอีซีโมเดล-จัดศูนย์ความเป็นเลิศ คนเรียนไม่ตกงาน ต่างชาติอยากลงทุน

2.09.20 | 10:29 น.

วันนี้อนาคตของเยาวชนไทยกำลังจะเปลี่ยนไป ภายหลังรัฐบาลได้ประกาศให้มีนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) แผนยุทธศาสตร์ภายใต้ไทยแลนด์ 4.0 พร้อมปักหมุดให้ “สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)” ลุยภารกิจพัฒนากำลังคนให้ตอบสนองต่อความต้องการของสถานประกอบการอย่างต่อเนื่อง โดยให้ “วิทยาลัยเทคนิคชลบุรี” เป็นศูนย์กลางผลิตกำลังคนผ่าน “EEC Model” นำระบบราง-สร้างโอกาส ให้คนรุ่นใหม่มีทางเลือกอาชีพที่มั่นคง ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับคนและชุมชน ควบคู่กันให้เร่งทำแต้มในกลุ่มดิจิทัล โลจิสติกส์ ในการพัฒนาทักษะทุนมนุษย์ เพื่อดึงดูดนักลงทุนมาไทยเมื่อการลงทุนฟื้นตัว

พร้อมกับจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศการอาชีวศึกษาในพื้นที่ EEC เพื่อพัฒนาทักษะเฉพาะด้านให้กับผู้เรียนได้อย่างตรงจุด สามารถทำงานได้ทันทีหลังจบการศึกษา และผลักดันบุคลากรฝีมือดีให้มีมาตรฐานสากล รองรับความต้องการแรงงานในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย สร้างความแข็งแกร่งให้กับภาคการผลิตและภาคธุรกิจ ตลอดจนเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 สู่ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนในอนาคต

ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ได้จัด “สัมมนาการขับเคลื่อนอาชีวศึกษาในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)” โดย นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้เกียรติเป็นประธานและกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “การยกระดับทักษะบุคลากรไทยในยุคเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก” พร้อมด้วยสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี (สมเด็จธงชัย) ให้โอวาทด้านการศึกษาไทย โดยมี นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก นำเสนอความคืบหน้าโครงการด้านการศึกษาไทยในพื้นที่ EEC

ยกระดับทักษะบุคลากรไทยในยุคเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก

Advertisement

นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ปาฐกถาพิเศษโดยมุ่งประเด็นสำคัญไปที่ “ความพร้อมในการเป็นศูนย์กลางขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” ประเทศไทยมีความพร้อมหรือไม่ โดยมองว่าหากเอาสถานการณ์ช่วงโควิด-19 ที่ไทยมีจุดเด่นในการรับมือกับโควิด-19 กลุ่มโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้นมากจากการค้าอีคอมเมิร์ซที่ขยายตัวรวดเร็ว รวมถึงอุตสาหกรรมอาหารการแพทย์ ใช้เหล่านี้เป็นต้นแบบสร้างทุนมนุษย์ที่มีความเป็นเลิศ จะมีโอกาสมากๆ ในวันที่โลกกลับมาลงทุน ทั่วโลกจะมองมาที่ประเทศไทย

“วิกฤตโควิด-19 ทำให้เห็นอะไรบางอย่าง การศึกษาไทยเปราะบางมาก ต้องปรับตัว ช่วงแรกๆ อาจไปไม่ได้ พอตั้งหลักได้ก็เห็นว่าสามารถทำได้ โควิด-19 ทำให้เห็นภาพชัดอีกอย่างหนึ่ง ทำให้เห็นว่าบุคลากรทางการแพทย์ของไทยอยู่ในลำดับต้นๆ ของโลก บุคลากรเหล่านี้มาจากระบบการศึกษาไทย ฉะนั้นหากสามารถผลิตบุคลากรในภาคอื่นเหมือนบุคลากรการแพทย์ได้ เอาเด็กเก่งมาเรียน เห็นเคสต่างๆ เราจะมีโปรแกรมเมอร์เก่งๆ ผู้ประกอบการที่เก่งๆ สำคัญคือต้องแยกความเป็นเลิศนั้นให้ได้ และสถานที่การศึกษาต้องพร้อม”

นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ กล่าวอีกว่า ขณะนี้แผนการพัฒนาในเขตพื้นที่ EEC เห็นภาพชัดในเรื่องของการลงทุนขนาดใหญ่ ขนาดกลาง จนถึงขนาดเล็ก แม้ช่วงวิกฤตโควิด-19 อาจทำให้แผนต่างๆ หยุดชะงักลงไปบ้าง แต่การพัฒนาทุนมนุษย์ หรือการเตรียมความพร้อมของนักเรียนนักศึกษาในพื้นที่ EEC โดยเฉพาะในส่วนของอาชีวะ ต้องไม่หยุดนิ่ง ต้องใช้ช่วงเวลานี้เตรียมตัว และปรับแนวทางในการทำงานของวิทยาลัยในพื้นที่ EEC ให้มีศักยภาพ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโลจิสติกส์ ระบบรางต่างๆ ต้องจูงใจให้คนอยากมาเรียนในวิชาชีพที่วางเอาไว้ตาม 10 S-Curve ทั้งนี้ จะจัดสรรงบประมาณปลายปี 63-64 ไว้สำหรับสร้างศูนย์แห่งความเป็นเลิศ เพื่อเตรียมความพร้อมพัฒนาทักษะทุนมนุษย์สู่ความเป็นเลิศ รองรับการขยายตัวของ EEC ที่จะเกิดขึ้น

“วันนี้ทั่วโลกอยู่ในการแข่งขันที่เท่าเทียมกัน ทุกประเทศไม่มีใครอยากไปลงทุน วิกฤตนี้คือโอกาส ถ้าเราถอยหลังกลับมาตั้งหลัก ปรับการศึกษาโดยเฉพาะในส่วนของอาชีวะให้เข้มแข็ง วันที่เศรษฐกิจกลับมา วันที่โลกกลับมาลงทุน เขาจะมองไทยพร้อมในทุกๆ ด้าน เรายืนอยู่ในประเทศที่มีความน่าลงทุนมากที่สุด ดังนั้นต้องสร้างครู นักเรียน ผู้บริหารสถานศึกษา

ให้เป็นเลิศ ผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์ม DEEF ศูนย์ต่างๆ ที่มี อาชีวะมีโอกาสที่จะตอบสนองการลงทุนทั่วทั้งโลก หากพลาดเรือลำนี้ไปก็ไม่แน่ใจว่าเรือลำนี้จะกลับมาอีกเมื่อไร ให้ใช้ช่วงนี้เสริมเรือให้แข็งแกร่ง ทำให้คนเรือมีความพร้อมมากที่สุด มั่นใจ 2-3 ปีข้างหน้า คนจะล้นเรือและเราสามารถเลือกได้ว่าจะเอาใครลงเรือ”

เดินหน้า EEC โมเดล ยืนยันสร้างบุคลากรตรงงานกว่า 475,000 คน

นายคณิศ แสงสุพรรณ เผยในงานสัมมนาว่า สกพอ.ได้ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงแรงงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขับเคลื่อนการพัฒนาทักษะบุคลากรแบบตรงตามความต้องการ Demand driven (EEC Model) ภาคเอกชนร่วมจ่าย โดยประมาณความต้องการบุคลากรในพื้นที่ EEC ระยะเวลา 5 ปี (2562-2566) อยู่ที่จำนวน 4.75 แสนอัตรา ยังคงเดิม แต่จะปรับเปลี่ยนความต้องการบุคลากรในแต่ละสาขาบางด้าน เช่น สาขาที่เกี่ยวข้องกับ 5G ระบบราง ระบบไอที โดยแผนดำเนินการ EEC โมเดล ในปี2563 มีเป้าหมายจะพัฒนาทักษะบุคลากรประมาณ 8,500 คน แบ่งเป็น EEC Model Type A รูปแบบที่เอกชนจ่าย 100% พัฒนาทักษะบุคลากร อุดมศึกษา 1,731 คน อาชีวศึกษา 785 คน รวม 2,516 คน

และ EEC Model Type B  ฝึกอบรมระยะสั้น (Short Courses) เพื่อผลิตกำลังคน ปรับทักษะ (Re skill) เพิ่มทักษะ (Up skill) ในระยะเร่งด่วน เป็นหลักสูตรแบบ Non-degree และมีเงื่อนไขให้ภาครัฐสนับสนุนงบประมาณ ไม่เกินร้อยละ 50 ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 50 เอกชน เป็นผู้สนับสนุน ซึ่งจะทำให้มั่นใจว่าจะสามารถผลิตบุคลากรที่มีทักษะและความสามารถ ได้อย่างรวดเร็วตรงความต้องการของแต่ละอุตสาหกรรมเป้าหมาย รวมถึงมีแผนจะขยายผลไปยังนักศึกษามหาวิทยาลัยชั้นปี 3 และชั้นปี 4 ให้สามารถเก็บสะสมการฝึกอบรมระยะสั้น เป็น Credit Bank ในอนาคตได้

ปัจจุบันหลักสูตรระยะสั้น ได้ผ่านการพิจารณา รวม 82 หลักสูตร ซึ่งจะสามารถผลิตบุคลากรรวมเป็น 6,064 คน ครอบคลุมอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ยานยนต์แห่งอนาคต อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การบินและโลจิสติกส์ ส่วนในปีงบประมาณ 2564 จะผลิตเพิ่มอีก 30,000 คน ซึ่งกำลังขอรับงบประมาณ 120 ล้านบาท ภายใต้พ.ร.บ.เงินกู้ 400,000 ล้านบาท และเอกชนจะสมทบ 120 ล้านบาท โดยเอกชนที่เข้าร่วม EEC โมเดล สามารถนำไปหักลดหย่อนภาษี 2.5 เท่า ทั้งหมดจะได้แรงงานที่ตรงตามความต้องการ และมีเอกชนเข้าร่วมแล้ว 150 ราย

ขณะที่ศูนย์ความเป็นเลิศการอาชีวศึกษาในพื้นที่ EEC  (Excellent Center) เพื่อพัฒนาทักษะเฉพาะด้านให้กับนักเรียนได้อย่างตรงจุด และสามารถทำงานได้ทันทีหลังจบการศึกษา อันจะเป็นการยกระดับการอาชีวศึกษาครั้งใหญ่ในพื้นที่ EEC เบื้องต้นมีจำนวน 6 แห่ง ได้แก่ วิทยาลัยเทคนิคฉะเชิงเทรา (ด้านศูนย์ยานยนต์สมัยใหม่)  วิทยาลัยเทคนิคพนมสารคาม (ด้านศูนย์ดิจิทัลและหุ่นยนต์) วิทยาลัยเทคนิคชลบุรี (ด้านศูนย์ระบบรางและ Logistic) วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ (ด้านศูนย์ Aviation และการท่องเที่ยว) วิทยาลัยเทคนิคระยอง (ด้านศูนย์ Automation & Robotic) และวิทยาลัยเทคนิคจันทบุรี (ด้านศูนย์โลจิสติกส์)

“รมว. ให้นโยบายที่ค่อนข้างชัดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง ที่ทำให้ EEC ทำได้ในระดับเป็นหมื่นคน ปีหน้าตั้งใจทำสามหมื่นคน จะเริ่มทำศูนย์ความเป็นเลิศใน EEC ก่อน รถไฟความเร็วสูงของเรามีก็จริง แต่ยังห่างจีน 10 เท่า ก็ต้องไปดูแต่ละศูนย์ ไปดึงคนที่เก่งเรื่องรถไฟมาอยู่ที่เดียวกัน เพื่อทำให้เป็นศูนย์ความเป็นเลิศจริงๆ เป้าหมายที่บอกว่า 4.75 แสนคน เป็นห่วงอยู่ตลอดเวลา ตอนนี้ทำได้ 10-15% ต้องอาศัยการเปลี่ยนระบบทั้งหมด ที่ผ่านมาทำในลักษณะ Sandbox ครั้งนี้จะเป็นการขยายผลครั้งใหญ่ เพื่อให้ได้จำนวนบุคลากรที่เราอยากได้จริงๆ เพื่อเตรียมตัวเรื่องคน หมดโควิด-19 จะพร้อมพอดี”

ขับเคลื่อนอาชีวศึกษาในพื้นที่ EEC

ภายในงานยังมีเสวนาพิเศษ ซึ่งมีผู้ร่วมเสวนาได้แก่ นายณรงค์ แผ้วพลสง เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา นายอภิชาต ทองอยู่ ประธาน EEC-HDC และ นายชิต เหล่าวัฒนา ที่ปรึกษาพิเศษด้านการพัฒนาการศึกษา บุคลากรและเทคโนโลยี EEC ภายใต้หัวข้อ “ขับเคลื่อนอาชีวศึกษาในพื้นที่ EEC” มีความน่าสนใจคล้ายกัน โดย นายณรงค์ แผ้วพลสง กล่าวว่า การที่อาชีวะจะเดินไปข้างหน้าได้ บุคลากรจะต้องพร้อม ต้องไม่ลืมว่าบุคลากร ผู้บริหาร คุณครู คือกลไกลสำคัญที่จะขับเคลื่อนไปด้วยกัน เอาคุณภาพมาดึงปริมาณ ถ้าสร้างคุณภาพได้ทุกอย่างจะมาหมด ถ้าทุกคนรู้ว่ามาที่นี่มีงานทำ รายได้ดี คนจะมาเรียน

เช่นเดียวกับ นายอภิชาต ทองอยู่ กล่าวว่า ต้องทำให้เด็กได้งานก่อนจบ ต้องสร้างแพลตฟอร์มการทำงานใหม่ ต้องออกไปพบแหล่งงาน แล้วสร้างเด็กไปในทิศทางนั้น จึงจะทำให้อาชีวะเป็นพลังของการพัฒนาบุคลากรให้กับประเทศในอนาคตโดยเริ่มที่ EEC ได้

ขณะที่ นายชิต เหล่าวัฒนา กล่าวว่า การขับเคลื่อนอาชีวะใน EEC มี 3 ส่วนที่สำคัญ คือ “อาชีวะ”, “อุตสาหกรรม” และ “EEC” ความท้าทายคือกำลังคน 4.75 แสนคนใน 5 ปี ซึ่ง 60% คืออาชีวะ และแรงงานจะมีมูคค่าถึง 40% ดังนั้นความท้าทาย ทำอย่างไรถึงจะลดต้นทุนแรงงานให้ลงมาอยู่ที่ 20% ให้ได้ ขณะเดียวกันศูนย์ความเป็นเลิศ 1-5 ปี ก็ต้องก้าวทันเทคโนโลยีสมัยใหม่ จนสามารถผลิตกำลังคนที่สอดคล้องกับความต้องการจริง สามารถเรียนรู้และปฏิบัติงานด้านเทคนิคแบบเล็งผลเลิศ (States of Practice) รวมถึงพัฒนาต้นแบบเครื่องจักรในขบวนการผลิตได้ และต้องพัฒนาเทคโนโลยีร่วมกับอุตสาหกรรมด้วย

ด้วยโลกนั้นถูกเขย่าด้วยเทคโนโลยีและความเปลี่ยนแปลงต่างๆ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ความท้าทายในศตวรรษที่ 21 จึงมีความซับซ้อนเมื่อเทียบกับความท้าทายในโลกใบเก่า ดังนั้น หนึ่งในสิ่งที่ต้องเตรียมการคือ “การยกระดับทักษะบุคลากรไทย” ซึ่งโครงการด้านการศึกษาไทยในพื้นที่ EEC ถือว่าเป็นหัวจักรของเรื่องนี้ และจะสำเร็จตามที่วางไว้มากแค่ไหน คงเป็นเรื่องที่ต้องจับตามองกันต่อไป