‘จุติ ไกรฤกษ์’ ร่วมงานประชุมระดับชาติสภาองค์กรชุมชนประจำปี 2563

11.09.20 | 14:12 น.

สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ / ‘จุติ  ไกรฤกษ์’ รมว.พม.ร่วมงานประชุมในระดับชาติสภาองค์กรชุมชนตำบลประจำปี 2563  โดยรับมอบข้อเสนอจากผู้แทนสภาองค์กรชุมชน  เพื่อส่งต่อ ครม.พิจารณาดำเนินตาม พ.ร.บ.สภาฯ พ.ศ.2551 โดยปีนี้มีข้อเสนอแนะและแก้ไขปัญหาหลายด้าน  เช่น ส่งเสริมและอนุรักษ์วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์  การแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน  เสนอทบทวนเมืองอุตสาหกรรมจะนะ จ.สงขลา  การชดเชย-จัดหาที่อยู่อาศัยให้ชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากรถไฟรางคู่ที่ จ.ขอนแก่น  ปัญหาโรงงานขยะอุตสากรรมในภาคตะวันออก  ฯลฯ  นอกจากนี้ยังมีการลงนามบันทึกความร่วมมือระหว่างสภาองค์กรชุมชนกับหน่วยงานต่างๆ 10 หน่วยงาน

 สภาองค์กรชุมชนจัดตั้งขึ้นตาม ‘พระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551’  มีบทบาทและภารกิจในการส่งเสริมให้ชุมชนและประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาตำบลในด้านต่างๆ  เช่น  สิ่งแวดล้อม  ทรัพยากรธรรมชาติ  การอนุรักษ์ศิลปะ  วัฒนธรรม  เสนอแนะปัญหาและแนวทางแก้ไข หรือความต้องการของประชาชนอันเกี่ยวกับการจัดทําบริการสาธารณะของหน่วยงานของรัฐ  หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  ฯลฯ  กำหนดให้มีการประชุมสภาฯ ในระดับตำบลอย่างน้อยปีละ 4 ครั้ง  และประชุมในระดับชาติอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง  โดยในปีนี้สภาองค์กรชุมชนดำเนินการมาครบ 12 ปี  มีการจัดตั้งสภาฯ ทั่วประเทศแล้ว 7,794 แห่ง

โดยในวันนี้ (10 กันยายน)  ตั้งแต่เวลา 8.30-14.00 น.  มีการจัดประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบล  ประจำปี 2563 ที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ ถนนนวมินทร์  เขตบางกะปิ  กรุงเทพฯ  โดยมีผู้แทนสภาองค์กรชุมชนทั่วประเทศ  หน่วยงานภาคีเครือข่าย  และภาคประชาสังคม  เข้าร่วมงานประมาณ 450 คน  มีนายจุติ  ไกรฤกษ์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ในฐานะรัฐมนตรีรักษาการตาม พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนฯ เดินทางมารับข้อเสนอเชิงนโยบายจากที่ประชุม  เพื่อนำเสนอให้คณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปพิจารณาแก้ไขปัญหาตาม พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551 มาตรา 32 (2) และ (3)

Advertisement

นายจุติ  ไกรฤกษ์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ กล่าวว่า    สภาองค์กรชุมชนตำบล  ถือเป็นรากแก้วของประชาธิปไตย  เป็นสภาแห่งเดียวที่มาจากเสียงของพี่น้องประชาชนระดับรากหญ้า  ปัจจุบันจัดตั้งสภาฯ แล้ว จำนวน 7,794 ตำบล   สมาชิก 250,000 คน  สิ่งที่สำคัญ  คือ  สภาองค์กรชุมชนนี้  กำหนดทิศทางของตนเอง โดยไม่ต้องรอนโยบายของกระทรวง พม.  โดยขณะนี้มีสภาองค์กรชุมชนที่เข้มแข็ง 24%  และยังต้องพัฒนา 76 %   ซึ่งจะต้องทำให้ดี  นอกจากนั้นต้องไม่ทิ้งใครไว้ด้านหลังแม้กระทั่งกลุ่มชาติพันธุ์

นายวิรัตน์  พรมสอน  ประธานที่ประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบล  กล่าวว่า  นอกจากสภาองค์กรชุมชนตำบลแต่ละแห่งจะมีบทบาทในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชนท้องถิ่นต่างๆ  แล้ว  พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551 มาตรา 32  ยังระบุว่า “ให้ที่ประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบลดำเนินการเรื่องต่างๆ  ดังต่อไปนี้

(1) กําหนดมาตรการส่งเสริมและสนับสนุนการจัดตั้งและการพัฒนาสภาองค์กรชุมชนในระดับตําบลให้เกิดความเข้มแข็งและพึ่งตนเองได้  เพื่อเสนอให้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ

(2) ให้ความเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการกําหนดนโยบายและแผนพัฒนาทางเศรษฐกิจ  สังคมและกฎหมาย รวมทั้งการจัดทําบริการสาธารณะของหน่วยงานของรัฐ  หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีผลต่อพื้นที่มากกว่าหนึ่งจังหวัด  ทั้งด้านเศรษฐกิจ  สังคม  คุณภาพชีวิต  และสิ่งแวดล้อม

(3) สรุปปัญหาที่ประชาชนในจังหวัดต่างๆ ประสบ  และข้อเสนอแนะแนวทางการแก้ไขเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการ”

โดยในปีนี้มีข้อเสนอเชิงนโยบายจากที่ประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบลฯ ตามมาตรา 32 (2) “ความเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการกำหนดนโยบายและแผนพัฒนาเศรษฐกิจ  สังคม  และกฎหมาย  รวมทั้งจัดการบริการสาธารณะของหน่วยงานของรัฐ  หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีผลต่อพื้นที่มากกว่าหนึ่งจังหวัด  ทั้งด้านเศรษฐกิจ  สังคม  คุณภาพชีวิต  และสิ่งแวดล้อม”  โดยมีข้อเสนอประเด็นนโยบายจากที่ประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบล  ประจำปี 2563  เช่น

การส่งเสริมฟื้นฟูอนุรักษ์วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์และพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษ    ให้รัฐบาล คณะรัฐมนตรี สนับสนุน พ.ร.บ.ส่งเสริมและอนุรักษ์วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ…. เพื่อให้ร่างกฎหมายนี้มีความสอดคล้องกับปัญหาและความต้องการชุมชนและกลุ่มชาติพันธุ์ได้มีส่วนร่วมและมีประสิทธิภาพ  ฯลฯ

สนับสนุนการจัดการปัญหาไฟป่าและหมอกควัน  เช่น ให้กระทรวงทรัพยากรฯ เป็นเจ้าภาพหลักในการสนับสนุนการจัดการปัญหาไฟป่าและหมอกควันร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม สำนักงานกองทุนสิ่งแวดล้อม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ฯลฯ ผู้แทนภาคธุรกิจเอกชน ผู้แทนสภาองค์กรชุมชน ท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  ฯลฯ

 ข้อเสนอตามมาตรา 32 (3) “สรุปปัญหาที่ประชาชนในจังหวัดต่างๆ ประสบและข้อเสนอแนะแนวทางการแก้ไข เพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการ”   โดยมีข้อเสนอจากที่ประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบล ประจำปี พ.ศ. 2563  เช่น

จะนะเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต  เช่น ให้รัฐบาลทบทวนโครงการนี้  โดยต้องยกเลิกมติคณะรัฐมนตรี  เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2562  และมติเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2563  เพราะปัจจุบันจังหวัดสงขลามีนิคมอุตสาหกรรมอยู่แล้วถึง 2 แห่ง คือ นิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ (ฉลุง) และเขตเศรษฐกิจพิเศษสะเดา ซึ่งรัฐบาลควรจะต้องสร้างมาตรการส่งเสริมสนับสนุนและเชิญชวนให้ภาคเอกชนได้เข้าไปใช้ประโยชน์พื้นที่ทั้งสองแห่งให้เต็มพื้นที่เสียก่อน  หากรัฐบาลจะเดินหน้าเพื่อพัฒนาอำเภอจะนะต่อไป ต้องมีการศึกษาการประเมินผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์ (SEA) และการศึกษา EHIA ตามมาตรา 58 เพื่อเป็นข้อมูลนำมากำหนดทิศทางการพัฒนาพื้นที่โดยกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่

            เขตพัฒนาโครงการรถไฟทางคู่ จังหวัดขอนแก่น นครราชสีมา   2.1 ขอให้การรถไฟแห่งประเทศไทยจัดกลไกการดำเนินงานแบบมีส่วนร่วมในกรณีการโยกย้ายและการชดเชยทรัพย์สินสำหรับผู้ได้รับผลกระทบที่อาศัยในเขตแนวเส้นทาง รถไฟ  และเวนคืนที่ดินช่วงที่เบี่ยงนอกเขตทางรถไฟ  ควรชดเชยในราคาตลาด  โปร่งใส  เป็นธรรมจัด  และหาที่อยู่อาศัยใหม่ที่เหมาะสม และมีมาตรการในการกำกับ ติดตามความเป็นอยู่ของผู้ถูกอพยพและเยียวยาในส่วนต่าง ๆ

            ผลกระทบจากโรงงานประกอบกิจการขยะ 5 จังหวัด ชลบุรี ระยอง ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา และสระแก้ว    เช่น  รัฐบาลต้องมีนโยบายให้มีผู้ประกอบการที่มีเทคโนโลยีกำจัดขยะพิษเข้ามามากขึ้น การแก้ปัญหาการจัดการขยะพิษ และการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม ต้องดำเนินการพร้อมการสนับสนุนผู้ประกอบการที่มีเทคโนโลยีและความพร้อมในการจัดการกากอุตสาหกรรมมากขึ้น   ขอให้รัฐบาลมีนโยบายห้ามนำเข้าขยะทุกประเภทจากต่างประเทศโดยถาวร  ฯลฯ

นอกจากการประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบลประจำปี 2563 ดังกล่าวแล้ว  ในวันนี้ (10 กันยายน) ยังมีการบันทึกการลงนามความร่วมมือระหว่างสภาองค์กรชุมชนกับหน่วยงานต่างๆ รวม 10 หน่วยงาน  เนื่องจากสภาองค์กรชุมชนฯมีการจัดตั้งเกือบเต็มพื้นที่ประเทศ  (ปัจจุบันจัดตั้งแล้ว 7,794  แห่ง)  ทำให้สามารถขับเคลื่อนงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่ลงนามได้กว้างขวาง  เช่น  การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างผู้แทนสภาองค์กรชุมชน  ผู้แทนสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ  และเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือ ป.ป.ส.  ในการนำร่องนโยบายพืชกระท่อมเพื่อใช้ประโยชน์ทางการแพทย์  และการสร้างเศรษฐกิจชุมชน

การลงนามร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ป.ป.ท.  เพื่อให้สภาองค์กรชุมชนที่มีการจัดตั้งทั่วประเทศมีส่วนร่วมในการป้องกันการทุจริต

สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า  กระทรวงพาณิชย์   เพื่อสำรวจข้อมูลนำมาจัดทำดัชนีเศรษฐกิจการค้าฐานราก   สภาเกษตรกรแห่งชาติ  เพื่อจัดทำแผนงานพัฒนาเกษตรกรรมสู่แผนพัฒนาชุมชน   มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน  ภาคเหนือ  เพื่อขับเคลื่อนเรื่องเครือข่ายป่าภาคพลเมือง