คิดใหม่ไทยก้าวต่อภาคเหนือชูธงเศรษฐกิจพอเพียงฟื้นประเทศ

5.10.20 | 10:33 น.

เวทีภาคเหนือชูศาสตร์พระราชาฟื้นเศรษฐกิจฐานรากฉุดเศรษฐกิจ สภาพัฒน์เตรียมใช้บทเรียนโควิด เขียนแผน 13 พัฒนาเศรษฐกิจชาติให้ยั่งยืนจากรากเหง้าตัวเอง

เวทีคิดใหม่ไทยก้าวต่อประชาคมภาคเหนือ เสนอชูธงเศรษฐกิจพอเพียงฟื้นประเทศ ใช้วิถีวัฒนธรรมไทยดึงทั่วโลกเที่ยวไทย เชื่อหลังโควิดโลกไม่เหมือนเดิมแต่ไทยจะเป็นหมุดหมายลงทุนสีเขียวและสุขภาพ

หม่อมราชวงศ์ดิศนัดดา ดิศกุล เลขาธิการมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ เปิดเผยว่าในช่วงสองปีที่ผ่านมาไทยจะประสบปัญหาอุปสรรครุนแรงจากภายนอกทั้งสงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐ ปัญหาภัยแล้งในประเทศที่รุนแรงที่สุดในรอบ 40 ปีและตามมาด้วยการระบาดของโควิด-19 มูลนิธิปิดทองหลังพระจึงได้ร่วมกัน 8 องค์กรภาคีจัดเวทีเสวนาระดมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน  และจะหารือเวทีกลางที่กรุงเทพฯ ทำข้อสรุปเสนอต่อรัฐบาลประมาณเดือน พ.ย. 2563 เพื่อเป็นอีกแนวทางที่จะร่วมขับเคลื่อนประเทศให้พ้นจากวิกฤติในครั้งนี้

ทั้งนี้เวทีภาคเหนือนั้นข้อเสนอมีความน่าสนใจในหลายประเด็น โดยประเด็นสำคัญคือการเสนอให้นำแนวพระราชดำริในเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และทฤษฏีใหม่มาใช้ในการฟื้นฟูและพัฒนาประเทศในทุกมิติทั้งเศรษฐกิจและสังคม และเห็นว่าแม้รายได้สำคัญของประเทศจะมาจากภาคท่องเที่ยวและอุตสาหกรรม แต่ในส่วนของภาคเกษตรจะยังเป็นภาคสำคัญที่จะทำให้ประเทศพ้นวิกฤติไปได้และนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในอนาคตโดยการส่งเสริมการทำการเกษตรเชิงคุณภาพ เกษตรปราณีต การทำเกษตรสมัยใหม่ทำน้อยได้มาก การแปรรูปทางการเกษตรที่ลดการสูญเสียให้มากที่สุด ร่วมถึงการพัฒนาธุรกิจสีเขียว การรีไซเคิลขยะ ธุรกิจที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและธุรกิจสุขภาพ ธุรกิจขนส่ง และระบบโลจิสติกส์ จะเป็นธุรกิจที่มีการเติบโตหลังโควิด-19

Advertisement

นายโอรส เพชรเจริญ ผู้อำนวยการอาวุโสธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักภาคเหนือ กล่าวในเวทีว่า ภาคเหนือ 17 จังหวัด ประชาชน 11.4 ล้านคน ร้อยละ 17 ของประเทศ มีสัดส่วนผลิตภัณฑ์มวลรวมของภาคต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ 7 แสนล้านบาทหรือร้อยละ 8 โดยแบ่งเป็นภาคเกษตรร้อยละ 16 อุตสาห กรรมร้อยละ 20 บริการร้อยละ 59 (มาจากภาคท่องเที่ยวร้อยละ 26) จำนวนนักท่องเที่ยวในภาคเหนือตัวเลขปี 2562 ประมาณ 35 ล้านคน เป็นคนไทยมากถึง 30 ล้านคนที่เหลือคือต่างชาติ 5 ล้านเป็นชาวจีนร้อยละ29 รองลงมาคือฝรั่งเศส ญี่ปุ่นและอเมริกา ในช่วงโควิดและในช่วงต้นปีที่ผ่านมาดัชนีรายได้ ดัชนีการบริโภคของทุกส่วนภาคลดลงทุกตัว โดยเฉพาะช่วงล็อกดาวท์ และจากภาวะภัยแล้ง แต่ปัจจุบันเมื่อมีมาตรการผ่อนคลาย ส่งผลให้ตัวเลขเริ่มดีขึ้น สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค จำนวนนักท่องเที่ยวและการเดินทางผ่านท่าอากาศยานที่เริ่มดีขึ้นจากไทยเที่ยวกันเอง

“ปัจจุบันเศรษฐกิจของภาคเหนือมีการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างอย่างมีนัยสำคัญคือภาคเกษตรลดลงแต่มาเพิ่มด้านบริการและท่องเที่ยว โดยตัวเลขปี 24 ภาคเกษตรโตร้อยละ 40  บริการร้อยละ 45 อุตฯ ร้อยละ  9   ในปี 62 ปรับเป็นภาคเกษตรร้อยละ 16 บริการร้อยละ 59 และอุตฯ ร้อยละ 2 และจากตัวเลขนักท่องเที่ยว จะเห็นว่าคนไทยเที่ยวมากที่สุดเพราะฉะนั้นนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยของคนไทย จึงสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะเร่งด่วน และในระยะยาวที่ควรมีมาตรการจูงใจคนไทยเที่ยวไทยมากขึ้น“

นายอนุวัตร ภูวเศรษฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคเหนือ หอการค้าไทย กล่าวว่า วิกฤติเศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว แต่สิ่งที่กังวลคือการระบาดรอบสอง จากความไม่แน่นอนของการผลิตวัคซีนของโลกที่อาจล่าช้าไปถึงปี 64 และการระบาดที่ประเทศเพื่อนบ้านที่สร้างความกังวลให้กับไทย สิ่งที่เสนอต่อภาครัฐคือการวางมาตรการช่วยเหลือต้องชัด และต้องเป็นมาตรการที่คงการจ้างงานให้มากที่สุด เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถอยู่ได้และคงการจ้างงานได้ เช่นการอุดหนุนค่าจ้างงานให้เอกชนร้อยละ 30 % ระยะเวลา 1 ปีครึ่ง เพื่อคงการจ้างงานในระบบ เหมือนที่รัฐช่วยอุดหนุนค่าจ้างเด็กจบใหม่ การช่วยเหลือเอสเอ็มอีให้คงการจ้างงาน โดยให้ลดอุปสรรคการเข้าถึงทุนให้มากที่สุด รวมถึงการช่วยเหลือธุรกิจที่อาจขาดสภาพคล่องเพื่อให้สามารถหมุนเวียนธุรกิจได้

“ทั้งนี้เห็นว่าเงินของรัฐคือตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุด แต่ควรตรงเป้า ควรหนุนการจ้างงานในระบบให้มากเพราะนักธุรกิจจีนจะพูดเสมอคือ จ้างงาน 1 คนเลี้ยง 3 คน หากคงจ้างงานไว้ 1 คนก็ประหยัดงบรัฐที่จะไปอุ้มคนอีก 3 คน เป็นต้น และเห็นว่าธุรกิจสำคัญที่จะมาแรงหลังโควิดคือธุรกิจสุขภาพรองรับผู้สูงอายุ   ธุรกิจการแปรรูปสิ่งของเหลือใช้ภาคเกษตร และธุรกิจกำจัดขยะ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งอาจจะมีการหารือในเวทีต่อไปเพราะมีการพูดถึงกันมากขึ้น“

นายโสภณ แท่งเพ็ชร ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า สัดส่วนคนจนปี 62 ร้อยละ 9.85 หรือประมาณ 6.68 ล้านคน ในภาคเหนือมีตัวเลขความยากจนประมาณ 1.38 ล้านคนจาก 12 ล้านคน เป็นผลมาจากรายได้ภาคเกษตรที่ลดลง อัตราการว่างงานในภาคเหนือไตรมาสแรกของปี 63 ประมาณร้อยละ 0.8-1 หรือประมาณ 2.5 หมื่นคน ในช่วงไตรมาสสอง สำนักสถิติแห่งชาติรายงานว่ากระโดดเพิ่มเป็นประมาณร้อยละ 2.11 หรือประมาณ 1 แสนคน ซึ่งจากวิกฤติทำให้เห็นว่า ปัญหาเกิดมากที่ระบบเศรษฐกิจฐานราก

“หลังโควิด สภาพัฒน์ฯ เห็นว่า ต้องให้ความสำคัญในการพัฒนา 2 ด้านคือ การพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก และการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยในส่วนของการพัฒนาฐานราก รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาและฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากอย่างจริงจังมากขึ้น โดยส่งเสริมการใช้แนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เกษตรทฤษฏีใหม่ มาพัฒนาฐานราก ทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน การท่องเที่ยววิถีชุมชน การส่งเสริมผู้ประกอบการในท้องถิ่น เป็นต้น

ซึ่งงบประมาณเงินกู้ของรัฐ 4 แสนล้านบาท รัฐบาลได้มีการจัดสรรให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงมหาดไทย มากกว่า 1.4 หมื่นล้านบาท ทำโคกหนองนาโมเดล เพื่อพัฒนาคน พัฒนาปรับการผลิตภาคการเกษตร ที่ไทยต้องกลับมามองการพัฒนาด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอย่างจริงจังทุกภาคส่วน  และสองการพัฒนาที่ยั่งยืนโดยการพัฒนาภาคเกษตรสู่เกษตรสมัยใหม่ เกษตรอัจฉริยะ การแปรรูปสินค้าเกษตร และเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ของประเทศและของภาคเหนือ สิ่งเหล่านี้ภาคเอกชนสนใจและกำลังจับมือกับสภาพัฒน์ฯที่จะมาร่วมกันเขียนแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ ฉบับที่ 13 ร่วมกัน

หลังจากนี้จะมีการหารือเป็นกลุ่มจังหวัดเพื่อร่วมกันเขียนแผน เป้าหมายคือพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้กระจายไปทั่ว จากปัจจุบันที่จีดีพีของประเทศอยู่ที่กรุงเทพฯมากถึง ร้อยละ 49 โดยจะใช้ผลกระทบของวิกฤติโควิด-19 เป็นตัวตั้งในการเขียนแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ ฉบับที่ 13“ นายโสภณกล่าว