‘อีอีซี’ เผย นักลงทุนเชื่อมั่นไทย เตรียมดัน 3 กลุ่มธุรกิจ ‘5G-ยานยนต์-สุขภาพ’ ดึงเม็ดเงิน

6.10.20 | 18:08 น.

เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ได้จัดการประชุม ครั้งที่ 4/2563 โดยมี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการ กพอ. เป็นประธาน ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเป็นการติดตามความคืบหน้าโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา และเมืองการบินภาคตะวันออก รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่

ภายหลังการประชุม นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) พร้อมด้วย นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายนฤตม์ เทอดเสถียรศักดิ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ร่วมแถลงความคืบหน้าการประชุม

นายคณิศ แสงสุพรรณ กล่าวว่า ในการประชุมครั้งนี้ ส่วนใหญ่เป็นการรายงานและติดตามความก้าวหน้าของโครงการต่างๆ ในพื้นที่อีอีซี โดยโครงสร้างพื้นฐานคืบหน้าต่อเนื่อง 3 โครงการได้เอกชนร่วมลงทุนพร้อมเริ่มดำเนินการแล้ว ได้แก่ 1. โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน การดำเนินงานเป็นไปตามแผนคณะทำงานเร่งรัดโดยช่วงสุวรรณภูมิ-ตะเภา คาดว่าจะส่งมอบพื้นที่ ให้เอกชนดำเนินงานเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ 2564 ช่วงดอนเมือง-พญาไท จะส่งมอบพื้นที่ให้เอกชนดำเนินงานเดือนมกราคม 2565 ในส่วนงานแอร์พอร์ต เรลลิงก์ บริษัทเอกชนได้เริ่มดำเนินการในช่วงระยะที่ 1 แล้ว

2.โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก โดยปัจจุบันคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการฯ ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อให้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จตามเป้าหมายในปี 2567 และ 3. โครงการพัฒนาท่าเรือมาบตาพุด ระยะที่ 3

Advertisement

นายคณิศ กล่าวอีกว่า สำหรับการลงทุนในพื้นที่ อีอีซี ยังเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยมีความคืบหน้าหลายโครงการ เกิดการลงทุนจากงบบูรณาการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก โครงสร้างพื้นฐานรัฐร่วมเอกชน (PPP) และการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ มีมูลค่าสูงถึง 1,582,698 ล้านบาท ณ กันยายน 2563 แบ่งเป็น งบบูรณาการเขตพัฒนพิเศษภาคตะวันออก (โครงสร้างพื้นฐาน) อนุมัติแล้ว 67,687 ล้านบาท มูลค่า การลงทุนระหว่างปี 2561 – 2564 มูลค่า 50,757 ล้านบาท และเดินหน้าลงทุนต่อเนื่อง ปี 2565 – 2567 มูลค่า 16,930 ล้านบาท

ขณะที่โครงการร่วมลงทุนรัฐ – เอกชน หรือ PPP ได้ผู้ลงทุน 3 โครงการ ทำสัญญาแล้วรวม 527,603 ล้านบาท โดยจะมีการลงทุนในปี 2563 มูลค่า 2,565 ล้านบาท ในปี 2564 มูลค่า 55,783 ล้านบาท และลงทุนตลอดระยะเวลาโครงการ 469,255 ล้านบาท และการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนให้กับอุตสาหกรรมเป้าหมายในพื้นที่ อีอีซี ตั้งแต่ปี 2560 – เดือนมิถุนายน 2563 เป็นเป็นมูลค่าการลงทุน 987,408 ล้านบาท ซึ่งเป็นการลงทุนของภาคเอกชนทั้งสิ้น

นายนฤตม์ เทอดเสถียรศักดิ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน กล่าวว่า สำหรับภาวะการลงทุนของอีอีซี ตัวเลขคำขอรับการส่งเสริมแม้จะอยู่ในช่วงโควิด-19 แต่คำขอรับการส่งเสริมจนถึงเดือนสิงหาคมยังอยู่ในระดับสูง เนื่องจากบางอุตสาหกรรมยังเติบโตได้ดี เช่น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมอาหาร การแพทย์ ธุรกิจด้านโลจิสติกส์ รวมถึงธุรกิจด้านดิจิทัล อีกทั้ง โครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นการผลิตไฟฟ้าหรือการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม ยังมีการเติบโตได้ดีอยู่

ทั้งนี้ คำขอ 8 เดือนแรกของปี 2563 อยู่ที่ 277 โครงการ มีเงินลงทุนประมาณ 100,00 ล้านบาท ทั้งจำนวนโครงการและเงินลงทุนอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีที่แล้ว ซึ่งเม็ดเงินลงทุนในอีอีซีคิดเป็นสัดส่วนครึ่งหนึ่งของมูลค่าขอรับการส่งเสริมทั้งประเทศ ส่วนใหญ่อยู่ในจังหวัดชลบุรีและระยอง หากพิจารณาการลงทุนจากต่างประเทศ 8 เดือนจะมีมูลค่าคำขอ 62,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 60% ของมูลค่าคำขอในอีอีซี โดยญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีเงินลงทุนมากที่สุด รองลงมาก็คือ จีน เนเธอแลนด์ ไต้หวัน และสิงคโปร์ ตามลำดับ

“เนื่องจากสถานการณ์โควิดทำให้การเดินทางของนักลงทุนยังไม่สามารถทำได้อย่างเต็มที่ ดังนั้น คาดว่าเมื่อใดก็ตามที่สถานการณ์ปลอดภัย จะมีการลงทุนจากต่างชาติอีกจำนวนมากที่จะรอมาลงทุนในประเทศไทย หากดูในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ส่วนใหญ่การลงทุนจะอยู่ในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเลกทรอนิกส์ มีเงินลงทุนประมาณ 22,000 ล้านบาท ต่อมาเป็นกลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน 12,000 ล้านบาท สำหรับกลุ่มที่เป็น New S Curve จะมีการลงทุนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะกิจการด้านไบโอเทค ออโตเมชั่น และการแพทย์” นายนฤตม์ กล่าว

เลขาธิการ อีอีซี กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวทางการส่งเสริมการลงทุนในอีอีซี สกพอ. ได้สร้างกลยุทธ์การส่งเสริมและสนับสนุนใน 12 อุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยมุ่งเน้นสนับสนุน 3 แกนนำกลุ่มธุรกิจที่มีศักยภาพสูงที่จะเข้ามาเชื่อมโยงและผลักดันการลงทุนใน อีอีซี ได้แก่ 1. กลุ่มดิจิทัลและเทคโนโลยี 5G ต่อยอดอุตสาหกรรมป้าหมายดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ และยานยนต์สมัยใหม่ เน้นเทคโนโลยีระบบ 5G การพัฒนา Platform บนพื้นฐาน 5G โดยจะครอบคลุมพื้นที่ 50% ของอีอีซี คาดว่าจะครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดภายในปลายปี 2563

2.ระบบขนส่งอัจฉริยะ (Smart Logistics) ต่อยอดอุตสาหกรรมเป้าหมาย การบินและด้านโลจิสติกส์ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดี และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เน้นเทคโนโลยีระบบจัดการเกี่ยวกับพาณิชย์ อิเล็กทรอนิกส์ การเชื่อมโยงกับสนามบินอู่ตะเภา และ 3. กลุ่มธุรกิจสุขภาพ และความเป็นอยู่ที่ดี (Health and Well Being) ต่อยอดจากอุตสาหกรรมเป้าหมายการแพทย์ครบวงจร อุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดี และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เป็นต้น

ด้าน นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงแนวทางการเชื่อมโยงท่าเรือแหลมฉบังกับนานาชาติว่า ประชุม กพอ. ได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมการบริหารการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กบอ) กำกับการบูรณาการโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยให้กระทรวงคมนาคม และสกพอ. ร่วมกันศึกษาใน 3 โครงการสำคัญ ได้แก่

1.โครงการท่าเรือบก (Dryport) โดยการท่าเรือแห่งประเทศไทย และสกพอ. จะเชื่อมโยงท่าเรือแหลมฉบังกับนานาชาติ โดยร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน ดำเนินการท่าเรือบก ในเมืองสำคัญ ๆ เช่น ฉงชิ่ง คุนหมิง (จีน) นาเตย หลวงพระบาง เวียงจันทร์ สะหวันนะเขต (สปป.ลาว) ย่างกุ้ง เนปยีดอ มัณฑะเลย์ (พม่า) ปอยเปต พนมเปญ (กัมพูชา) และดานัง (เวียดนาม) ซึ่งคาดว่าเมื่อเชื่อมโยงสมบูรณ์ จะมีเพิ่มปริมาณสินค้าเข้าท่าเรือแหลมฉบังได้ 2 ล้านตู้สินค้า (ทีอียู) ต่อปี

2.โครงการเชื่อมอ่าวไทยและอันดามัน (ท่าเรือชุมพร ท่าเรือระนอง Land bridge) สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) มีโครงการจะพัฒนาท่าเรือน้ำลึก จังหวัดระนอง ให้เป็นท่าเรือสินค้าคอนเทนเนอร์ ขนส่งสินค้าเส้นทางเดินเรือในกลุ่มประเทศเอเชียใต้ หรือ BIMSTEC (บังกลาเทศ ภูฏาน อินเดีย เมียนมา เนปาล และศรีลังกา) โดยการขนส่งผ่านท่าเรือระนอง จะลดระยะเวลาและค่าใช้จ่ายในการขนส่งสินค้า เพราะไม่ต้องผ่านช่องแคบมะละกา และมีแนวคิดจะพัฒนาท่าเรือน้ำลึกจังหวัดชุมพรเพิ่มเติม โดยจะพัฒนาระบบขนส่งสินค้าเพื่อเชี่อมโยงท่าเรือน้ำลึกทั้งสองแห่ง ด้วยรถไฟทางคู่และทางหลวง Motorway เพื่อเป็นสะพานเศรษฐกิจเชื่อมโยงทะเลอันดามัน และอ่าวไทย

3.โครงการสะพานไทย ที่จะเชื่อมโยงอีอีซี ไปสู่เอสอีซี โดยการก่อสร้างทางรถยนต์มาตรฐาน 4 ช่องจราจรพร้อมไหล่ทางเชื่อมฝั่งตะวันตก และตะวันออกของอ่าวไทยตอนบน (เชื่อม จ.ชลบุรีและ จ.เพชรบุรี) ระยะทางประมาณ 80-100 กิโลเมตร สามารถประหยัดระยะเวลาเดินทาง 2 – 3 ชั่วโมง โดยจะเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวและลดต้นทุนการขนส่งสินค้าระหว่างภาคใต้และท่าเรือแหลมฉบัง

ทั้งนี้ ในที่ประชุมมีการหารือเกี่ยวกับมาตรการการเดินทางของนักธุรกิจและนักลงทุนที่จะเดินทางเข้ามายังประเทศไทยในช่วงนี้ ซึ่งสภาความมั่นคงแห่งชาติ กำลังศึกษาวิธีการและความเป็นไปได้ของข้อกำหนด โดยจะนำเสนอมาตรการเข้าสู่การพิจารณาของศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ภายในสัปดาห์นี้