Urban Dude” เนี้ยบคูลอย่างมีสไตล์ หนึ่งเดียว Bespoke Suit แบรนด์คนไทย

12.10.20 | 14:40 น.

ภาพของบ่าวสาวท่ามกลางเพื่อนเจ้าบ่าวยกแก๊งในชุดสูทเนี้ยบ คือบิ๊กเซอร์ไพรซ์ที่สร้างสีสันเป็นที่จดจำให้กับพิธีสำคัญครั้งหนึ่งในชีวิตของคนคู่หนึ่ง


เบื้องหลังความสมาร์ทดูดีจนใครเห็นก็อดชื่นชมไม่ได้คือ ความประณีตในทุกฝีเย็บ เป็นงานดีไซน์ Bespoke Suit ที่ตัดขึ้นเฉพาะสำหรับคนๆ หนึ่ง จึงมีเพียงชุดเดียวในโลก ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจของผู้ชายที่ทุ่มเทใส่หัวใจลงในทุกรายละเอียด ตั้งแต่ก้าวแรกที่ลูกค้าเดินเข้ามาในร้าน เพื่อดึงเอาอัตลักษณ์ความเป็นตัวตนของลูกค้า มาออกแบบเป็นสูทที่ใช่

“คอนเซ็ปต์ของผมคือ Bespoke คือตามสั่ง แต่ไม่ดีไซเนอร์จ๋า จะเอาความเป็นเรา 50% เมิร์ชกับความเป็นลูกค้า 50% ต้องมานั่งคุยกันก่อนสัก 1 ชั่วโมง เพื่อให้รู้ว่า ไลฟ์สไตล์แบบไหน สูทใช้ในโอกาสอะไร ปกติใส่สูทหรือเปล่า ฯลฯ คนไทยจะใส่สูทครั้งแรกที่ใส่เต็มคือ ในงานแต่งงาน แต่ก็จะมีอีกกลุ่มที่ใส่ทุกวัน เช่น ทนาย คอนซัลท์ ซึ่งก็จะไม่ใส่แบบเป็นทางการมาก ผมจะตีความตามบริบทของแต่ละคน”

Advertisement

วุฒิพงศ์ แซ่อึ้ง หรือที่รู้จักกันในชื่อ“คุณชวน Urban Dude” ผู้ก่อตั้งและเป็นดีไซเนอร์ Urban Dude และได้ชักชวนน้องสาวคุณมุก จุฑามาศ แซ่อึ้ง มาร่วมทำงานด้วยกัน

“ผมมองว่าตัวดีไซเนอร์จะต้องรู้ว่าสูทที่สวยของแต่ละคนเป็นอย่างไร โดยช่างจะต้องสื่อสารเข้าใจกับการวัดตัวของเรา อย่าง ถ้าอก 38 นิ้ว จะบวก-อกนูน/ฟีบ ไหล่เท/ไหล่งุ้ม ช่างก็ต้องตัดให้เข้ามือ เพื่อให้ลูกค้าใส่แล้วมีความเป็นตัวเขาจริงๆ”

 

จากเด็กหนุ่มที่หลงใหลงานเครื่องหนัง สู่ดีไซเนอร์ Bespoke Suit

“ผมเริ่มจากรองเท้าก่อน”

คุณชวน ย้อนเรื่องราวนับแต่จุดตั้งต้นให้ฟังว่า ความที่ครอบครัวมีอาชีพรับจ้างผลิตรองเท้าอยู่แล้ว แต่เป็นรองเท้าสตรีเป็นส่วนใหญ่ จึงมีโอกาสได้ช่วยงานที่บ้านตั้งแต่เด็ก ได้เรียนรู้ประสบการณ์จากคุณแม่ที่สอนเกี่ยวกับองค์ประกอบของการทำรองเท้าทั้งหมด

ผมค่อนข้างชัดเจนตั้งแต่แรกที่อยากจะตัดรองเท้าที่เป็น Gentleman Best Shoes ด้วยความที่เราเป็นคนใช้ของอย่างนี้อยู่แล้ว จะซื้อของไฮเอนด์ ใส่มาแล้วทุกแบรนด์ ปัญหาคือรองเท้าแม้คู่ละ 30,000-40,000 บาท แต่มันกัด เพราะทำมาสำหรับเท้าฝรั่งที่เท้าเรียว แต่คนไทยเท้าแบน หลังเท้าสูง ผมจึงเอารองเท้าตัวอย่างมาแกะทำ Mold เสียใหม่ให้หน้าเท้ากว้างขึ้นและหลังเท้าสูงขึ้น แต่สวยเหมือนเดิม

“เรารู้ pain point ของคนไทย จึงอยากทำรองเท้าที่เข้ากับเท้าของคนเอเชีย ที่ไม่ใช่รองเท้าแฟชั่น แต่เป็นรองเท้าคลาสสิก อย่าง mold ที่ทำตั้งแต่เปิดร้านครั้งแรก ปี 2557 ก็ยังใช้อยู่”

 

ทว่า กว่าจะก้าวมาถึงวันนี้ไม่ง่าย วันที่ Urban Dude เริ่มเป็นที่กล่าวถึงและแนะนำกันปากต่อปากในกลุ่มนักธุรกิจ คนในอาชีพที่ต้องสวมสูทเป็นประจำ เช่น อัยการ ศาล คอนซัลท์ ฯลฯ โดยเฉพาะ Wedding suit ตลาดหลักที่เติบโตมา รวมไปถึงกลุ่มคนที่แสวงหาความเป็นยูนีคไม่เหมือนใคร

ผมเริ่มจากขายออนไลน์ก่อน หลังจากสำเร็จการศึกษาด้านออกแบบนิเทศศิลป์ การสร้างแบรนด์ ก็เริ่มเลย แม้กระทั่งชื่อ Urban Dude ก็เปิดตำราตั้งเอง โดยหยิบเอา Urban สื่อความเป็นไลฟ์สไตล์คนเมือง แต่ผนวกกับ Dude ที่หมายถึงความขี้เล่น มีความขบถ

จากออกบูธตามห้างสรรพสินค้า วันเสาร์/อาทิตย์ เห็นป้ายให้เช่าพื้นที่บนสยาม ตัดสินใจเช่าห้องเล็กๆ แต่จังหวะไม่ดี ตอนนั้นปี 2557 เจอม็อบ เปิดร้านได้เพียง 1 ปี ก็ต้องพับกิจการกลับบ้าน เงินทุนหมด มีแต่ของอยู่เต็มบ้าน คุณพ่อคุณแม่เห็นความตั้งใจจึงยกพื้นที่แถวประตูน้ำ 1 ห้อง ให้เริ่มต้นใหม่

ประตูน้ำ โรงเรียนบ่มเพาะประสบการณ์

“ทำไมภาพจำของประตูน้ำจึงเป็นลบ” คุณชวนตั้งคำถามกับตัวเอง

ด้วยหัวใจขบถ เขารีโนเวทร้านเล็กๆ ของเขาเสียใหม่จนโดดเด่นต่างจากร้านอื่นๆ ในย่านเดียวกัน ทำทุกอย่างให้ดีที่สุด แม้จะเป็นพื้นที่ห้องเล็กๆ ไม่มีที่จอดรถ ริมถนนสายที่การจราจรแออัดแทบจะตลอดเวลา แต่ที่นี่กลับเป็นแหล่งบ่มเพาะประสบการณ์ให้กับเขาได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ ทั้งด้านการตลาด การทำออนไลน์ และเป็นที่ที่จุดประกายให้เริ่มต่อยอดจาก “รองเท้า” สู่ชุดสูทผู้ชายที่ตอบโจทย์ทุกสรีระ

“ย่านประตูน้ำมีร้านสูทเยอะมาก ลูกค้าส่วนใหญ่จะหิ้วสูทมาดูรองเท้าที่เรา เพราะคุณภาพเราดี แต่ราคาแค่ 2,000 กว่าบาท ความที่ผมเป็นคนชอบคุยกับลูกค้าก็จะถามไปเรื่อยเกี่ยวกับสูทที่ลูกค้ามาสั่งตัด และพบว่าเป็นตลาดที่น่าสนใจ เราก็มีคอนเน็กชั่นที่จะทำได้ ที่สำคัญคือ การค้นพบกลุ่มเป้าหมายที่เป็นลูกค้าหลักของเราว่าคือคนที่กำลังจะแต่งงานที่มาหาสูทตัวแรก”

เมื่อกำหนดเป้าหมายได้แล้ว คุณชวนจึงสมัครเรียนการตัดสูทหลักสูตรเร่งรัด 3 เดือนกับห้องเสื้อระพี เพื่อให้รู้และเข้าใจในกระบวนการทำสูทตั้งแต่ 0-10 ขณะเดียวกันก็ค่อยๆ ซึมซับความรู้การทำโครงสร้างของเสื้อสูทจากการนั่งดูช่างเย็บเรื่อยมา เรียนทำออนไลน์ ซื้อหนังสือเกี่ยวกับการตัดสูทมานั่งอ่าน รวมถึงการให้บริการวัดตัวตามบ้านตามออฟฟิศให้กับวีไอพีหลายๆ ท่าน กระทั่งได้คอนเน็กชั่นกับนักธุรกิจกลุ่มหนึ่ง ก่อนจะขยับขยายร้านมา ณ สถานที่ตั้งปัจจุบัน “ทองหล่อ ซอย 8” โครงการ 8 Thonglor Residence

“ตอนที่อยู่ประตูน้ำลูกค้าทุกคนไปหาผมเพราะมาร์เก็ตติ้งทั้งนั้น แคมเปญที่ทำให้ผมประสบความสำเร็จที่สุดคือ แคมเปญ “หล่อครบจบที่เดียว ทำทั้งชุด สูท กางเกง เชิ้ต รองเท้า 10,000 บาท” เคยคิวแน่นๆ วันหนึ่งต้อนรับว่าที่เจ้าบ่าวถึง 30 คน” คุณชวนเล่าด้วยน้ำเสียงที่เป็นกันเอง

 

Marketing ที่ไม่ต้องทำ Marketing

“อย่าไปมองแค่คู่แข่ง แต่ต้องมองที่เบอร์ 1 แล้วไปให้ถึง”

คือสิ่งที่แม่พร่ำสอนมาโดยตลอด และเป็นสิ่งที่คุณชวนยึดเป็นสรณะในการดำเนินอาชีพนี้ นั่นทำให้แม้ไม่มีเวลาไปเรียนรู้ศาสตร์ของการตัดเย็บชั้นสูงจากแบรนด์ดังๆ ในต่างแดนที่ขึ้นชื่อด้านการตัดสูท แต่อาศัยการเรียนรู้ด้วยตนเองตลอดเวลา ไม่เพียงซื้อหนังสือต่างประเทศมาอ่านเพื่อค้นหาสไตล์ และมีโนว์ฮาวมากที่สุด นำมาถอดรหัสแล้วออกแบบในสไตล์ที่เป็นของตนเอง โดยจะเดินทางไปต่างประเทศอยู่ทุกปี

“จนถึงวันนี้ผมก็ยังไปตัดสูทกับร้านอื่น อย่าง สูท Prada ตัวละ 2 แสน เพราะอยากรู้ว่าโครงสร้างข้างในเป็นอย่างไร นี่ยังนัดกับน้องสาว (มุก จุฑามาศ รับหน้าที่ Wedding Designer) จะไปอังกฤษ ที่ Saville Row ถนนที่เป็นต้นกำเนิดของการตัดสูท ใจกลางลอนดอน อยากไปดูให้ถึงจุดเริ่มต้นของการตัดสูท เพราะเราอยู่ในธุรกิจนี้มันเรียนรู้ไม่จบ ยิ่งค้นก็ยิ่งลึก แค่ผ้าก็มีเป็นร้อยแบรนด์ ซึ่งคาแร็กเตอร์ก็ต่างกัน อย่างแบรนด์ VBC (Vitale Barberis Canonico) ที่ผมเติบโตมาอายุ 300 กว่าปีแล้ว” และว่า

มีคนถามว่าผมสไตล์อะไร ผมจะบอกว่า ผมไม่ใช่อิตาเลียน ไม่ใช่บริติช ไม่ใช่อเมริกัน แต่ผมมีความเป็น
เอเชี่ยนมาก เพราะผมเข้าใจคนเอเชียที่สุด มีความเป็นอิตาเลียนเยอะนิดนึง แต่ยังมีความเป็นเจนเทิลแมนบางๆ ของบริติชอยู่ ซึ่งผมตีความว่าเป็น “สูทขบถ” คือ ไม่ว่าจะเนี้ยบแค่ไหนก็ต้องมีกิมมิกที่มันขี้เล่น

6 ปีของการคร่ำหวอดอยู่ในตลาดเสื้อผ้าสูทผู้ชาย Bespoke Suit คุณชวนเล่าว่า ลูกค้าที่เข้ามาตัดสูทตัวแรกมักประทับใจจนกลับมาเป็นลูกค้าประจำ ความที่เรามี Promise ว่าตัดกับเราการันตีไลฟ์สไตล์ ถ้าหุ่นไม่สวิงถึง 20 กิโล เราแก้ให้ตลอด ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ทุกอย่างต้องเนี้ยบ ไซซ์เป็นไซซ์ของคุณจริงๆ มันซ่อมสรีระของคุณได้ คุณอ้วน ผมทำให้คุณผอมได้ คุณเตี้ยผมทำให้คุณสูงได้ ให้ดูสมาร์ทขึ้น อย่างแค่คอปก เราต้องดูรูปหน้าว่าเป็นคนหน้ากลม/เหลี่ยม คอสั้น/ยาว

ที่นี่จึงคล้ายเป็นคอมมูนิตี้เล็กๆ ของคนที่ชอบในสิ่งเดียวกัน บางคนมานั่งคุยอัพเดทเทรนด์ บางคนที่สนิทกันจะร่อนการ์ดแต่งงานมาให้บอกว่าจะไปงานนี้ เป็นสไตลิสต์ให้หน่อย

“ทุกครั้งที่เขาแต่งงานมันคือการขายของของเรา มันคือมาร์เก็ตติ้งที่ไม่ต้องจ่ายเงิน พอคนเห็นแล้วทัก ทำไมหล่อจัง ไป Urban Dude สิ (ยิ้มกว้าง) ฉะนั้นทุกอย่างห้ามหลุด ยิ่งเราทำดีเท่าไหร่ ยิ่งเราจริงใจกับลูกค้าเท่าไหร่ ยิ่งเป็นการรีเฟอร์ถึงโปรดักส์ของเรา”

Full Canvas ทักษะสูงสุดของการเป็น Bespoke

ถ้าเสิร์ชหาร้านตัดสูทชายงานดีฝีมือประณีตอาจมีเป็นสิบร้าน แต่ถ้าเป็นแบรนด์คนไทยที่ให้บริการแบบครบวงจร ต้อง Urban Dude แม้กระทั่งที่สุดของทักษะในการตัดสูทที่เป็น Bespoke คือ “Full Canvas” ซึ่งเป็นผ้าชั้นในที่เย็บติดกับตัวสูท ทำหน้าที่เป็นโครงเสื้อสูท ช่วยให้เสื้ออยู่ทรง ไม่นิ่มหรือย้วย

“Full Canvas” คือผ้าบางๆ สร้างรูปทรงด้วยชั้นอัด เรียกว่า “หางม้า” แต่ในความเป็นจริงทำจาก “ขนม้า” ที่นำมาเนาติดกับตัวเสื้อ ทำให้มันเป็นทรง มีความยืดหยุ่น เหมือนเป็น Second Skin แม้ผู้สวมใส่จะมีน้ำหนักเกือบร้อยกิโลกรัมแต่ทำให้ดูไม่อ้วนมาก เป็นการโชว์ Construction ของสูท เกิดจากการที่ลูกค้ามาชาเลนจ์ผม ซึ่งในเมืองไทยหาคนทำนับหัวได้ เราได้มาเป็นมาสเตอร์เทเลอร์ ซึ่งถ้าจะเอางานอย่างนี้ต้องจ่ายค่าแรงเพิ่ม 10,000 บาท

“เทเลอร์ที่ดีต้องเลือกโครงสร้างของสูทได้ เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมสูทเมืองนอกถึงราคาเป็นแสน คือไม่ว่านั่งหรือยืนสูทต้องเป๊ะ เพราะมันเป็น Bespoke ถ้าลูกค้าสั่งต้องขอเวลาเพิ่มเป็น 3 เดือน เนื่องจากต้องเนาก้างปลา ทำให้มีสปริง แล้วสูทจะเบามาก” คุณชวนบอก

“สิ่งที่ทำให้ผมโตเร็วในช่วงหลังๆ คือ สไตล์ที่ค่อนข้างชัด และไม่อีโก นั่งคุยกับลูกค้าแล้วค่อยๆ พาไปรู้จักแต่ละเอ็กซ์พีเรียนซ์ อย่าง เริ่มจากแจ็กเก็ต กางเกง เข้ากับสีผิวหรือเปล่า ชอบมั้ย ซึ่งนี่คือศาสตร์ที่ฝรั่งทำอยู่แล้ว เรื่องเหล่านี้ไม่มีสอน สุดท้ายผมเชื่อว่าการตัดสูทได้สวยไม่ยากเท่ากับการรู้เรื่องเหล่านี้”    

สำหรับว่าที่เจ้าบ่าว คุณชวนกระซิบมาดังๆว่า Urban Dude กำลังมีแคมเปญใหม่ ตัดสูททั้งชุดเป็นผ้าวูล แจ็กเก็ต เสื้อเชิ้ต กางเกง เนคไท และรองเท้า ในราคา 40,000 บาท เรียกได้ว่าหล่อครบจบในที่เดียว

ถามถึงชาเลนจ์ต่อไป คุณชวนบอกว่า เส้นทางนี้ยังอีกยาวไกล มีเรื่องให้ศึกษาอีกมากมายไม่รู้จบ ซึ่งนอกจากการเป็นเจ้าของร้าน Bespoke Suit แบรนด์คนไทยที่ครบวงจรแห่งแรก สิ่งที่อยากทำคือ การสร้างคอมมูนิตี้ของคนที่คุยภาษาเดียวกัน

“มันจะบียอนร้านสูท เพราะสุดท้ายผมอยากเปลี่ยนทัศคติของคนไทยที่ติดแบรนด์นอกอยู่ว่า คนไทยไปสุดได้เหมือนกัน”