อีอีซี หรือ โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ถือเป็นโครงการสำคัญที่สร้างความพร้อมในด้านต่างๆ เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ รองรับการเปลี่ยนแปลงของชีวิตและสังคมให้สอดรับกันอย่างลงตัว รองรับการอยู่ร่วมกันของภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมได้อย่างสมดุลแลยั่งยืน ซึ่งหากนับจากวันที่มี พ.ร.บ.อีอีซี ในปี 2561 จนถึงวันนี้ ก็เกือบครบระยะเวลา 3 ปีแล้วที่ประเทศไทยได้ขับเคลื่อนการสร้างอนาคตให้เกิดขึ้น โดยเห็นได้จากภารกิจการขับเคลื่อนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน การคมนาคมขนส่ง ที่มีความคืบหน้าไปแล้วเกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน โครงการสนามบินอู่ตะเภา โครงการท่าเรือ มาบตาพุดระยะที่ 3
ขณะเดียวกัน ภารกิจการขับเคลื่อนด้านการพัฒนาชุมชนในพื้นที่อีอีซี ก็มีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ซึ่งล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ อีอีซี กรมการพัฒนาชุมชน(พช.) และมหาวิทยาลัยบูรพา ได้ร่วมมือกันจัดทำโครงการ “บันฑิตอาสา” โดยเปิดโอกาสให้บัณฑิตของพื้นที่อีอีซี 3 จังหวัด (ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง) ซึ่งถือเป็นลูกหลานของพื้นที่ เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง นำความรู้ใหม่ๆ ไปผสมผสานกับวิถีดั้งเดิม ในการพัฒนาพื้นที่และชุมชน โดยมีหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคชุมชนให้การสนับสนุน
“หัวใจของโครงการบัณฑิตอาสา คือ สร้างความเชื่อมโยงระหว่างคนรุ่นใหม่กับการพัฒนาพื้นที่
เอาผู้สำเร็จการศึกษาใหม่ๆ มาฝึกอบรมและให้ลงพื้นที่ เพื่อเป็นตัวเชื่อมในการพัฒนาร่วมกับชาวบ้าน
โดยนำความรู้เชิงวิชาการ นำเทคโนโลยีที่ทันสมัยไปประยุกต์ใช้
ในการพัฒนาพื้นที่ร่วมกับวิถีชุมชน”
บทบาทสำคัญของ บัณฑิตอาสา จะลงพื้นที่พบปะพูดคุยกับชาวบ้านในชุมชน เพื่อสำรวจข้อมูลเชิงลึกในทุกมิติ และผลกระทบที่อาจเกิดจากการพัฒนาโครงการอีอีซี ทั้งด้านคุณภาพชีวิต สังคมและการเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อม เพื่อนำข้อมูลกลับมาวางแผน แก้ไขปัญหา หรือพัฒนาให้ตรงตามความต้องการและบริบทของชุมชน เพื่อนำไปสู่โอกาสในการพัฒนาชุมชนที่ดีและยั่งยืน สร้างเครือข่ายพันธมิตรในการขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่อีอีซีในระดับชุมชนไปด้วยกัน
“บัณฑิตอาสา” รุ่นแรก จำนวน 27 คน ได้ผ่านการอบรมอย่างเข้มข้นจนจบหลักสูตร และได้ลงพื้นที่ 1 คน 1 ตำบล เป็นเวลากกว่า 3 สัปดาห์แล้ว โดยมีพัฒนากรประจำตำบลเป็นมีพี่เลี้ยง ในการจัดเก็บข้อมูลระดับหมู่บ้าน การรวบรวมปัญหาพื้นฐานต่างๆ นำข้อมูลมาวิเคราะห์และประมวลผล การจัดเวทีระดับหมู่บ้าน เพื่อนำไปขัดทำข้อเสนองานวิจัยส่งมอบให้ สกพอ. นำไปประกอบการจัดทำนโยบายพัฒนาชุมชนในอีอีซี และแนวทางในการแก้ไขปัญหาท้องถิ่นในพื้นที่อีอีซีต่อไป
“ไฮไลท์สำคัญของโครงการ บัณฑิตอาสา คือการเอาวิชาการ เอาความคิดปรัชญาที่ทันสมัยในการพัฒนาพื้นที่-ชุมชน ถ่ายทอดให้กับบัณฑิตอาสา จึงเป็นการเชื่อมโยงกันแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน เป็นการเชื่อมโยงนักคิด นักปรัชญา นักวิชาการ กับผู้ปฏิบัติงานข้าราชการในพื้นที่โดยกรมการพัฒนาชุมชน และบัณฑิตอาสาผู้ที่จะลงไปปฏิบัติงาน และโครงการนี้จะไม่จบลงเพียงเท่านี้ เพราะจะสร้างโอกาสให้บัณฑิตได้มีงานทำต่อ ได้เรียนต่อในระดับ ป.โท รวมถึงเป็นผู้นำของชุมชนในอนาคตได้ด้วย และโครงการบัณฑิตอาสาไม่ได้เป็นโครงการเฉพาะกิจ แต่อาจจะเป็นฟังก์ชันของภาครัฐ ที่จะทำให้เกิดพัฒนากรจากการจ้างบัณฑิตใหม่ เป็นนักพัฒนาอยู่กับพื้นที่จริงๆ ไม่ใช่นักพัฒนาห้องแอร์ และหากโมเดลนี้ทำแล้วเวิร์ค ก็อาจนำไปปรับใช้ในการพัฒนาชุมชนที่อื่นๆ ได้ต่อไปด้วย” ผู้รักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายกิจการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ม.บูรพา กล่าว
“โครงการนี้จะนำมาสู่การเกิด Big Data ของภาคตะวันออกแบบครอบคลุม 100% เพราะเป็นข้อมูลที่มาจากตัวของชุมชนเอง ซึ่งอาจจะนำไปสู่การใช้ประโยชน์ในการวิเคราะห์ให้กับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ขณะเดียวกันเราก็ต้องการที่จะพัฒนาบัณฑิตเหล่านี้ต่อ ให้ทำงานร่วมกับบัณฑิตอาสารุ่นต่อๆ ไป พัฒนาเขาขึ้นมาเป็นผู้นำ หรือมีบทบาทในพัฒนาพื้นที่อย่างเป็นระบบ โดยเป้าหมายรุ่นต่อไปอยู่ที่ 93 คน มาจาก 30 อำเภอ อำเภอละ 3 คน ส่วนอีก 3 คนมาจากตัวแทนกลุ่มสายงานระดับจังหวัด (วุฒิปริญญาโท) จังหวัดละ 1 คน” ดร.สกฤติ อิสริยานนท์ หัวหน้าภาควิชารัฐศาสตร์ ม.บูรพา กล่าว

1 อาสา กับแผนแก้ปัญหา 1 โครงการ
สำหรับการฝึกอบรมบัณฑิตอาสา กรมการพัฒนาชุมชน (พช.) พยายามดึงศักยภาพของบัณฑิตแต่ละคนที่เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชน เพื่อให้เขาไปช่วยจุดประกายช่วยให้ชุมชนมองเห็นปัญหาและสามารถแก้ปัญหาด้วยตัวเองได้ และเพิ่มโอกาสต่างๆ เช่น อาจจะใช้ความถนัดของเขามาชวนคิดชวนทำ ให้ชุมชนได้เกิดการชวนคิดชวน
“กรมฯ มีพี่เลี้ยงพัฒนากรให้กับน้องๆ บัณฑิอาสาแบบหนึ่งต่อหนึ่ง เพื่อให้ช่วยพวกเขาสร้างความสัมพันธ์กับคนในชุมชน ควรจะใช้คำพูดแบบไหน ควรจะเข้าหาแบบไหน เพราะว่าเขาจะต้องเก็บข้อมูลประมาณ 80 ครัวเรือน ซึ่งข้อมูลครัวเรือนจะเยอะพอสมควร นอกจากสำรวจข้อมูลแล้ว ก็จะมีการจัดเวทีประชาคมด้วย เป็นลักษณะของการสอบถามปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชน เพื่อจะเอาข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์และเสนอโครงการ ซึ่งเมื่อถึงเวลาสิ้นสุดโครงการ บัณฑิตอาสาแต่ละคนจะต้องเสนอแผนการแก้ไขปัญหาที่พวกเขาพบเจอในชุมชน คนละ 1 โครงการ” นางสาวสุวรรณา อินตัน พัฒนาการอำเภอบ้านบึง สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอบ้านบึง จ.ชลบุรี กล่าว

ความภูมิใจของลูกหลานในพื้นที่อีอีซี
นางสาวฐิติมา เชื้อโชติ หนึ่งในบัณฑิตอาสา จบการศึกษาจาก ม.กรุงเทพ สาขาภาษาอังกฤษ เล่าว่า อยากมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาให้ชุมชน เพราะที่อำเภอบ้านบึง บ้านของตนมีปัญหาทั้งมลพิษทางน้ำ น้ำเน่าเสียส่งกลิ่นเหม็น และปัญหาขยะ จึงอยากลงพื้นที่พัฒนาชุมชนของตัวเองให้ดีขึ้น ช่วยพัฒนาชุมชนให้มีความเจริญ
นางสาวฌาณิน วงษ์เสถียร อีกหนึ่งบัณฑิตอาสา จบการศึกษาจาก ม.ศรีปทุม สาขาบัญชี เล่าว่า ปัญหาน้ำท่วม เป็นปัญหาที่ตนเห็นมาตั้งแต่ยังเล็ก เวลาฝนตกหนักน้ำจะขัง ระบายไม่ทัน บางครั้งน้ำขังอยู่หลายอาทิตย์ พืชบางส่วนที่ไม่สามารถทนต่อน้ำท่วมขังได้ก็จะตายไป ส่วนหนึ่งก็คืออยากพัฒนาและแก้ปัญหาที่อำเภอบ้านบึงด้วย ทั้งนี้เชื่อว่าปัญหาที่เกิดขึ้น ถ้าร่วมมือกันก็น่าจะแก้ไขปัญหาได้ และถ้าตนสามารถทำออกมาได้ 1 โครงการ ก็จะต่อยอดไปเรื่อยๆ ไม่ใช่พัฒนาแค่ชุมชนเดียว อย่างตนมีความสามารถในเรื่องของบัญชี ก็อาจจะช่วยในเรื่องของการตลาด การทำบัญชีของกลุ่มวิสาหกิจ ช่วยส่งเสริมเรื่องการทำตลาดออนไลน์ เป็นต้น

นางสาวนุจรินทร์ คำแท้ บัณฑิตอาสาต้นแบบ อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งจบการศึกษาจาก ม.บูรพา สาขา นิติศาสตร์ปกครองท้องถิ่น กล่าวว่า เข้าร่วมโครงการเพราะอยากจะพัฒนาบ้านเกิดให้เจริญยิ่งขึ้น ทั้งด้านคมนาคม ด้านทรัพยากรน้ำ ใน 1-2 ปีมานี้ ได้เห็นว่ามีคนเข้ามาอาศัยอยู่มาก มีคอนโดเกิดขึ้นเยอะ สังคมหนาแน่นขึ้น เมืองมีประสิทธิภาพ แต่มีข้อเสียคือ คนเยอะ ปัญหาเยอะ ขยะเยอะ และก็ใช้ทรัพยากรกันมากขึ้น พื้นที่สีเขียวหายไป ซึ่งจากการลงพื้นที่เก็บข้อมูล ดูปัญหาแต่ละตำบล ก็ได้เน้นไปที่การวางแผนผลผลิตทางการเกษตร คนเข้ามาเยอะขึ้น ชุมชนจะผลิตได้เพียงพอหรือไม่ ทำแหล่งกักเก็บน้ำเพื่อการเกษตรในฤดูแล้ง อยากจะช่วยขยายผลตรงนี้ ให้กลายเป็นหมู่บ้านทำเกษตร และขายในเมืองฉะเชิงเทรา

นายธนชิต แจ่มจำรัส บัณฑิตอาสาต้นแบบ อ.ปลวกแดง จ.ระยอง จบ ม.ศิลปากร สาขานิเทศศาสตร์ เอกการลูกค้าสัมพันธ์ เล่าว่า ชุมชนเขาอยู่ติดเขตอุตสาหกรรม หากทำในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงพัฒนาตนเองและครัวเรือน เชื่อว่าจะทำให้เกิดการพัฒนา ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างศึกษาพื้นที่ว่าตำบลไหนยังสามารถพอทำได้ ลงไปศึกษาว่าควรทำอย่างไร จะต้องจัดสรรอย่างไรให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ท้ายที่สุดก็เพื่อให้คนที่นี่สามารถพึ่งพาตัวเองได้ สร้างอาชีพสร้างรายได้ให้กับตัวเองได้




