ส.อ.ท. เตรียมส่ง AEDP ภาคประชาชน เสริมพลังงานหมุนเวียน

5.11.20 | 11:56 น.

กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมกับ มูลนิธิพลังงานสะอาดเพื่อประชาชน ได้ร่วมกันจัดงานสัมมนา AEDP ภาคประชาชน หรือ Alternative Energy Development Plan ภาคประชาชน วันที่ 4 พฤศจิกายน 2563 โดยมีการนำเสนอปัญหา อุปสรรค ข้อเสนอแนะในการพัฒนาพลังงานต่างๆ อันได้แก่ การผลิตไฟฟ้าจากพืชเกษตร การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานขยะ การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทติย์และพลังงานลม การผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เองหรือ Prosumer ยานยนต์ไฟฟ้าและสถานีอัดประจุไฟฟ้า โดยมีข้อเสนอต่างๆ ดังนี้

  1. ข้อเสนอยานยนต์ไฟฟ้าและสถานีอัดประจุไฟฟ้า

ภาครัฐควรมีนโยบายส่งเสริมด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (Infrastructure) ส่งเสริมความต้องการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (Demand) ส่งเสริมการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง (Supply) การกาหนดมาตรฐานยานยนต์ไฟฟ้าและสถานีอัดประจุไฟฟ้า และการพัฒนาบุคคลากรในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งนโยบายการส่งเสริมของภาครัฐจะต้องมีการทางานประสานกันระหว่างกระทรวง กรม และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงพลังงาน กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย สานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน การไฟฟ้าทั้ง 3 การ เป็นต้น เพราะมีหลายเรื่องที่ต้องมีการทางานข้ามกระทรวง

ทั้งนี้ ทางคณะทางานฯยังได้มีการนาเสนอโครงการต้นแบบ รถหัวลากไฟฟ้าและสถานีอัดประจุไฟฟ้า ซึ่งจะมีการนารถบรรทุกหัวลากเก่ามาดัดแปลงเป็นรถบรรทุกไฟฟ้าจานวน 13,500 คัน และ จะมีสถานีอัดประจุไฟฟ้าจานวน 433 สถานีเพื่อรองรับการชาร์จไฟฟ้าของรถบรรทุกหัวลากไฟฟ้า ซึ่งได้มีการศึกษาไว้ถึง 3 เส้นทาง ได้แก่ กทม.-อีอีซี กทม.-สระบุรี และ กทม.-อยุธยา มูลค่าเงินลงทุนรวม 3 เส้นทางเป็นระยะเวลา 10 ปี เท่ากับ 127,878 ล้านบาท

  1. ข้อเสนอการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานขยะ (Waste to Energy)

แนวคิดในการจัดการขยะมูลฝอยชุมชน ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน เริ่มจาก การลดปริมาณการทิ้งขยะ (Reduce) การนากลับมาใช้ซ้า (Reuse) และการนาใสใช้ประโยชน์ใหม่ (Recycle) หรือหลัก (3Rs) ซึ่งจะช่วยลดปริมาณการเกิดขยะ แต่ก็ยังเหลือปริมาณขยะจานวนมากที่ยังไม่สามารถบริหารจัดการได้ การนาขยะมาผลิตไฟฟ้าก็เป็นทางเลือกหนึ่งในการจัดการขยะชุมชน ซึ่งเราสามารถเปลี่ยน “Waste เป็น Wealth” ได้

ทางคณะผู้จัดทางฯ จึงมีข้อเสนอให้ภาครัฐลดขั้นตอนและความซับซ้อนการขออนุมัติโครงการโรงไฟฟ้าขยะ ควรมีผังเมืองรองรับโครงการโรงไฟฟ้าขยะ ภาครัฐและภาคเอกชนสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ชุมชนเพื่อลดปัญหาการต่อต้านจากชุมชน ประชาชนควรมีการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทางและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีการจัดเก็บและขนขยะแบบคัดแยกอย่างเป็นระบบ สถาบันการเงินควรสนับสนุนเงินทุนแก่โครงการโรงไฟฟ้าจากขยะ สนับสนุนงบประมาณแก่อปท.ในการจัดการบริหารจัดการขยะ และ สามารถนาเชื้อเพลิงขยะ (RDF) ไปใช้เป็นเชื้อเพลิงเสริมในโรงไฟฟ้าชีวมวลได้ ในสัดส่วนไม่เกิน 20% ของปริมาณเชื้อเพลิงทั้งหมด

Advertisement
  1. ข้อเสนอการผลิตไฟฟ้าจากพืชเกษตร หรือ โรงไฟฟ้าชุมชน

โรงไฟฟ้าจากพืชเกษตรคือ โรงไฟฟ้าชีวมวล และโรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพ เป็นพลังงานหมุนเวียนลาดับแรกเข้าสู่ระบบการผลิตไฟฟ้าของประเทศ โครงการแรกเกิดขึ้นในปี 2542 โดยเป็นการนาของเหลือทางการเกษตรคือ ไม้สับและกากอ้อย มาใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล และได้พัฒนาต่อเนื่องมาตลอด จนเชื้อเพลิงชีวมวลหลักที่จัดหาได้ง่าย เช่น แกลบ และทะลายปาล์มเปล่า จนเต็มศักยภาพ ทาให้มีการเพาะปลูกไม้โตเร็วเพื่อสนองความต้องการ ต้องถือว่าเป็นมิติใหม่ของการพัฒนาโรงไฟฟ้าโดยให้ชุมชนเกษตรกรฐานรากมีส่วนร่วมโดยตรงโดยการเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้าด้วย นอกเหนือจากการเป็นผู้จัดหาและจาหน่ายเชื้อเพลิงให้โรงไฟฟ้าอีกทาง จะเป็นการสร้างการยอมรับของชุมชนได้อย่างดี ลดความขัดแย้ง และลดความเหลื่อมล้า กระจายรายได้สู่ฐานรากได้อย่างมีตรงเป้า เป็นมาตรการช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิผลอีกด้วย หากดาเนินการ 150 MW จะมีมูลค่าทางเศรษฐกิจรวม 10,300 ล้านบาท และหากดาเนินการได้ตามแผน PDP 2018 Revised 1 ในปริมาณรวม 1,933 MW มูลค่าทางเศรษฐกิจจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 134,000 ล้านบาท รวมถึงการจ้างงานอีกร่วมหมื่นตาแหน่ง ถือเป็นความคุ้มค่า และเป็นโครงการที่ต้องรีบขับเคลื่อนโดยเร็ว

  1. ข้อเสนอการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม

ปัจจุบันตุ้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคามีราคาถูกกว่าการซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้า หรือ ที่เรียกว่า Grid Parity ซึ่งประชาชนและภาคเอกชนสนใจที่จะติดตั้ง Solar Rooftop เป็นจานวนมากแต่นโยบายภาครัฐในปัจจุบันยังไม่เอื้ออานวยให้มีการติดตั้ง Solar Rooftop มากนัก

ทางคณะทางานฯจึงเสนอให้ภาครัฐ ลดขั้นตอนในการออก สามารถยื่นขออนุญาตทางออนไลน์ได้ ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านที่อยู่อาศัยไม่ต้องขอใบอนุญาต ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทอื่นสามารถขอใบอนุญาตติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ แทนการขอ อ.1 และ พค.2 หรือขอใบยกเว้น โดยที่ไม่ต้องขอ รง.4 ภาครัฐต้องมีการสื่อสารและสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับ Solar Rooftop ให้แก่ประชาชน อนุญาตให้มีการซื้อขายไฟฟ้าแบบ Peer to Peer หรือ การซื้อขายระหว่างกันได้ และมี National Energy Trading Platform เพื่อรองรับการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างกัน P2P ภาครัฐควรมีการรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจาก Solar Rooftop ในอัตรา 2.60 บาทต่อหน่วย ส่งเสริมการติดตั้ง Solar Rooftop เพื่อผลิตไฟฟ้าและใช้เอง และควรมีการสนับสนุนทางการเงินที่ครบวงจร

ทั้งนี้ การสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม ภาครัฐควรมีการกาหนดเป้าหมายในการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานลมไว้ในแผน PDP อย่างชัดเจนโดยเพิ่มเป้าหมายพลังงานลมเป็น 7,000 เมกะวัตต์ กาหนดอัตรารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานลมในอัตราที่เหมาะสม ควรมีการเปลี่ยนแปลงโครงข่ายไฟฟ้าที่เหมาะสมซึ่งสามารถใช้ประโยชน์จากพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และลดขั้นตอนการขอใบอนุญาตและความซ้าซ้อนลง

  1. ข้อเสนอการผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เอง Prosumer

ภาครัฐควรส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เอง หรือ ที่เรียกว่า Prosumer ของประชาชนและอนุญาตให้ขายไฟฟ้าที่ผลิตได้และเกินกว่าความต้องการใช้ให้แก่คนอื่นได้ ซี่งเป็นการใช้โครงข่ายระบบส่งและระบบจาหน่ายของการไฟฟ้าที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยภาครัฐควรมีนโยบายในการสนับสนุนเรื่องดังกล่าว ดังนี้

ปรับข้อกฎหมายตลาดของพลังงานไฟฟ้าจาก Enhanced Single Buyer ไปสู่ Wholesale Power Market ปรับปรุง Grid Code ให้เหมาะสม และรองรับเทคโนโลยีปัจจุบัน เร่งพัฒนา Microgrid System ให้ชัดเจนมากขึ้น จัดทา Road Map ที่เป็นรูปธรรม ในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับการเข้ามาของ Prosumer พัฒนา Digital Energy Trading Platform เพื่อรองรับการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างกัน อนุญาตให้บุคคลที่สามสามารถใช้โครงข่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้าได้ (Third Party Access-TPA) และมีการกาหนดอัตราค่าบริการการเชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้า (Wheeling Charge) ที่ชัดเจน