9 สาเหตุที่ทำให้ปริมาณการค้นหาเว็บไซต์ลดลง พร้อมวิธีทำเว็บไซต์ติดอันดับในการค้นหามากขึ้น | รับทำ SEO

12.11.20 | 16:58 น.

ใครที่กำลังทำเว็บไซต์อยู่ คงมีความกังวลไม่น้อยหากปริมาณการค้นหาทั่วไปในเว็บไซต์ของคุณเริ่มลดลงเรื่อยๆ เพราะอาจส่งผลให้การซื้อสินค้าหรือบริการของคุณลดลง ซึ่งถ้าคุณรู้ถึงสาเหตุเหล่านี้ ก็สามารถแก้ไขให้ดีกว่าเดิมได้ไม่ยาก

วันนี้แอดมินจึงมี 9 สาเหตุ ที่ทำให้ปริมาณการค้นหาเว็บไซต์ลดลง พร้อมวิธีแก้ไขมาฝากทุกคนกันค่ะ หรือสามารถติดต่อบริษัทรับทำ SEO หรือ เอเจนซี่ การตลาดออนไลน์ เพื่อให้การทำการตลาดออนไลน์ของคุณเป็นไปได้ดีมากยิ่งขึ้น

  1. ลิงก์ย้อนกลับ หรือ Backlink บนเว็บไซต์ของคุณหายไป

ลิงก์ย้อนกลับ หรือ Backlink มีผลต่อปริมาณการค้นหาทั่วไปเป็นอันดับต้น ๆ เพราะลิงก์ย้อนกลับช่วยให้เว็บไซต์ของคุณมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น และช่วยกระตุ้นให้การเข้าชมด้วยเครื่องมือค้นหา หรือ Search Engines มีอันดับที่สูงขึ้น

ทั้งนี้ ลิงก์ย้อนกลับก็อาจจะหายไปได้เช่นกัน ซึ่งอาจมาจากเว็บไซต์ที่ถูกลบหรือปิดตัวลง รวมไปถึงผู้ดูแลเว็บไซต์ที่อ้างอิงอาจลบลิงก์ย้อนกลับออกไปเอง

Advertisement

วิธีแก้ไข:

  • ทำคอนเทนต์หรือเนื้อหาใหม่ ๆ ออกมา เพื่อสร้างลิงก์ย้อนกลับไปยังเว็บไซต์ของคุณใหม่
  • ควรจัดทำเนื้อหาที่มีคุณภาพสูง เพื่อดึงดูดลิงก์ย้อนกลับของเว็บไซต์ใหม่ๆ จากแหล่งอื่นๆ ที่หลากหลายมากขึ้น
  1. ปริมาณการค้นหาคีย์เวิร์ดเป้าหมาย หรือ Target Keywords ของคุณลดลง

คำหลัก หรือ Keyword สามารถส่งผลต่อปริมาณการค้นหาได้มากเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำหลักที่กลุ่มเป้าหมายของคุณมักจะใช้ในการค้นหา ซึ่งถ้าคำหลักในเว็บไซต์ของคุณมีปริมาณการค้นหาที่ลดลง ก็จะทำให้ปริมาณการค้นหาเว็บไซต์ของคุณลดลงไปด้วย เช่น หากเว็บไซต์ของคุณเกี่ยวกับเสื้อโค้ท และคำหลักคือ เสื้อผ้าหน้าหนาว ปริมาณการค้นหาในเว็บไซต์ของคุณจะสูงในช่วงหน้าหนาว แต่จะลดลงอย่างมากในช่วงหน้าร้อน เป็นต้น

วิธีแก้ไข:

คุณควรระบุคำหลักเป้าหมายด้วยปริมาณการค้นหาที่สม่ำเสมอตลอดทั้งปี ซึ่ง Google Trend จะมีแนะนำและสามารถเข้าไปใช้ฟรีได้ที่ Trends.google.com ในเว็บไซต์จะมีการแสดงปริมาณการค้นหาสัมพัทธ์สำหรับการค้นหาคำหลักบน Google ในช่วงเวลาที่กำหนด

  1. คู่แข่งของคุณปรับปรุงเว็บไซต์ใหม่

หากคู่แข่งของคุณปรับปรุงเว็บไซต์ใหม่ ก็จะทำให้พวกเขาได้อยู่ในอันดับที่สูงมากขึ้น และอาจทำให้อันดับของคุณต้องตกลงมาอยู่ในอับดับที่ต่ำกว่าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จะส่งผลให้โอกาสในการเข้าชมเว็บไซต์จากเครื่องมือค้นหาลดลง และจะส่งผลให้ปริมาณการค้นหาทั่วไปลดลงตาม

วิธีแก้ไข:

พัฒนาเว็บไซต์ให้มีความสดใหม่อยู่เสมอ นำเสนอคอนเทนต์หรือเนื้อหาที่มีคุณภาพสูงและมีประโยชน์ต่อผู้คนทั่วไป รวมถึงการทำ SEO ให้ดีกว่าเดิมและศึกษากลุ่มเป้าหมายอยู่ตลอดเวลา

  1. โครงสร้าง URL ของเว็บไซต์มีการเปลี่ยนแปลง

หากโครงสร้าง URL ในหน้าใดหน้าหนึ่งบนเว็บไซต์ของคุณเปลี่ยนไป จะส่งผลให้ปริมาณการค้นหาเว็บไซต์ของคุณลดลงอย่างมาก เนื่องจากโครงสร้าง URL ที่ถูกเปลี่ยนใหม่จะทำให้เครื่องมือค้นหาจะต้องค้นหาและนำมาวิเคราะห์ใหม่ เพื่อคำนวณอันดับในการค้นหา ทำให้ทั้ง URL เก่า และ URL ใหม่มีอันดับที่ต่ำลง

วิธีแก้ไข:

เพื่อป้องกันไม่ให้การเปลี่ยนแปลง URL ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของเว็บไซต์ ให้แก้ไขไฟล์ .htaccess ของเว็บไซต์ของคุณ เพื่อรวมการเปลี่ยนเส้นทาง 301 จาก URL เก่าไปยัง URL ใหม่ เครื่องมือค้นหาจะสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลง URL เมื่อรวบรวมข้อมูลไฟล์ .htaccess ของเว็บไซต์ไว้ ทำให้ URL เก่าถูกลบออกจากดัชนีได้อย่างรวดเร็วและแทนที่ด้วย URL ใหม่ทั้งหมดได้ และยังคงรักษาอันดับการค้นหาเดิมของหน้าเว็บของคุณเอาไว้ได้อีกด้วย

  1. เครื่องมือค้นหาอัปเดตอัลกอริทึมใหม่

บางครั้งเครื่องมือค้นหาก็มีการอัปเดตอัลกอริทึมใหม่ ซึ่ง Moz อัลกอริทึมของ Google ก็มีการอัปเดตมากถึง 600 ครั้งต่อปี การอัปเดตอัลกอริทึมอาจจะไม่มีผลมากนักต่อปริมาณการค้นหา แต่อาจจะมีผลต่อการจัดอันดับเว็บไซต์บ้างในบางครั้ง ซึ่งก็อาจส่งผลให้ปริมาณการค้นหาลดลงได้ในทางอ้อม

วิธีแก้ไข:

ผลักดันคอนเทนต์หรือเนื้อหาที่มีคุณภาพสูงขึ้นสู่เว็บไซต์เป็นประจำ เพื่อป้องกันการแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรงในการจัดอันดับที่เนื่องมาจากการอัปเดตอัลกอริทึม

  1. เวลาในการโหลดหน้าเว็บ หรือ PLT ของเว็บไซต์ของคุณเพิ่มขึ้น

ทั้ง Google และ Bing ต่างก็ใช้เวลาในการโหลดหน้าเว็บ หรือ PLT มาพิจารณาร่วมด้วยในการจัดอันดับเว็บไซต์ ซึ่งหากเว็บของคุณมีเวลาในการโหลดหน้าเว็บมากเกินไป จะทำให้ถูกจัดอยู่ในอันดับที่ต่ำลง เพราะโดยส่วนใหญ่ เว็บไซต์จะใช้เวลาประมาณ 3 วินาทีหรือน้อยกว่านั้นในการโหลดหน้าเว็บ หากใช้เวลามากกว่านี้ผู้ใช้จะหยุดการใช้งาน

วิธีแก้ไข:

คุณควรทำให้เว็บไซต์ของคุณมีพื้นที่มากขึ้น เพื่อให้การโหลดหน้าเว็บใช้เวลาไม่นานและเร็วมากที่สุด ดังนี้

  • ปรับภาพให้เหมาะสมโดยการบีบอัดและลบข้อมูลที่ไม่จำเป็นออกโดยใช้เครื่องมือ อย่างเช่น tinypng.com
  • รวม CSS ไว้ที่ด้านบนสุดของโค้ดหน้าเว็บและ JavaScript ที่ด้านล่าง
  • ใช้เครือข่ายการจัดส่งเนื้อหา (CDN) เพื่อแจกจ่ายไฟล์แคชของเว็บไซต์ของคุณไปยังผู้เยี่ยมชมจากเครือข่ายเซิร์ฟเวอร์
  • โฮสต์วิดีโอบนแพลตฟอร์มของบุคคลที่สาม อย่างเช่น YouTube แทนที่จะเป็นเซิร์ฟเวอร์ของเว็บไซต์ของคุณเอง
  • เพิ่มส่วนหัวที่หมดอายุ (Expired Header) ลงในไฟล์ .htaccess ของเว็บไซต์ของคุณ
  • หลีกเลี่ยงการติดตั้งปลั๊กอินส่วนขยายหรือส่วนเสริมมากเกินไป
  • เปิดใช้งานการบีบอัด GZIP ในไฟล์ .htaccess ของเว็บไซต์ของคุณ

  1. เว็บไซต์ของคุณถูกแฮ็ก

หากเว็บไซต์ของคุณถูกแฮ็ก กูเกิล (Google) จะลบเว็บไซต์ของคุณออกจากผลลัพธ์การค้นหา ซึ่งนี่เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ปริมาณการค้นหาในเว็บไซต์ของคุณลดลง ซึ่งคุณสามารถตรวจสอบได้ว่า เว็บไซต์ของคุณถูกแฮ็กอยู่หรือไม่ หรือ เว็บไซต์ของคุณถูกกูเกิลเชื่อว่า กำลังถูกแฮ็กอยู่ ได้ที่ Google Search Console โดยให้เข้าสู่ระบบ แล้วคลิกแท็บ “ปัญหาด้านความปลอดภัย” และคลิกแท็บ “ความปลอดภัยและการดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่” ที่แถบด้านข้างทางซ้าย

วิธีแก้ไข:

เมื่อคุณกำจัดภัยคุกคามทางไซเบอร์แล้ว คุณสามารถใช้พอร์ทัลนี้เพื่อขอรับการตรวจสอบได้ หากกูเกิลเห็นว่าเว็บไซต์ของคุณปราศจากมัลแวร์หรือภัยคุกคามทางไซเบอร์อื่น ๆ แล้ว เว็บไซต์ของคุณก็จะได้กลับมาอยู่ในผลการค้นหาดังเดิม

  1. เว็บไซต์ของคุณโดนลงโทษการจัดอันดับ

เว็บไซต์ของคุณอาจโดนลงโทษการจัดอันดับได้ หากคุณไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์สำหรับผู้ดูแลเว็บไซต์ ซึ่งจะส่งผลให้อันดับเว็บไซต์ของคุณถูกปัดตกลงมา และทำให้เว็บไซต์ของคุณมีปริมาณการค้นหาน้อยหรือไม่มีเลยก็ได้ หากเว็บไซต์ของคุณอยู่ในสถานะดีกับกูเกิล คุณจะเห็นข้อความว่า “ไม่พบปัญหา” แต่หากกูเกิลมีการลงโทษเว็บไซต์ของคุณ คุณจะเห็นประเภทของการลงโทษที่กำหนดไว้และเหตุผลที่ถูกลงโทษ

วิธีแก้ไข:

เพื่อให้คุณสามารถนำการลงโทษออกจากเว็บไซต์ได้ ให้คุณระบุสาเหตุที่ทำผิดกฎ จากนั้นส่งคำขอให้พิจารณาใหม่ที่ google.com/webmasters/tools/reconsideration

  1. ปัญหาทางเทคนิค

ปัญหาทางเทคนิคบางอย่างอาจทำให้เครื่องมือค้นหาไม่สามารถรวบรวมข้อมูล จัดทำดัชนี และจัดอันดับเว็บไซต์ของคุณได้อย่างถูกต้อง ยกตัวอย่างเช่น หากเว็บไซต์ของคุณใช้ WordPress และคุณเผลอไปกดเลือกตัวเลือกหนึ่งโดยไม่รู้ตัว ซึ่งเป็นตัวเลือกที่กีดกันเครื่องมือค้นหาจากการจัดทำดัชนี รวมถึงการแก้ไขไฟล์ robots.txt บนเว็บไซต์ของคุณด้วยรหัสที่ไม่ถูกต้อง ก็ทำให้เครื่องมือค้นหาจัดอันดับเว็บไซต์ของคุณได้อย่างไม่ถูกต้องเช่นกัน

วิธีแก้ไข:

เพื่อให้แน่ใจว่ากูเกิล สามารถรวบรวมข้อมูลและจัดทำดัชนีเว็บไซต์ของคุณได้ ให้ลงชื่อเข้าใช้ใน Google Search Console แล้วคลิกลิงก์ “ความครอบคลุม” ที่แถบด้านข้างทางซ้ายมือ ซึ่งคุณจะสามารถดูปัญหาการรวบรวมข้อมูลและการจัดทำดัชนีที่กูเกิลพบได้ พร้อมกับ URL ที่เป็นปัญหาด้วย