อีอีซี เดินหน้าต่อเนื่อง ขับเคลื่อนโมเดลการจัดการสิ่งแวดล้อม สู่พื้นที่ต้นแบบพัฒนาด้านเศรษฐกิจ สังคม ควบคู่กับสิ่งแวดล้อม พร้อมเดินหน้าสร้างความเข้าใจ และการส่วนร่วม สู่ชุมชนเข้มแข็ง ไม่ใช่แค่เพียงความก้าวหน้าในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการลงทุนเท่านั้น วันนี้ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ยังผลักดันงานด้านสิ่งแวดล้อมและชุมชน ให้เดินหน้าอย่างรวดเร็ว
นางสาวทัศนีย์ เกียรติภัทราภรณ์ รองเลขาธิการสายงานพัฒนาพื้นที่และชุมชน สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ให้สัมภาษณ์กับมติชนว่า “การพัฒนาความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม ในเขต EEC นับเป็นเรื่องสำคัญที่ สกพอ. ต้องเร่งดำเนินการโดยเร็ว ทุกโครงการในแผนการพัฒนาสิ่งแวดล้อมเขตพื้นที่ EEC นอกจากก่อให้เกิดผลลัพธ์ในหลายมิติแล้ว ยังมีความสำคัญกับชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชน สกพอ. จึงให้ความสำคัญกับการทำประชาพิจารณ์ เพื่อรับฟังแนวทางดำเนินงานการพัฒนาโครงการต่างๆ บนพื้นที่ EEC โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ให้สามารถก้าวไปพร้อมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด เพื่อสื่อสารและทำความเข้าใจกับชุมชนในพื้นที่ ถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับการพัฒนาพื้นที่ในทุกมิติ การปรับตัว แนวคิด และการพัฒนาพื้นที่ EEC เพื่อให้ชุมชนและภาคอุตสาหกรรมสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน
“ที่ผ่านมา สกพอ. เปิดรับฟังความคิดเห็นจากส่วนราชการในพื้นที่ และผู้นำชุมชนมาอย่างต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 25 ครั้ง เพื่อทำความเข้าใจถึงการเตีรยมความพร้อมในการพัฒนาพื้นที่ รวมถึงแนวคิดการอยู่ร่วมกันของชุมชน อุตสาหกรรม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ผลคือประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจในบริบทของความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และอยากให้ EEC เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ เช่น ปัญหาช้างป่าในพื้นที่ ปัญหาการขาดแคลนแหล่งน้ำ”
นอกจากนี้ สกพอ. ได้ดำเนินโครงการความร่วมมือเพื่อสร้างความเข้าใจและสนับสนุนให้ชุมชนร่วมเป็นส่วนหนึ่งใน การพัฒนาพื้นที่และร่วมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดย สกพอ.ได้สนับสนุน โครงการที่ครอบคลุมกลุ่มชุมชนในทุกช่วงวัย เพื่อให้ทุกคนได้ตระหนักถึงความเป็นเจ้าของพื้นที่ และมีส่วนร่วมในการดูแลอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและชุมชน โดย สกพอ. ให้การสนับสนุนโครงการของภาคชุมชน 5 โครงการ ได้แก่ โครงการเยาวชนอาสาเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โครงการส่งเสริมศักยภาพเครือข่ายเยาวชนสิ่งแวดล้อม (EEC2) โครงการบัณฑิตอาสาต้นแบบ โครงการเยาวชนอาสาร่วมพัฒนา EEC และโครงการการมีส่วนร่วมของกลุ่มสตรีในการเฝ้าดูแลจัดการด้านทรัพยากรธรรมชาติฯ

ด้านความคืบหน้าแผนพัฒนาสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันอยู่ในช่วงของการจัดการคุณภาพของสิ่งแวดล้อม มีแนวคิดในการฟื้นฟูทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่คนในพื้นที่ เพื่อรองรับโครงสร้างการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมที่จะเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาพื้นที่ในเขต EEC ที่กำหนดไว้ใน แผนผังการใช้ประโยชน์ในที่ดิน และแผนผังพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2562 ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้วโดยกรมโยธาธิการและผังเมือง ตาม พรบ.การผังเมือง พ.ศ.2562 นั้น มีการปรับปรุงผังเมืองรวม/ชุมชนระดับอำเภอในเขต EEC แล้วเสร็จไป 3 ผัง จากทั้งหมด 30 ผัง ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จครบทั้งสิ้นในปี 2567
ในพื้นที่ของ EEC กว่า 8.29 ล้านไร่ ได้ถูกจัดสรรพื้นที่ออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ พื้นที่พัฒนาเมืองและชุมชน พื้นที่พัฒนาอุตสาหกรรม พื้นที่พัฒนาเกษตรกรรม พื้นที่อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยการแบ่งพื้นที่ดังกล่าวอ้างอิงตามหลักวิชาการและการจัดการผังเมือง เพื่อให้ชุมชนเมือง เกษตรกรรม สามารถอยู่ร่วมกับภาคอุตสาหกรรมได้อย่างสมดุล มีการจัดสรรพื้นที่อย่างเหมาะสม ซึ่งในพื้นที่ทั้งหมดนี้มีการปรับเปลี่ยนประโยชน์ใช้สอยจากพื้นที่เดิมเพียง 8.29% แบ่งเป็นพื้นที่พัฒนาเมือง 3.7 % พื้นที่อุตสาหกรรม 1.99% และพื้นที่อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม 2.93% ที่จะไม่ให้เปลี่ยนแปลงหรือลดลงใน 20 ปี

นางสาวทัศนีย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ผลพวงจากสถานการณ์แพร่ระบาดของ COVID-19 ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2563 ที่ผ่านมา มีผลให้แผนพัฒนาสิ่งแวดล้อมในเขต EEC ล่าช้ากว่าที่ประเมินไว้เล็กน้อย หากการปรับปรุงผังเมืองแล้วเสร็จ ขั้นตอนต่อไปจะดำเนินการในส่วนการส่งเสริมสุขภาพของสิ่งแวดล้อม โดยได้กำหนดเป้าหมายให้เมืองในพื้นที่ EEC มีวิถีชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีคุณภาพสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานสากล ชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี หากการดำเนินการเป็นไปตามแผนของระยะเวลาที่วางไว้ในทุกมิติประเทศไทยจะมีพื้นที่อุตสาหกรรมที่ไม่เพียงแค่เป็นการพัฒนาประเทศเท่านั้น แต่ระบบนิเวศ ชุมชน และสิ่งแวดล้อมจะยังพัฒนาควบคู่กันไปอย่างยั่งยืน”


