คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล จัดกิจกรรม “บุญยิ่งใหญ่ ทำได้ด้วยการบริจาคอวัยวะและดวงตา” ภายในงานได้จัดประชาสัมพันธ์ให้ความรู้เกี่ยวกับการบริจาคอวัยวะและดวงตา พบกับทีมแพทย์และเภสัชกรเพื่อให้คำแนะนำ ตอบปัญหาด้านสุขภาพ และเปิดรับสมัครผู้ที่มีความประสงค์ต้องการจะบริจาคอวัยวะและดวงตา ทั้งนี้ภายในงานยังได้มีการจัดเสวนา เรื่อง “ร่วมใจทำดีด้วยการบริจาคอวัยวะและดวงตา” โดยแพทย์และผู้มีประสบการณ์เกี่ยวกับการบริจาคอวัยวะ

รศ.ดร.พญ.อติพร อิงค์สาธิต ประธานคณะทำงานส่งเสริมการบริจาคอวัยวะ เพื่อการปลูกถ่ายอวัยวะ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า เมื่อพูดถึงการบริจาคอวัยวะผู้คนทั่วไปมักสับสนระหว่างการบริจาคร่างกายกับบริจาคอวัยวะและดวงตา โดยการบริจาคร่างกายนั้น วัตถุประสงค์เพื่อการศึกษา เป็นอาจารย์ใหญ่ให้กับนักเรียนแพทย์ ไม่สามารถนำอวัยวะของผู้บริจาคออกมาส่งต่อให้กับผู้รอรับบริจาคอวัยวะได้
แต่การบริจาคอวัยวะและดวงตานั้น วัตถุประสงค์เพื่อบริจาคอวัยวะให้กับเพื่อนมนุษย์ที่ประสบปัญหาอวัยวะเสื่อม อวัยวะไม่สามารถทำงานได้ เช่น ไตวาย โดยผู้บริจาค 1 ราย สามารถช่วยชีวิตของผู้ที่รอรับการบริจาคอวัยวะได้ 5-8 ราย อวัยวะหลักๆ ที่สามารถนำไปต่อชีวิตให้กับผู้ป่วย ได้แก่ หัวใจ ปอด ไต และตับ โดยที่ศูนย์ปลูกถ่ายอวัยวะบางศูนย์ สามารถปลูกถ่ายตับอ่อนและลำไส้ได้ด้วย เป็นต้น
“ในประเทศไทยมีผู้รอรับอวัยวะมากขึ้นทุกๆ วัน ปีที่แล้วจำนวน 5,000 คน ปีนี้เพิ่มเป็น 6,500 คน แต่ผู้ที่บริจาคมีสัดส่วนน้อยกว่ามาก ปีที่แล้วมีผู้บริจาค 400 คน จำนวนผู้รอรับอวัยวะก็ทบจำนวนไปทั้งผู้รอรับบริจาครายเก่าและรายใหม่ทำให้ผู้ป่วยต้องรอนาน แต่อวัยวะที่เสื่อมแล้วอย่างหัวใจและตับ เป็นอวัยวะที่รอคอยไม่ได้ รอได้แค่หลักวันหรือสัปดาห์ ถ้านานกว่านั้นคนไข้อาจจะเสียชีวิตไปก่อน การบริจาคอวัยวะและดวงตา แท้จริงแล้วเป็นการสร้างบุญต่อชีวิต ช่วยให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยที่รอการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะดีขึ้น ดังนั้นจึงอยากเชิญชวนให้ประชาชนร่วมบริจาคอวัยวะและดวงตาเพื่อส่งต่อให้กับผู้ป่วยที่กำลังรอรับอวัยวะ” รศ.ดร.พญ.อติพรกล่าว

บงกช เบญจรงคกุล นักแสดง ได้เปิดเผยในฐานะผู้บริจาคไตให้กับคุณแม่ว่า การบริจาคอวัยวะไม่ใช่ว่าบริจาคไปแล้วจะไม่มีอวัยวะใช้งาน หรือจะทำให้ร่างกายไม่แข็งแรง ทุกวันนี้ตัวเองแข็งแรงมากและสุขภาพดี ถ้าเราได้เป็นผู้ให้ เราจะได้รับสิ่งที่ดี เพราะเมื่อเสียชีวิตเราก็เอาอะไรไปไม่ได้ ร่างกายก็ถูกเผาเป็นธุลี เอาอวัยวะมาช่วยคนอีกหลายคนได้ จะเป็นบุญที่เราได้ทำครั้งสุดท้ายด้วยตัวของเราเอง
ณฐมน อุตตะโมท ตัวแทนครอบครัวผู้บริจาคอวัยวะ เปิดเผยว่า คุณแม่มีภาวะลิ่มเลือดอุดตันที่ก้านสมองและหยุดหายใจไป 2-3 นาที ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าสมองตาย เมื่อต้องเลือกว่าจะยื้อชีวิตคุณแม่ไว้กับให้คุณแม่จากไป จึงเลือกที่จะให้คุณแม่จากไปดีกว่าต้องเจาะคอใส่เครื่องช่วยหายใจ และได้ตัดสินใจบริจาคอวัยวะของแม่ให้กับทางโรงพยาบาล ถือว่าเป็นการทำประโยชน์ให้กับผู้อื่น เป็นการทำบุญให้กับคุณแม่เป็นครั้งสุดท้าย เพราะการต่อชีวิต คือการทำบุญที่สูงสุด
ปรินทร์ สุขมงคล ผู้ปลูกถ่ายไตและนักกีฬาสมาคมกีฬาผู้ปลูกถ่ายอวัยวะ กล่าวว่า พบว่าตัวเองเป็นไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ตอน ม.3 ซึ่งพ่อเป็นผู้ตัดสินใจบริจาคไตให้ 1 ข้าง โดยมองว่าการบริจาคอวัยวะให้กับคนในครอบครัว โดยเฉพาะลูกเป็นเรื่องที่ตัดสินใจได้ไม่ยาก เพราะว่าเด็กควรได้รับโอกาสที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป เพื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เป็นกำลังของชาติในอนาคต ทั้งนี้ผลลัพธ์หลังจากการปลูกถ่ายไตทั้งสุขภาพของพ่อและตนเองแข็งแรงดี ดูแลสุขภาพ สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติและกำลังศึกษาอยู่ในระดับมหาวิทยาลัย
“อยากให้คนที่สามารถบริจาคอวัยวะได้ร่วมมาเป็นผู้บริจาคอวัยวะ บริจาคให้กับผู้ที่รอรับอวัยวะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และอยากให้กำลังใจกับคนที่รอรับอวัยวะว่าอย่าเพิ่งหมดหวัง” ปรินทร์กล่าว
ทั้งนี้ผู้มีความประสงค์จะบริจาคอวัยวะและดวงตา สามารถติดต่อได้ที่ ศูนย์ปลูกถ่ายอวัยวะ โรงพยาบาลรามาธิบดี และเฟซบุ๊ก ศูนย์ปลูกถ่ายอวัยวะ รามาธิบดี หรือศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ https://med.mahidol.ac.th/ramatransplantcenter


