“บอร์ดอีอีซี” คาดปี 64 ลงทุนอีอีซีพุ่งถึง 4 แสนล้านบาท เหตุนักลงทุนอั้นเพราะโควิด-19 อัพเดท ลงทุน 5จี ที่มีความพร้อม 80% วาง 4 พื้นที่นำร่องด้านต่างๆ พร้อมดันแผนพัฒนาเกษตร 5 คลัสเตอร์ ทุ่ม 400 ล้านสร้างห้องเย็นเก็บผลไม้ 4,000 ตัน หวังดันรายได้เก็บใกล้เคียงอุตสาหกรรม
นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายอีอีซี เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ครั้งที่ 5/2563 โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานว่า บอร์ดอีอีซี รับทราบแนวทางการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ปี 2564 ที่จะเห็นมูลค่าการลงทุนสูง 400,000 ล้านบาท ประกอบด้วย การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 100,000 ล้านบาท และการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายอีก 300,000 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขการลงทุนในปีหน้าที่สูงขึ้น เป็นผลเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้บริษัทที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ชะลอการลงทุนในปีนี้ไว้ก่อน โดยยอดการขอบีโอไอในอีอีซีในช่วง 11 เดือน (ตั้งแต่ ม.ค.-พ.ย.) ของปี 2563 มีทั้งสิ้น 387 โครงการ มูลค่าลงทุน 128,158 ล้านบาท เป็นการลงทุนจากต่างประเทศ 76,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ ซึ่งลดลงจากปี 2562 ที่มีการยื่นขอบีโอไอ 199,041 ล้านบาท

นอกจากนี้ ที่ประชุมรับทราบและเห็นชอบการลงทุนพัฒนาระบบ 5 จี ในพื้นที่อีอีซี ซึ่งตามกำหนดภายใน 1 ปี หรือภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จะต้องได้วางโครงข่าย 5 จี ครอบคลุมพื้นที่ 50% ของอีอีซี โดยล่าสุดกสทช. ทำได้วางโครงข่ายแล้ว 80% ของพื้นที่เป้าหมาย และรองรับจุดติดตั้งศูนย์ข้อมูล Data Center ระบบคลาวด์รัฐ และคลาวด์ภาคเอกชน เฉพาะข้อมูลที่เปิดเผยได้มาจัดทำข้อมูลกลางเพื่อธุรกิจในอนาคต โดยผลักดันให้เอกชน และหน่วยงานภาครัฐใช้เทคโนโลยี 5G ในโรงงานทั้งหมดในพื้นที่เขตส่งเสริมอีอีซี ประมาณ 10,000 แห่ง โรงแรม 300 แห่ง หน่วยงานราชการ สถาบันการศึกษา โรงพยาบาล รวมถึงผู้ประกอบการรายย่อยกลุ่มเอสเอ็มอีได้ใช้ประโยชน์
“โครงการนำร่องพัฒนาระบบ 5 จี ใน 4 พื้นที่ต้นแบบ ได้แก่ บริเวณฐานทัพเรือสัตหีบ ต้นแบบการใช้ 5 จีเพื่อเสริมความมั่นคง, สนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบิน ตัวอย่างด้านการใช้งานในโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ, นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด เพื่อเสริมประสิทธิภาพอุตสาหกรรม และเขตอำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง เพื่อให้เป็นพื้นที่ชุมชนได้เริ่มทดลองใช้ระบบ 5 จี”
เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายอีอีซี กล่าวอีกว่า ที่ประชุมได้เร่งรัดพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการบริหารจัดการข้อมูล ผลักดันให้ภาคเอกชนและภาครัฐ จัดเก็บข้อมูลบนระบบคลาวด์ ในพื้นที่อีอีซี โดยให้โครงการเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล (อีอีซีดี) เป็นจุดติดตั้งศูนย์ข้อมูล (ดาต้า เซ็นเตอร์) และปรับข้อกฎหมายเพื่อนำข้อมูลคลาวด์ภาครัฐ และคลาวด์ภาคเอกชน ในส่วนของข้อมูลที่เปิดเผยได้ มาจัดทำข้อมูลกลางเพื่อธุรกิจในอนาคต (Common Data Lake) เพื่อให้ภาคธุรกิจและกลุ่มสตาร์ตอัพนำข้อมูลนี้ไปต่อยอดพัฒนาธุรกิจ เช่น สร้างอี-คอมเมิร์ซ การท่องเที่ยว สาธารณสุข และการแพทย์ และพัฒนาบุคลากรดิจิทัล โดยเน้นผลิตบุคลากรที่มีทักษะตามความ ต้องการของเอกชน 100,000 คน
“บอร์ดอีอีซี รับทราบแผนพัฒนาเกษตรในพื้นที่อีอีซี ที่มีแนวทางว่าใช้ความต้องการตลาดนำ เน้นเชื่อมโยงอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร พัฒนาสินค้าให้ตรงความต้องการ ใช้เทคโนโลยีสร้างรายได้ให้สินค้าเกษตร มีคุณภาพดี ราคาสูง ให้ความสำคัญ 5 คลัสเตอร์ ได้แก่ ผลไม้ ประมงเพาะเลี้ยง พืชชีวภาพ พืชสมุนไพร ปศุสัตว์ เพื่อยกระดับการผลิตตรงความต้องการ เพิ่มมูลค่า สร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ แผนปฏิบัติการพัฒนาการเกษตรในอีอีซี ปี 2565-2570 ได้ให้หน่วยงานทำแผนขอรับงบประมาณปี 2565 โดยเป้าหมายหลักยกระดับภาคเกษตรใช้เทคโนโลยีนำการผลิต สินค้าตรงตามความต้องการของตลาด เพิ่มรายได้ภาคเกษตร ใกล้เคียงภาคอุตสาหกรรม
“ในเดือนมกราคม 2564 จะมีการลงนาม กับกลุ่มปตท. เพื่อสร้างห้องเย็นเก็บผลไม้ และนำมาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าและส่งออก ขนาดห้องเย็นสามารถเก็บผลไม้ได้ 4,000 ตัน มูลค่าลงทุน 300 – 400 ล้านบาท ตามแผนโครงการจัดตั้งระเบียงผลไม้ภาคตะวันออก ซึ่งเป็น 1 ใน 5 คลัสเตอร์” นายคณิศ กล่าว


