อุบัติเหตุบนท้องถนนเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เมื่อเกิดอุบัติเหตุเชื่อว่าหลายๆคนคงอยู่ในอาการตกใจ ทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะจัดการอย่างไรกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเราเป็นผู้ขับขี่รถแล้วไปชนคนเดินถนนได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต วันนี้เรามีคำแนะนำเบื้องต้นมาให้
- ตั้งสติ/ประเมินสถานการณ์ เมื่อเกิดอุบัติเหตุ สิ่งแรกเลยคือต้องมีสติและประเมินอาการของผู้บาดเจ็บว่ามีความรุนแรงเพียงใด หากบาดเจ็บรุนแรงต้องรีบโทรแจ้งรถพยาบาลโดยทันที อย่าเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บเองเด็ดขาด หากผู้บาดเจ็บเสียชีวิตให้รีบโทรแจ้งตำรวจทันที ที่สำคัญ ผู้ขับขี่อย่าหลบหนี เพราะการหลบหนีเป็นพฤติกรรมที่แสดงถึงการขาดความรับผิดชอบ ถ้าผู้ขับขี่หลบหนีหรือไม่แสดงตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ กฎหมายให้สันนิษฐานว่าเป็นผู้กระทำผิด และตำรวจมีอำนาจยึดรถที่ขับไว้จนกว่าจะได้ตัวผู้ขับขี่หรือจนกว่าคดีจะถึงที่สุด
- หากมีกล้องถ่ายรูปต้องถ่ายรูปรถไว้ทันที อีกทั้งยังต้องถ่ายรายละเอียดต่างๆ ไว้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นสถานที่เกิดเหตุ ความเสียหายตามจุดต่างๆ ของรถ หรือหากมีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุให้ขอรูปจากมูลนิธิที่ทำการเก็บภาพไว้ เพราะจะเป็นประโยชน์ต่อรูปคดีในภายหลัง
- ถ้ารถมีประกันภัย ต้องรีบแจ้งบริษัทประกันภัยทันที เพราะบริษัทประกันภัยจะมีเจ้าหน้าที่มาที่เกิดเหตุ พร้อมกับทำแผนที่เกิดเหตุไว้พร้อมเพื่อเอาไว้สู้คดี นอกจากนี้ บริษัทประกันภัยจะเข้ามารับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ค่ารักษาพยาบาลในกรณีได้รับบาดเจ็บ ค่าสินไหมทดแทนกรณีเสียชีวิต และค่าเสียหายของทรัพย์สิน ตามวงเงินและรายละเอียดที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ โดยในส่วนของประกันภัย พ.ร.บ. ให้ความคุ้มครองแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ
3.1 ค่าเสียหายเบื้องต้น เป็นการจ่ายโดยไม่ต้องพิสูจน์ถูกผิด ให้กับผู้ประสบภัยจากรถทุกคน ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับเอกสารครบถ้วน โดยจ่ายเป็น
3.1.1 ค่ารักษาพยาบาลตามที่จ่ายจริง รายละไม่เกิน 30,000 บาท
3.1.2 ค่าปลงศพหรือค่าชดเชยกรณีสูญเสียอวัยวะ รายละ 35,000 บาท
หากได้รับบาดเจ็บแล้วต่อมาเสียชีวิตหรือสูญเสียอวัยวะ จะได้รับสูงสุดไม่เกิน รายละ 65,000 บาท
3.2 ค่าสินไหมทดแทน (ค่าเสียหายส่วนเกินค่าเสียหายเบื้องต้น) จ่ายให้ผู้ประสบภัยจากรถที่ไม่ได้เป็นฝ่ายก่อให้เกิดความเสียหาย ซึ่งจะต้องมีการพิสูจน์ถูกผิดแล้ว โดยจ่ายเป็น
3.2.1 กรณีบาดเจ็บ จะได้รับความคุ้มครองสูงสุด ตาม พ.ร.บ. ไม่เกิน 80,000 บาท (รวมกับค่าเสียหายเบื้องต้นด้วย)
3.2.2 กรณีสูญเสียอวัยวะหรือทุพพลภาพอย่างถาวร จะได้รับความคุ้มครอง ตาม พ.ร.บ. ตั้งแต่ 200,000 บาท – 500,000 บาท แล้วแต่กรณี (รวมกับค่าเสียหายเบื้องต้นด้วย)
3.2.3 กรณีเสียชีวิตหรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง จะได้รับความคุ้มครอง ตาม พ.ร.บ. สูงสุด 500,000 บาท (รวมกับค่าเสียหายเบื้องต้นด้วย)

ในกรณีที่รถไม่มีประกันภัย พ.ร.บ. ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ได้กำหนดให้จัดตั้ง “กองทุนทดแทนผู้ประสบภัย”ขึ้น เพื่อเป็นทุนในการจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่ผู้ประสบภัยจากรถ ใน 6 กรณี ได้แก่ 1) รถไม่ทำประกันภัย พ.ร.บ. 2) รถถูกขโมย 3)รถที่ไม่มีเจ้าของและไม่ทำประกันภัย 4) รถชนแล้วหนี 5) บริษัทประกันภัยไม่จ่ายหรือจ่ายไม่ครบ หรือ 6) รถที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องทำประกันภัย และเพื่อเป็นหลักประกันให้สถานพยาบาลรับผู้ประสบภัยจากรถเข้ารักษาอย่างทันท่วงที โดยเมื่อกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยได้ดำเนินการจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่ผู้ประสบภัยจากรถไปแล้ว กองทุนฯ ยังคงมีหน้าที่ติดตามเรียกเงินค่าเสียหายเบื้องต้นคืนจากเจ้าของรถ บริษัท หรือผู้กระทำผิดต่อไป
จะเห็นได้ว่าระบบประกันภัยเข้ามามีส่วนช่วยเหลือค่าใช้จ่ายต่าง ๆ แทนผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถ แต่อย่างไรก็ตาม การใช้รถใช้ถนนร่วมกันควรมีน้ำใจเอื้อเฟื้อต่อกัน ไม่ควรประมาทหรือใจร้อน และมีสติอยู่เสมอ เพียงเท่านี้ อุบัติเหตุก็จะลดลงได้
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม : สายด่วน คปภ. 1186

