อว. หนุน มจพ. ผลักดัน “เทคโนโลยีอวกาศ สทอศ.”

15.02.21 | 14:32 น.

เมื่อวันที่ 11 ก.พ. 64 ที่หอประชุมเบญจรัตน์ อาคารนวมินทราชินี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า
พระนครเหนือ (มจพ.) ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำทีมผู้บริหาร และข้าราชการกระทรวง อาทิ นพ.ปฐม สวรรค์ปัญญาเลิศ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ, ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ, ดร.ปกรณ์  อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA, ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ เข้าเยี่ยมชมสถาบันเทคโนโลยีอวกาศนานาชาติเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ (สทอศ. หรือ INSTEED) พร้อมทั้งเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการดาวเทียม สทอศ. ห้องวัดสัญญาณคลื่นความถี่วิทยุและไมโครเวฟสำหรับพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ และห้องปฏิบัติการวัดสัญญาณไร้คลื่นสะท้อน (Anechoic Chamber)

โดยมี ศ.ดร.ธีรวุฒิ บุณยโสภณ นายกสภามหาวิทยาลัย ศ.ดร.สุชาติ เซี่ยงฉิน รักษาการอธิการบดี พร้อมด้วย อาจารย์ ดร.พงศธร สายสุจริต อาจารย์ประจำห้องปฏิบัติการ สทอศ. รศ.ดร.อุดมเกียรติ นนทแก้ว คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ ศ.ดร.นิสัย เฟื่องเวโรจน์สกุล คณบดี TGGS ศ.ดร.สุวัฒน์ กุลธนปรีดา ผศ.ดร.ธาดา สุขศิลา ผศ.ดร.ธีรวัจน์ แสงเพชร์ ผศ.ดร.สุรเมธ เฉลิมวิสุตม์กุล และทีมนักศึกษาโครงการ KNACKSAT ให้การต้อนรับ

ศ.ดร.สุชาติ กล่าวว่า INSTEED เป็นการจัดตั้งขึ้นภายใต้อุทยานเทคโนโลยี (Technology Park) หรือ TECHNOPARK เพื่อการสร้างและพัฒนาดาวเทียมขนาดเล็ก โดยมีแผนระยะเวลาดำเนินการแล้วเสร็จภายในปี 2565 ซึ่งมุ่งมั่นเป็นหน่วยงานหลักในโครงการอวกาศภายใต้แผนยุทธศาสตร์ของ มจพ. 20 ปี โดยอาศัยความร่วมมือ และบูรณาการเรื่องต่างๆ จากหน่วยงานภายใต้กระทรวงอุดมศึกษาฯ เพื่อก้าวสู่ความเป็นเลิศทั้งด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศต่อไป

ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก ได้กล่าวชื่นชมนวัตกรรมเทคโนโลยีสิ่งประดิษฐ์ที่ถูกสร้างขึ้น ไม่ว่าจะเป็น เทคโนโลยีอวกาศ หรือเทคโนโลยีด้านอื่น ๆ ทั้งด้านความมั่นคง ด้านการทหาร ว่าเป็นเทคโนโลยีที่ดี มีศักยภาพมากเพียงพอที่จะนำมาเป็นนวัตกรรมของประเทศ ซึ่งในอนาคตเชื่อว่าประเทศไทยสามารถประดิษฐ์นวัตกรรมเหล่านี้ได้โดยไม่ต้องซื้อหรือนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับการขับเคลื่อนการพัฒนาตามยุทธศาสตร์ของรัฐบาลที่มุ่งเน้นในเรื่อง “เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม” หรือไทยแลนด์ 4.0 พร้อมเชื่อมั่นในศักยภาพและขีดความสามารถของคนไทยที่จะสามารถผลิตนวัตกรรม โดยเฉพาะเทคโนโลยีอวกาศ โดยหลังจากนี้กระทรวงฯ จะเร่งดำเนินการทั้งด้านนโยบาย การวิจัย การลงทุน ตลอดทั้งการผลักดันและพัฒนาต่อยอดไปสู่เวทีโลกต่อไป ทั้งนี้มั่นใจว่าในอนาคตประเทศไทยจะสามารถส่งดาวเทียมไปโคจรด้วยตนเองได้

Advertisement

“สิ่งสำคัญ คือ ต้องดึงและพัฒนาศักยภาพด้านเทคโนโลยีของเด็กและเยาวชนให้มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนที่อยู่ในเขตชายแดน กลุ่มพื้นที่ขาดแคลน หรือกลุ่มพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ เพราะเชื่อว่ากลุ่มเหล่านี้ สามารถที่จะนำมาพัฒนาขีดความสามารถ องค์ความรู้ หรือทักษะต่างๆ ให้เก่งขึ้นต่อไปได้ อีกทั้งจะเป็นกำลังสำคัญกับประเทศชาติต่อไปในอนาคต” รมว.อว. กล่าว

อ.ดร.พงศธร ได้กล่าวถึงการจัดตั้งสถาบัน INSTEED ว่า เกิดจากการเล็งเห็นถึงศักยภาพของกลุ่มเยาวชนรุ่นใหม่ และต้องการสร้างโอกาสให้กับนักศึกษาและผู้สนใจได้ต่อยอดไปสู่การสร้างนวัตกรรมที่เป็นจริง อีกทั้งยังสามารถผลักดันรากฐานเทคโนโลยีอวกาศของไทยไปสู่ระดับสากลต่อไปได้ พร้อมกันนี้ได้นำเสนอผลงานจาก งานวิจัยและสิ่งประดิษฐ์ชิ้นสำคัญ อย่างการรสร้างดาวเทียม KNACKSAT” (แนคแซท) ขนาด 1U ซึ่งเป็นดาวเทียมดวงแรกที่อุปกรณ์ทุกชิ้นถูกสร้างขึ้นในประเทศไทยทุกขั้นตอน รวมไปถึง ดาวเทียม BCCSAT-1 ผลงานนักเรียนระดับมัธยมศึกษา โดยเกิดจากความร่วมมือระหว่าง มจพ. และโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนรวมไปถึงความร่วมมือการสร้างดาวเทียมระหว่าง 3 ประเทศ คือ ประเทศไทย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ในชื่อ “ASEANSAT” ซึ่งเป็นดาวเทียม 1U เพื่อเป็นความช่วยเหลือกันและกันในด้านเทคโนโลยีอวกาศได้ และมั่นใจว่าอนาคตจะสามารถต่อยอดจากดาวเทียมขนาดเล็กไปสู่ดาวเทียมที่ขนาดใหญ่ขึ้นต่อไปได้

นอกจากนี้ สทอศ. ยังมีความร่วมมือทางวิชาการกับหน่วยงานและมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั้ง สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัยโตเกียว (University of Tokyo) สถาบันเทคโนโลยีคิวซู (Kyushu Institute of Technology) และองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น (JAXA) ขณะเดียวกันได้จัดตั้งบริษัท NBSPACE จำกัด ซึ่งเป็นบริษัท Spin-off ด้านเทคโนโลยีอวกาศ ภายใต้การสนับสนุนจาก มจพ. เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและพัฒนาเศรษฐกิจด้านอวกาศของประเทศไทยต่อไป