มทร.ธัญบุรี เผยผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ ได้งาน 95% ปักธงมุ่งสู่ “มหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรม”

19.02.21 | 08:00 น.

หลัง “โควิด-19” เป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของการศึกษา ทั่วโลกต่างเร่งผลักดันโมเดลระบบการศึกษารูปแบบใหม่ เพื่อทำให้ภาคการศึกษายังคงดำเนินต่อไปได้อย่างไม่สะดุด หนึ่งในนั้นคือการนำ “เทคโนโลยี” มาใช้ควบคู่ไปกับการปรับปรุงหลักสูตร ให้ผู้เรียนสามารถเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น คือการ “จับคู่งาน” ให้แรงงานกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ง่ายและเร็วที่สุด

เช่นเดียวกับที่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) ยังคงมุ่งมั่นส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง เน้นการปฏิบัติ ทำการสอน ทำการวิจัย ให้บริการทางวิชาการในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแก่สังคมอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลิต “นักปฏิบัติ นักคิด นักสร้างสรรค์นวัตกรรม” สู่สังคมและประเทศ รองรับยุทธศาสตร์ชาติโดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ แม้ว่าพิษโควิด-19 จะยังคงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและแรงงานใหม่ที่เตรียมเข้าสู่ตลาดแรงงาน หรือต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงสูงก็ตาม

ผศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดี มทร.ธัญบุรี ได้เปิดเผยตัวเลขรับนักศึกษาของ มทร.ธัญบุรี พบว่า ปัจจุบันยังคงเกินจำนวนที่ต้องการจากแผนการรับนักศึกษา โดยปี’63 มีถึง 105% ปี’62 110% หรือเฉลี่ยประมาณ 6,800 คน/ปี และปีนี้น่าสนใจตรงที่ว่าเด็ก ปวช. ปวส. มาสมัครเรียนภาคปกติในวันแรก 1,625 คน เกินจำนวนแผนรับซึ่งอยู่ที่ประมาณ 1,445 คน ทั้งนี้ มองว่าส่วนหนึ่งมาจากการที่มหาวิทยาลัยมีสัดส่วนการได้งานทำ 90-95% ในสายงานและอาชีพที่เป็นที่ยอมรับ

Advertisement

ขณะที่ด้านคณะต่างๆ ใน มทร.ธัญบุรี มีถึง 11 คณะ กับ 1 วิทยาลัย ประกอบด้วย ระดับปริญญาตรี 81-85 หลักสูตร ระดับปริญญาโท 22 หลักสูตร และระดับปริญญาเอกอีก 8 หลักสูตร นอกจากนี้ ยังมีหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู ที่ได้รับการอนุมัติจากคุรุสภาให้สอนหลักสูตร ป.บัณฑิต ได้ครั้งละ 180 คน ซึ่งสูงที่สุดในประเทศ

รวมถึงมีหลักสูตรระยะสั้น ประเภทประกาศนียบัตร (Non-Degree) เพื่อฝึกอบรมเพิ่มทักษะสังคมและการทำงานให้กับกลุ่มคนทำงานด้วย เช่น หลักสูตรนวัตกรรมการผลิตโคเนื้อคุณภาพพรีเมียมเพื่อตลาดระดับบน หลักสูตรวิศวกรรมสิ่งทอในงานอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ หลักสูตรฝึกอบรมทักษะเพื่อรองรับเทคโนโลยีการออกแบบและผลิตชิ้นส่วนอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ เป็นต้น

ผศ.ดร.สมหมาย ระบุว่า 80 กว่าหลักสูตรเป็นสหกิจศึกษาทั้งหมด และจัดการเรียนการสอนเชิงบูรณาการกับการทำงาน (WiL) ในรูปแบบ TM-15 ซึ่งปัจจุบันได้ยกระดับเป็นหลักสูตรบัณฑิตพันธุ์ใหม่ไปแล้วกว่า 40 หลักสูตร เพื่อตอบโจทย์ภาคการผลิตตามนโยบายการปฏิรูปอุดมศึกษาไทย รองรับ New S-Curve โดย 50% ของแต่ละหลักสูตร นักศึกษาจะได้เรียนรู้วิธีฝึกปฏิบัติจากสถานประกอบการหรือภาคอุตสาหกรรม เมื่อถึงปี 4 เทอม 1 สามารถเลือกไปสหกิจศึกษาได้ทั้งในและต่างประเทศ และพร้อมสนับสนุนสหกิจศึกษาที่ต่างประเทศ คนละ 50,000 บาท ปี 4 เทอม 2 ให้ไปทํางาน 1 ภาคการศึกษา 15 หน่วยกิต สถานประกอบการให้เกรด ซึ่งขณะนี้ มทร.ธัญบุรี ได้มีสถานประกอบการที่ร่วมมืออยู่ด้วยถึง 1,500 แห่ง

“เราเปิดหลักสูตรใหม่หลายหลักสูตร ประมาณ 8 หลักสูตรสอดคล้องกับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น เกี่ยวกับอากาศยาน วิศวกรรมระบบราง ความโดดเด่นคือ เรามีความร่วมมือกับผู้ประกอบการการรถไฟต่างๆ BTS MRT รวมทั้งที่สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งกำลังสร้างระบบรถไฟฟ้าเชื่อมระหว่างอาคารผู้โดยสาร 1 และ 2 เราส่งเด็กไปดูตั้งแต่เขียนแบบวางแบบ ขุดอุโมงค์ อยู่ 1 ปี เรียนจบแล้วก็ทำงานเลย เป็นอีกอัตลักษณ์หนึ่งของมทร.ธัญบุรีที่ทำให้นักศึกษาได้งานก่อนจบ และจบแล้วได้งาน ในสาขาอื่นก็เช่นเดียวกัน เช่น หลักสูตรทางด้านการเกษตร เกี่ยวกับ Smart Farm ก็เป็นที่ต้องการมาก เด็กถูกจองตัวเพื่อเข้าทำงานแทบทั้งหมด นี่คือหลักสูตรบัณฑิตพันธุ์ใหม่ ได้ฝึกจริง ได้ทำงานจริง สถานประกอบการก็เลือกเด็กเลย”

ผศ.ดร.สมหมาย กล่าวอีกว่า ได้ตั้งเป้าที่จะเป็นมหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรม ผลิตบัณฑิตเป็นนวัตกร เป็นนักคิดค้น นักประดิษฐ์ และเป็นเจ้าของสถานประกอบการได้ ที่ผ่านมามีการปรับ-เปลี่ยนแปลงหลักสูตร ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวง อว. การเรียนการสอนก็เน้นผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติจริงเป็นสำคัญ มีเทคนิคการ

เรียนการสอน เช่น สอนแบบสะเต็มศึกษา สอน Active Learning สอนแบบใช้โครงงานเป็นฐาน ใช้รูปแบบการสอนแบบฟินแลนด์ รวมถึงมีเทคนิคการสอนแบบ CDIO สำหรับช่วงโควิด-19 ได้จัดการเรียนการสอนร่วมกับการเรียนการสอนแบบออนไลน์ รายวิชาที่จำเป็นต้องเข้ามาปฏิบัติ เครื่องมือต่างๆ ก็เตรียมพร้อม โดยจำกัดไม่ให้เกิน 25 คน ต่อห้อง

ทุกหลักสูตรผลิตบัณฑิตออกไปแล้ว ต้องมีงานทำที่ตรงกับการพัฒนาประเทศ นั่นคือสร้างความยั่งยืนในงานของเขา ในทุกๆ งานอย่างน้อย 20 ปี มาเรียนที่นี่ไม่ผิดหวัง เรียนที่นี่ได้ปฏิบัติจริง แล้วปฏิบัติร่วมกับภาคอุตสาหกรรมและจุดสำคัญคือ เราสร้างนวัตกรที่เป็นผู้ประกอบการได้ด้วย และมีความเจริญก้าวหน้าในงาน ตรงกับงานที่เด็กอยากจะทำ”

เรียกได้ว่าเป็นการต่อยอดรากฐานความถนัดเดิมที่มุ่งผลิตแรงงานด้านวิชาชีพ เน้นสร้างความสัมพันธ์กับภาคประกอบการให้มากขึ้น เพื่อร่วมทำหน้าที่เป็นเสมือนท่อส่งแรงงานป้อนอุตสาหกรรมอย่างตรงเป้าให้มากที่สุดและต่อเนื่อง

ผลิตบัณฑิตสมรรถนะสูง เพื่อการขับเคลื่อนประเทศ และนำพาประเทศให้ก้าวข้ามทุกวิกฤติได้ในที่สุด