ปัจจุบันสถานการณ์ผู้ป่วยไตวายในประเทศไทยและทั่วโลกมีจำนวนมากขึ้น เป็นปัญหาทางด้านสาธารณสุขมาอย่างยาวนาน มีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยเข้าสู่ภาวะไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย จากข้อมูลของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พบว่ามีผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ต้องได้รับการบำบัดทดแทนไตโดยประมาณ 50,000 คน
ปัจจุบันแม้ว่าจะมีการรักษาด้วยการบำบัดทดแทนไต ได้แก่ การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม การฟอกไตผ่านทางหน้าท้องก็ตาม แต่ไม่สามารถทำให้ผู้ป่วยกลับมามีคุณภาพชีวิตเหมือนคนปกติทั่วไปได้ ทำให้ผู้ป่วยยังจำเป็นต้องใช้เวลาเดินทางไปฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง โดยในแต่ละครั้งใช้เวลาฟอกไตประมาณ 4 ชั่วโมง หรือในกรณีผู้ป่วยฟอกไตผ่านทางหน้าท้องเอง ผู้ป่วยต้องเตรียมอุปกรณ์เพื่อฟอกไตผ่านทางหน้าท้องด้วยตนเอง 2-3 ครั้งต่อวัน ทำให้สูญเสียเวลาและโอกาสในกิจกรรมอื่นที่สำคัญที่ผู้ป่วยปรารถนา
นอกจากนี้ผู้ป่วยยังมีข้อจำกัดเรื่องการรับประทานน้ำ และอาหารอีกด้วย สำหรับการพัฒนาทางการแพทย์ในการรักษาผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย นอกเหนือจากการฟอกไต คือ การปลูกถ่ายไต ซึ่งประสบความสำเร็จครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2497 โดยการพัฒนาการปลูกถ่ายไตในประเทศไทยเริ่มครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2515 จากนั้นการรักษาด้วยการปลูกถ่ายไตจึงแพร่หลายทั่วประเทศ

ผศ.นพ.ณัฐพล อาภรณ์สุจริตกุล ศัลยแพทย์ปลูกถ่ายอวัยวะ ศูนย์ปลูกถ่ายไตโรงพยาบาลไทยนครินทร์ อธิบายถึงเหตุผลที่ว่าทำไมแพทย์ทั่วโลกแนะนำให้ปลูกถ่ายไตในผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายหากผู้ป่วยไม่มีข้อห้ามการปลูกถ่ายไตว่า
“เพราะสิ่งที่ผู้ป่วยจะได้รับภายหลังการปลูกถ่ายไต นอกเหนือจากมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า โดยไม่จำเป็นต้องฟอกไตแล้ว สิ่งที่เป็นประโยชน์มากที่สุดภายหลังการปลูกถ่ายไต คือ ผู้ป่วยที่ปลูกถ่ายไตมีอัตราการรอดชีวิตสูงกว่าผู้ป่วยที่รับการรักษาด้วยการฟอกไตเพียงอย่างเดียว”
“เหตุผลที่กล่าวมานี้ มีหลักฐานเชิงประจักษ์จากงานวิจัยทั่วโลกและสำหรับประเทศไทยก็มีข้อมูลรายงานในประเทศไทยของกระทรวงสาธารณสุขไปในทางเดียวกันว่า
อัตราการอยู่รอดของชีวิตที่ 5 ปีภายหลังป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายไตจะมีอัตราการอยู่รอดประมาณร้อยละ 75 แต่สำหรับผู้ป่วยที่ใช้วิธีการบำบัดทดแทนไตจะมีอัตราการอยู่รอด ประมาณร้อยละ 35 กล่าวง่าย ๆ คือ ผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายไตจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าและมีอัตราการรอดชีวิตที่สูงกว่านั่นเอง

โดยการผ่าตัดปลูกถ่ายไตในประเทศไทยปัจจุบันทำได้ด้วยการปลูกถ่ายจากผู้บริจาคไตที่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดที่สามารถพิสูจน์ได้หรือเป็นคู่สมรสหรืออยู่กินฉันสามีภรรยา และปลูกถ่ายไตจากผู้บริจาคสมองตายตามหลักเกณฑ์วิธีการวินิจฉัยของแพทยสภา ผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายไตจะมีแผลผ่าตัดที่หน้าท้องด้านล่างด้านใดด้านหนึ่งใช้เวลาการผ่าตัดประมาณเฉลี่ย 4-5 ชั่วโมง และพักฟื้นในโรงพยาบาลประมาณ 2 สัปดาห์ หากไม่มีภาวะแทรกซ้อนภายหลังการปลูกถ่ายไต ผู้ป่วยจำเป็นต้องรับประทานยากดภูมิเพื่อป้องกันการปฏิเสธไตตลอดชีวิต ซึ่งภายหลังการผ่าตัดปลูกถ่ายไตผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตกลับไปทำงานได้ตามปกติ มีการขับปัสสาวะเหมือนคนปกติ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าผู้ป่วยที่รักษาด้วยการบำบัดทดแทนไต”
ศูนย์ปลูกถ่ายไต โรงพยาบาลไทยนครินทร์ ทางเลือกใหม่ของผู้ป่วย

“โรงพยาบาลไทยนครินทร์เป็นอีกหนึ่งโรงพยาบาลเอกชนที่มีชื่อเสียงในเขตกรุงเทพฯ ด้านตะวันออก ซึ่งให้การรักษาพยาบาลโรคต่าง ๆ โดยทีมแพทย์ที่มีความชำนาญเฉพาะทาง จึงมีความพร้อมทั้งด้านการบริการและความชำนาญทางด้านการรักษา โรงพยาบาลไทยนครินทร์จึงได้จัดตั้ง ‘ศูนย์ปลูกถ่ายไต’ ด้วยทีมแพทย์เฉพาะทางด้านการปลูกถ่ายอวัยวะโดยตรง ที่ศึกษาทางด้านการปลูกถ่ายอวัยวะ
เราพร้อมให้ความมั่นใจกับผู้ป่วยไตวายที่เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลไทยนครินทร์ได้ว่ามีการให้บริการดูแลผู้ป่วยไตวาย ทั้งการฟอกไตและการปลูกถ่ายไต โดยอยู่ภายในเงื่อนไขของระเบียบสภากาชาดไทยเกี่ยวกับการปลูกถ่ายอวัยวะ
โดยทางทีมแพทย์จะให้คำแนะนำการปลูกถ่ายไตด้วยไตให้ผู้ป่วยทราบโดยละเอียด พิจารณาถึงความจำเป็นและเงื่อนไขที่แตกต่างกันของผู้ป่วยแต่ละราย และทำการปลูกถ่ายไตตามความเหมาะสม ด้วยไตที่มาจากผู้บริจาคที่มีชีวิตหรือผู้บริจาคสมองตายให้กับผู้ป่วย เพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
ศูนย์ปลูกถ่ายไต โรงพยาบาลไทยนครินทร์ ให้บริการผ่าตัดปลูกถ่ายไตแก่ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย
‘ไตใหม่ ชีวิตใหม่อย่างมีคุณภาพ”

ศัลยแพทย์ปลูกถ่ายอวัยวะ ศูนย์ปลูกถ่ายไต
โรงพยาบาลไทยนครินทร์

